6 ขุดเพชรในพระไตรปิฏก

ในพระไตรปิฏกมีอะไร ทำความเข้าใจไปทีละข้อ, เปิดไปทีละหน้า, ให้จบไปทีละเล่ม, พบกับพระอาจารย์พระมหาไพบูลย์ อภิปุณโณ และ คุณเตือนใจ สินธุวณิก, ล้อมวงกันมาฟัง มั่วสุมกันมาศึกษา จะพบขุมทรัพย์ทางปัญญา ในช่วง "ขุดเพชรในพระไตรปิฏก". New Episode ทุกวันเสาร์ เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) มีคำถาม/ข้อเสนอแนะ หรือสมัครติดตามฟังทั้ง 7 รายการ ที่ panya.org Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  1. 5D AGO

    มูลเหตุแห่งตัณหา [6910-6t]

    หมวดธรรม 9 ประการใน สัตตาวาสวรรค หมวดว่าด้วยสัตตาวาส ข้อที่ 22 อัสสขฬุงกสูตร ว่าด้วยม้ากระจอกและคนกระจอก เป็นการเปรียบเทียบคุณสมบัติของม้ากับระดับของบุคคลในทางธรรม โดยใช้คุณลักษณะของม้ามาเป็นอุปมาเพื่ออธิบายถึง "คุณภาพ" ของภิกษุหรือพุทธบริษัท โดยมีเกณฑ์วัด 3 ด้าน ดังนี้ เชาว์อุปมาเปรียบ ระดับมรรคผลวรรณะ อุปมาเปรียบ ความแตกฉานในอภิธรรมและอภิวินัย สามารถตอบปัญหาได้ไม่จนปัญญาความสูงและความใหญ่ อุปมาเปรียบ การได้รับปัจจัย 4 โดยใช้เกณฑ์ทั้ง 3 ด้านนี้ แบ่งประเภทบุคคลออกเป็น 3 ระดับ 9 จำพวกดังนี้ 1. คนกระจอก 3 จำพวก คือผู้ที่ "รู้เพียงอริยสัจ 4" (ยังเป็นเสขบุคคลชั้นต้นหรือผู้ปฏิบัติ) จำพวกที่ 1: รู้แค่อริยสัจ จำพวกที่ 2: รู้อริยสัจ และตอบปัญหาธรรมได้ จำพวกที่ 3: รู้อริยสัจ ตอบปัญหาธรรมได้ และมีลาภยศพร้อม  *คนกระจอก หมายถึงผู้ที่รู้อริยสัจ 4 ซึ่งถือว่ามีคุณธรรมสูงกว่าปุถุชนทั่วไป 2. คนดี (สัปบุรุษ) คือผู้ที่เป็น "พระอนาคามี" (ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ประการได้เด็ดขาด) แบ่งย่อย 3 จำพวกเช่นเดียวกับกลุ่มแรก 3. บุรุษอาชาไนย (บุรุษผู้ฝึกดีแล้ว) คือผู้ที่เป็น "พระอรหันต์" มีจิตหลุดพ้นด้วยปัญญาอันยิ่ง แบ่งย่อย 3 จำพวกเช่นเดียวกัน   ข้อที่ 23 ตัณหามูลกสูตร ว่าด้วยตัณหามูลธรรม เป็นการแสดงลำดับเหตุและผลที่ส่งทอดต่อกัน โดยมี "ตัณหา" เป็นจุดเริ่มต้น สรุปสาระสำคัญเหตุปัจจัยมีตัณหาเป็นมูลเหตุ 9 ประการได้ดังนี้ 1. เพราะอาศัยตัณหา การแสวงหาจึงเกิดขึ้น 2. เพราะอาศัยการแสวงหา การได้จึงเกิดขึ้น 3. เพราะอาศัยการได้ การวินิจฉัยจึงเกิดขึ้น 4. เพราะอาศัยการวินิจฉัย ฉันทราคะจึงเกิดขึ้น 5. เพราะอาศัยฉันทราคะ ความหลงใหลจึงเกิดขึ้น 6. เพราะอาศัยความหลงใหล ความหวงแหนจึงเกิดขึ้น 7. เพราะอาศัยความหวงแหน ความตระหนี่จึงเกิดขึ้น 8. เพราะอาศัยความตระหนี่ การรักษาจึงเกิดขึ้น 9. เพราะอาศัยการรักษา บาปอกุศลธรรมหลายจึงเกิดขึ้น   ข้อที่ 24 สัตตาวาสสูตร ว่าด้วยสัตตาวาส ภพที่เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์โลก 9 ประการ โดยแบ่งตามลักษณะของ "กาย" และ "สัญญา" ดังนี้ 1. กายต่างกัน สัญญาต่างกัน: เช่น มนุษย์, เทวดาบางพวก และสัตว์วินิปาติกะบางพวก 2. กายต่างกัน สัญญาอย่างเดียวกัน: เช่น พวกเทพผู้อยู่ในชั้นพรหม (ปฐมฌานภูมิ) 3. กายอย่างเดียวกัน สัญญาต่างกัน: เช่น พวกเทพชั้นอาภัสสระ 4. กายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน: เช่น พวกเทพชั้นสุภกิณหะ 5. ไม่มีสัญญา ไม่เสวยเวทนา: เช่น พวกเทพชั้นอสัญญีสัตว์ 6. เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะ: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 1 7. เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 2 8. เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 3 9. เข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 4 (มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่)   พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัตตาวาสวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    54 min
  2. FEB 27

    การแสวงหาอันประเสริฐ [6909-6t]

    ข้อที่ 255 ปริเยสนาสูตร ว่าด้วยการแสวงหา 4 อย่างที่ประเสริฐ และไม่ประเสริฐ ถ้าคุณรู้ว่าเรามีความแก่ ความเจ็บไข้ ความตาย และความเศร้าหมองเป็นธรรมดาแล้วยังคงแสวงหาในสิ่งเหล่านี้ นั่นเป็นการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ พระโพธิสัตว์ทราบถึงโทษในสิ่งเหล่านี้ จึงเริ่มแสวงหาทางอันประเสริฐที่ทำให้ถึงแดนอันเกษม นั่นคือ นิพพาน น้อมเข้ามาดูที่ตัวเรา ด้วยความเป็นฆราวาสยังคงต้องแสวงหา ในการแสวงหานั้นควรจะมีสิ่งประเสริฐแทรกแซงอยู่บ้าง อย่างน้อยทราบถึงกระบวนการที่จะอยู่ในมรรค ดำเนินชีวิตอยู่ในมรรค ใจตั้งไว้ที่นิพพาน เห็นโทษ แล้วอยู่กับมันให้ได้ด้วยมรรค ก็จะเป็นการปูทางสู่นิพพานได้ ข้อที่ 256 สังคหวัตถุสูตร เป็นธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวที่ก่อให้เกิดความสามัคคี คือ การให้ทาน เปยยวัชชะ (วาจาเป็นที่รัก) อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์) และสมานัตตตา (การวางตนสม่ำเสมอ) ถ้าขาดธรรมนี้ชนนั้นจะเกิดความแตกแยก ข้อที่ 257 มาลุงกยปุตตสูตร พระพุทธเจ้ากล่าวสอนธรรมะสั้น ๆ เพื่อการหลีกเร้นปฏิบัติเอาจริงต่อมาลุงกยบุตร คือ เหตุเกิดแห่งตัณหา 4 ประการ กิเลสในปัจจัย 4 ตัณหาจะละได้ก็ด้วยมรรค 8 ละตัณหา ละมานะได้ก็พ้นทุกข์ ข้อที่ 258 กุลสูตร ตระกูลใหญ่จะดำรงทรัพย์อยู่ได้ ถ้ามีการแสวงหาวัตถุที่หายไป ซ่อมแซมของเก่า รู้ประมาณในการบริโภค และตั้งสตรีหรือบุรุษที่มีศีลเป็นใหญ่ พระไตรปิฏกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อาปัตติภยวรรค อภิญญาวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    58 min
  3. FEB 20

    ธรรมที่มีอุปการะและธรรมควรรู้ยิ่ง [6908-6t]

    หมวดธรรม 4 ประการใน อาปัตติภยวรรค และ อภิญญาวรรค ข้อที่ 249 พหุการสูตร ว่าด้วยธรรมมีอุปการะมาก ที่เมื่อมีแล้วสามารถนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันจนกระทั่งพาไปนิพพาน คือ การคบสัตบุรุษ: การคบเพื่อนดี คือ การมีสิ่งแวดล้อมที่ดีการฟังธรรม: เป็นการรับ in put ดี ๆ เป็นการเพิ่มปัญญาการโยนิโสมนสิการ: การคิดใคร่ครวญปรับปรุงธัมมานุธัมมปฏิปัตติ: เป็นการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พัฒนาจากสุตมยปัญญาเป็นจินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญา 4 ข้อนี้ สามารถพัฒนาวนลูป (Loop) จะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้แน่นอน ข้อที่ 250-253 ปฐม/ทุติย/ตติย/จตุตถโวหาร: ว่าด้วย "อนริยโวหาร" หรือโวหารที่ไม่ใช่ของพระอริยะ 4 ประการ เป็นการกล่าววาจาอันไม่จริง ได้แก่ 1) ไม่เห็นว่าเห็น 2) ไม่ได้ฟังว่าฟัง 3) ไม่ได้ทราบว่าทราบ 4) ไม่ได้รู้ว่ารู้ ซึ่งเป็นวาจาที่ควรละเว้น ใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินว่า เราโกหกหรือไม่ ที่น่าสนใจคือ อย่างไรคือโกหกสีขาว หรือการข้ามเส้นแบ่งนี้ไป จบอาปัตติภยวรรค   เริ่มอภิญญาวรรคหมวดว่าด้วยความรู้ยิ่ง: ข้อที่ 254 อภิญญาสูตร ความรู้ 4 อย่างที่เทียบมาตามอริยสัจ 4 มีข้อเหมือน และการเรียงลำดับที่ต่างออกไปพบแต่ในพระสูตรนี้เท่านั้น คือ ธรรมที่ควรกำหนดรู้ คือ ทุกข์ คือ ขันธ์ 5 มีความเป็นอนัตตาธรรมที่ควรละ คือ สมุทัย ในที่นี้ คือ อวิชชา และภวตัณหา ตัณหามีลักษณะดังนี้ มีการเกิดปรากฏ มีความเพลินปรากฏ และเกี่ยวกับกามธรรมที่ควรทำให้เจริญ คือ มรรค ในที่นี้ คือ สมถะ และวิปัสสนา สมถะ คือ จิตเป็นอารมณ์เดียว วิปัสสนา คือ การเห็นตามจริง รวมกันเรียกว่าสมาธิธรรมที่ควรทำให้แจ้ง คือ นิโรธ ในที่นี้ คือ วิชชาและวิมุตติ วิชชา คือ ความรู้คือญาณ วิมุตติคือความพ้น เป็นผลจากการทำความเข้าใจ มีแล้วจะวางได้ หรือจะมองในแง่ของมรรค 8 บวกสัมมาญาณะ และสัมมาวิมุตติซึ่งก็คือสัมมากัมมันตะนั่นเอง ทั้ง 4 อย่างนี้ พัฒนาไปด้วยกัน ทำความเข้าใจเรื่องทุกข์แล้วข้ออื่น ๆ ก็ตามมา  พระไตรปิฏกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อาปัตติภยวรรค อภิญญาวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    53 min
  4. FEB 13

    ระยะเวลา "กัป" [6907-6t]

    “สัตว์ผู้จะกล่าวอ้างว่า ตนเองไม่มีโรคทางใจตลอดระยะเวลาแม้ครู่เดียว หาได้โดยยาก ยกเว้นท่านผู้หมดกิเลสแล้ว”  วันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่มีองค์ประกอบครบ คือ พุทธะ ธัมมะ สังฆะ นี่คือการนำเสนอความรู้ใหม่ คือทางสายกลาง ทางที่จะนำไปสู่นิพพาน เริ่มจากทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ความรู้ในอริยสัจ 4 สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ แล้วต่อด้วยอนัตตลักขณสูตรให้เห็นถึงความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาของขันธ์ทั้ง 5  ย้อนกลับไปที่ข้อ 125 – 126 ปฐมเมตตาสูตร คือ กำลังฌานของพรหมวิหาร 4 ทำให้มีอายุ และชั้นพรหมที่แตกต่างกันเรียงไป ในชั้นนี้ปุถุชนและอริยบุคคลอาจอยู่ปะปนกันได้ แต่ที่ไปจะแตกต่างกัน ส่วนในทุติยเมตตาสูตรบุคคลที่พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงด้วยจิตแบบพรหมวิหารเมื่อตายไปย่อมเป็นอนาคามีในชั้นสุทธาวาส   กัปปสูตร ความยาวนานของอสงไขย 4 ประเภท ทำให้เห็นถึงความทุกข์ที่เราได้พบมาตลอดกาลอันยาวนาน ไม่ควรกลับไปวนในความทุกข์อีก  โรคสูตร โรคทางกายอาจไม่ป่วยเลยมีอยู่ แต่คนธรรมดาที่จะไม่ป่วยใจย่อมไม่มีแม้ในขณะจิตเดียว ดั่งโรคของนักบวช โรคนั้น คือ กิเลส ปริหานิสูตร ธรรมที่เป็นเหตุเสื่อม คือ มีราคะ โทสะ โมหะมาก และไม่มีปัญญาจักษุในเรื่องควรไม่ควร  พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อินทริยวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    56 min
  5. FEB 6

    ทิศทาง “ทาน” สู่ความพ้น [6906-6t]

    หมวดธรรม 9 ประการใน สีหนาทวรรค และ สัตตาวาสวรรค ข้อที่ 20 เวลามสูตร ว่าด้วยเวลามพราหมณ์ เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องอานิสงส์ของทาน โดยทรงปรารภเรื่องของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี ที่ประสบวิกฤตเศรษฐกิจจนต้องถวายเพียง “ปลายข้าวและน้ำผักดอง” พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “วัตถุทานจะประณีตหรือเศร้าหมองไม่สำคัญเท่ากับวิธีให้” (จิตของผู้ให้) พระองค์ทรงยกตัวอย่าง เวลามพราหมณ์ (ซึ่งคือพระโพธิสัตว์ในอดีตชาติ) ที่ถวาย “มหาทาน 9 อย่าง” ยิ่งใหญ่ระดับอย่างละ 84,000 ชุด (ถาดทองเต็มด้วยเงิน, ถาดเงินเต็มด้วยทอง, ถาดสำริดเต็มด้วยเงิน, ช้าง, รถ, แม่โคนม, หญิงสาว, บัลลังก์, ผ้า) แม้มากมหาศาล แต่ยังได้อานิสงส์น้อยกว่าการเจริญใน “ศีล สมาธิ ปัญญา” *ทานที่ประกอบด้วยความเคารพและให้แก่ผู้ทรงศีลมีอานิสงส์มาก แต่การปฏิบัติธรรม (ศีล, สมาธิ, ปัญญา) ให้ผลอานิสงส์สูงยิ่งกว่าการให้วัตถุทานมหาศาล   ข้อที่ 21 ติฐานสูตร ว่าด้วยฐานะ 3 ประการ พระสูตรนี้ทรงเปรียบเทียบจุดเด่นหรือ "ฐานะที่เหนือกว่า" ของผู้อยู่อาศัยใน 3 ภพภูมิ ได้แก่ ชาวอุตตรกุรุทวีป, เทวดาชั้นดาวดึงส์ และชาวชมพูทวีป (โลกมนุษย์เรา) ·      กลุ่ม       จุดเด่น (ฐานะ 3 ประการ) 1) อุตตรกุรุทวีป: เหนือกว่าด้วย "คุณภาพชีวิตที่ราบรื่น" :- ไม่เห็นแก่ตัว, ไม่หวงแหน, มีอายุแน่นอน 2) เทวดาดาวดึงส์: เหนือกว่าด้วย "ความเป็นทิพย์" :- อายุทิพย์, วรรณะทิพย์, สุขทิพย์ 3) ชมพูทวีป (มนุษย์โลก): เหนือกว่าด้วย "ศักยภาพในการพัฒนาจิต" :- กล้าหาญ, มีสติ, ปฏิบัติธรรมได้ (บรรลุธรรมได้)   พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สีหนาทวรรค สัตตาวาสวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    57 min
  6. JAN 30

    แสงสว่างแห่งปัญญา [6905-6t]

    หมวดธรรม 4 ประการ ในอาภาวรรค หมวดว่าด้วยแสงสว่าง และอินทริยวรรค หมวดว่าด้วยอินทรีย์ ข้อที่ 141-145 อาภาสูตร ปภาสูตร อาโลกสูตร โอภาสสูตร และปัชโชตสูตร ไส้ในเหมือนกัน ต่างกันที่หัวข้อในความสว่าง 4 อย่าง คือ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ไฟ และปัญญา ความสว่างเสมอด้วยปัญญา ไม่มี เพราะปัญญาทำให้เห็นทางไปสู่นิพพานจากการปฏิบัติตามมรรค 8 *บทสรุป: พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ปัญญาเป็นยอดเยี่ยมที่สุด เนื่องจากปัญญาทำให้เห็นแจ้งในอริยสัจ 4 และนำไปสู่ความหลุดพ้น   ข้อที่ 146-147 ปฐม/ทุติยกาลสูตร ว่าด้วยกาล สูตร 1 และ สูตร 2 กาลคือเวลา คือความเหมาะสมที่เมื่อทำอย่างต่อเนื่องหมุนวนไปจะทำให้สิ้นอาสวะได้ คือ ฟังธรรม สนทนาธรรม สงบใจ และเห็นแจ้งตามกาล   ข้อที่ 148-149 ทุจจริตสูตรและสุจริตสูตร เป็นเรื่องวาจา   ข้อที่ 150 สารสูตร ว่าด้วยสารธรรม สารธรรม หมายถึง แก่นสาร เพราะการยังคงมีอยู่ของศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุต เราจึงไม่ร้อนใจ ความเบียดเบียนมีแต่พอทนได้ นิพพานยังมี จบอาภาวรรค   เริ่มอินทริยวรรค เราจะทำตามศีล สมาธิ ปัญญาได้ ก็ต้องมีอินทรีย์และพละ ในอินทริยสูตร สัทธาพลสูตร ปัญญาพลสูตร สติพลสูตร ปฏิสังขานพลสูตร คือสิ่งที่จะรักษาให้เราอยู่ในมรรค   พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อาภาวรรค อินทริยวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    57 min
  7. JAN 16

    ผลแห่งการต้อนรับ [6903-6t]

    หมวดธรรม 9 ประการใน สีหนาทวรรค หมวดว่าด้วยการบันลือสีหนาท ข้อที่ 17 กุลสูตร ว่าด้วยตระกูล กล่าวถึงลักษณะของตระกูลที่ภิกษุไม่ควรเข้าหา (ไม่ควรไปมาหาสู่หรือเยี่ยมเยียน) และตระกูลที่ควรเข้าไปหา ดังนี้ ลักษณะของตระกูลที่ภิกษุ "ไม่ควร" เข้าหา 9 ประการ 1. ไม่ต้อนรับด้วยความเต็มใจ: เมื่อไปถึงแล้วไม่ลุกรับ ไม่แสดงความเคารพ 2. ไม่กราบไหว้ด้วยความเต็มใจ: ไม่แสดงความนบนอบตามธรรมเนียม 3. ไม่ให้อาสนะด้วยความเต็มใจ: ไม่จัดที่นั่งให้ด้วยความยินดี 4. ปกปิดของที่มีอยู่: มีของอยู่แต่ทำเป็นไม่มี หรือไม่นำออกมาแบ่งปัน 5. มีมากแต่ให้น้อย: มีของเหลือเฟือแต่ให้เพียงเล็กน้อยอย่างไม่สมควร 6. มีของประณีตแต่ให้ของเศร้าหมอง: เก็บของดีไว้เอง แต่ให้ของที่ด้อยคุณภาพ 7. ให้โดยไม่เคารพ: ให้แบบสักแต่ว่าให้ หรือแสดงอาการดูหมิ่น 8. ไม่นั่งใกล้เพื่อฟังธรรม: ไม่สนใจที่จะสนทนาธรรมหรือรับฟังคำสอน 9. ไม่ยินดีเมื่อกล่าวธรรม: เมื่อภิกษุแสดงธรรมก็แสดงอาการไม่พอใจหรือไม่เลื่อมใส ลักษณะของตระกูลที่ภิกษุ "ควร" เข้าหาเยี่ยมเยียน มีลักษณะตรงกันข้ามกับธรรม 9 ประการ ที่กล่าวมาในข้างต้น   ข้อที่ 18 นวังคุโปสถสูตร ว่าด้วยการรักษาอุโบสถที่มีองค์ ๙ กล่าวถึงการรักษาอุโบสถด้วยองค์ 9 ประการที่บุคคลอยู่จำแล้วย่อมมีอานิสงส์มาก แผ่ไพศาลมาก ได้แก่ การรักษาศีลแปดและการแผ่เมตตาจิต (พรหมวิหารสี่) ทั่วทุกทิศทางอย่างไม่มีประมาณ   ข้อที่ 19 เทวตาสูตร ว่าด้วยผลแห่งการต้อนรับของเทวดา กล่าวถึงเทวดา 9 จำพวกมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อบอกเล่าถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้ตนได้ไปเกิดในหมู่เทวดาที่มีความละเอียดประณีตต่างกัน โดยมีประเด็นสำคัญและหลักธรรมดังนี้ ประเด็นสำคัญ: กล่าวถึงผลของการต้อนรับและการปฏิบัติต่อบรรพชิต (ผู้ทรงศีล) ในขณะที่เทวดาเหล่านั้นยังเป็นมนุษย์ หากปฏิบัติไม่ครบถ้วนหรือไม่ประณีต แม้จะได้เกิดเป็นเทวดาแต่จะเป็นชั้นต่ำและมีความเดือดร้อนใจ (วิปปฏิสาร) ภายหลังที่เห็นตนเองมีอานุภาพน้อยกว่าเทวดาอื่น ในทางกลับกัน ผู้ที่ปฏิบัติได้ครบถ้วนทั้ง 9 ประการ ย่อมได้ไปเกิดในหมู่เทพชั้นประณีตและมีอานุภาพมาก หลักธรรม 9 ประการในการต้อนรับบรรพชิต: หลักธรรมนี้เรียงลำดับจากความประณีตเบื้องต้นไปจนถึงการบรรลุธรรม ดังนี้ 1. การลุกรับ: เมื่อเห็นบรรพชิตมาถึงบ้าน ต้องแสดงความเคารพด้วยการลุกขึ้นต้อนรับ 2. การกราบไหว้: แสดงความอ่อนน้อมด้วยการกราบไหว้ 3. การให้อาสนะ: จัดหาที่นั่งที่เหมาะสมให้แก่ท่าน 4. การแบ่งปันลาภ: รู้จักให้ทานหรือแบ่งปันสิ่งของตามกำลังความสามารถ 5. การเข้าไปนั่งใกล้: เข้าไปหาเพื่อแสดงความเคารพและเตรียมรับฟังธรรม 6. การเงี่ยโสตลงฟังธรรม: ตั้งใจฟังคำสอนของท่านอย่างจดจ่อ 7. การทรงจำธรรม: เมื่อฟังแล้วต้องพยายามจดจำหลักธรรมนั้นไว้ 8. การพิจารณาเนื้อความ: นำธรรมที่ทรงจำไว้มาไตร่ตรองให้เข้าใจความหมาย 9. การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม: นำความรู้ที่เข้าใจแล้วไปลงมือปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักการเพื่อให้เกิดผลจริง *บทสรุป: พระพุทธเจ้าทรงใช้เรื่องนี้สอนภิกษุทั้งหลายไม่ให้ประมาทและเร่งบำเพ็ญเพียร เพื่อที่จะไม่ต้องเดือดร้อนใจในภายหลังเหมือนเทวดาจำพวกแรก ๆ ที่ทำบุญมาไม่ครบถ้วน   พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สีหนาทวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    1h 2m

About

ในพระไตรปิฏกมีอะไร ทำความเข้าใจไปทีละข้อ, เปิดไปทีละหน้า, ให้จบไปทีละเล่ม, พบกับพระอาจารย์พระมหาไพบูลย์ อภิปุณโณ และ คุณเตือนใจ สินธุวณิก, ล้อมวงกันมาฟัง มั่วสุมกันมาศึกษา จะพบขุมทรัพย์ทางปัญญา ในช่วง "ขุดเพชรในพระไตรปิฏก". New Episode ทุกวันเสาร์ เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) มีคำถาม/ข้อเสนอแนะ หรือสมัครติดตามฟังทั้ง 7 รายการ ที่ panya.org Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

More From Panya Bhavana Foundation

You Might Also Like