6 ขุดเพชรในพระไตรปิฏก

ในพระไตรปิฏกมีอะไร ทำความเข้าใจไปทีละข้อ, เปิดไปทีละหน้า, ให้จบไปทีละเล่ม, พบกับพระอาจารย์พระมหาไพบูลย์ อภิปุณโณ และ คุณเตือนใจ สินธุวณิก, ล้อมวงกันมาฟัง มั่วสุมกันมาศึกษา จะพบขุมทรัพย์ทางปัญญา ในช่วง "ขุดเพชรในพระไตรปิฏก". New Episode ทุกวันเสาร์ เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) มีคำถาม/ข้อเสนอแนะ หรือสมัครติดตามฟังทั้ง 7 รายการ ที่ panya.org Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  1. 4D AGO

    ระยะเวลา "กัป" [6907-6t]

    “สัตว์ผู้จะกล่าวอ้างว่า ตนเองไม่มีโรคทางใจตลอดระยะเวลาแม้ครู่เดียว หาได้โดยยาก ยกเว้นท่านผู้หมดกิเลสแล้ว”  วันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่มีองค์ประกอบครบ คือ พุทธะ ธัมมะ สังฆะ นี่คือการนำเสนอความรู้ใหม่ คือทางสายกลาง ทางที่จะนำไปสู่นิพพาน เริ่มจากทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ความรู้ในอริยสัจ 4 สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ แล้วต่อด้วยอนัตตลักขณสูตรให้เห็นถึงความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาของขันธ์ทั้ง 5  ย้อนกลับไปที่ข้อ 125 – 126 ปฐมเมตตาสูตร คือ กำลังฌานของพรหมวิหาร 4 ทำให้มีอายุ และชั้นพรหมที่แตกต่างกันเรียงไป ในชั้นนี้ปุถุชนและอริยบุคคลอาจอยู่ปะปนกันได้ แต่ที่ไปจะแตกต่างกัน ส่วนในทุติยเมตตาสูตรบุคคลที่พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงด้วยจิตแบบพรหมวิหารเมื่อตายไปย่อมเป็นอนาคามีในชั้นสุทธาวาส   กัปปสูตร ความยาวนานของอสงไขย 4 ประเภท ทำให้เห็นถึงความทุกข์ที่เราได้พบมาตลอดกาลอันยาวนาน ไม่ควรกลับไปวนในความทุกข์อีก  โรคสูตร โรคทางกายอาจไม่ป่วยเลยมีอยู่ แต่คนธรรมดาที่จะไม่ป่วยใจย่อมไม่มีแม้ในขณะจิตเดียว ดั่งโรคของนักบวช โรคนั้น คือ กิเลส ปริหานิสูตร ธรรมที่เป็นเหตุเสื่อม คือ มีราคะ โทสะ โมหะมาก และไม่มีปัญญาจักษุในเรื่องควรไม่ควร  พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อินทริยวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    56 min
  2. FEB 6

    ทิศทาง “ทาน” สู่ความพ้น [6906-6t]

    หมวดธรรม 9 ประการใน สีหนาทวรรค และ สัตตาวาสวรรค ข้อที่ 20 เวลามสูตร ว่าด้วยเวลามพราหมณ์ เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องอานิสงส์ของทาน โดยทรงปรารภเรื่องของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี ที่ประสบวิกฤตเศรษฐกิจจนต้องถวายเพียง “ปลายข้าวและน้ำผักดอง” พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “วัตถุทานจะประณีตหรือเศร้าหมองไม่สำคัญเท่ากับวิธีให้” (จิตของผู้ให้) พระองค์ทรงยกตัวอย่าง เวลามพราหมณ์ (ซึ่งคือพระโพธิสัตว์ในอดีตชาติ) ที่ถวาย “มหาทาน 9 อย่าง” ยิ่งใหญ่ระดับอย่างละ 84,000 ชุด (ถาดทองเต็มด้วยเงิน, ถาดเงินเต็มด้วยทอง, ถาดสำริดเต็มด้วยเงิน, ช้าง, รถ, แม่โคนม, หญิงสาว, บัลลังก์, ผ้า) แม้มากมหาศาล แต่ยังได้อานิสงส์น้อยกว่าการเจริญใน “ศีล สมาธิ ปัญญา” *ทานที่ประกอบด้วยความเคารพและให้แก่ผู้ทรงศีลมีอานิสงส์มาก แต่การปฏิบัติธรรม (ศีล, สมาธิ, ปัญญา) ให้ผลอานิสงส์สูงยิ่งกว่าการให้วัตถุทานมหาศาล   ข้อที่ 21 ติฐานสูตร ว่าด้วยฐานะ 3 ประการ พระสูตรนี้ทรงเปรียบเทียบจุดเด่นหรือ "ฐานะที่เหนือกว่า" ของผู้อยู่อาศัยใน 3 ภพภูมิ ได้แก่ ชาวอุตตรกุรุทวีป, เทวดาชั้นดาวดึงส์ และชาวชมพูทวีป (โลกมนุษย์เรา) ·      กลุ่ม       จุดเด่น (ฐานะ 3 ประการ) 1) อุตตรกุรุทวีป: เหนือกว่าด้วย "คุณภาพชีวิตที่ราบรื่น" :- ไม่เห็นแก่ตัว, ไม่หวงแหน, มีอายุแน่นอน 2) เทวดาดาวดึงส์: เหนือกว่าด้วย "ความเป็นทิพย์" :- อายุทิพย์, วรรณะทิพย์, สุขทิพย์ 3) ชมพูทวีป (มนุษย์โลก): เหนือกว่าด้วย "ศักยภาพในการพัฒนาจิต" :- กล้าหาญ, มีสติ, ปฏิบัติธรรมได้ (บรรลุธรรมได้)   พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สีหนาทวรรค สัตตาวาสวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    57 min
  3. JAN 30

    แสงสว่างแห่งปัญญา [6905-6t]

    หมวดธรรม 4 ประการ ในอาภาวรรค หมวดว่าด้วยแสงสว่าง และอินทริยวรรค หมวดว่าด้วยอินทรีย์ ข้อที่ 141-145 อาภาสูตร ปภาสูตร อาโลกสูตร โอภาสสูตร และปัชโชตสูตร ไส้ในเหมือนกัน ต่างกันที่หัวข้อในความสว่าง 4 อย่าง คือ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ไฟ และปัญญา ความสว่างเสมอด้วยปัญญา ไม่มี เพราะปัญญาทำให้เห็นทางไปสู่นิพพานจากการปฏิบัติตามมรรค 8 *บทสรุป: พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ปัญญาเป็นยอดเยี่ยมที่สุด เนื่องจากปัญญาทำให้เห็นแจ้งในอริยสัจ 4 และนำไปสู่ความหลุดพ้น   ข้อที่ 146-147 ปฐม/ทุติยกาลสูตร ว่าด้วยกาล สูตร 1 และ สูตร 2 กาลคือเวลา คือความเหมาะสมที่เมื่อทำอย่างต่อเนื่องหมุนวนไปจะทำให้สิ้นอาสวะได้ คือ ฟังธรรม สนทนาธรรม สงบใจ และเห็นแจ้งตามกาล   ข้อที่ 148-149 ทุจจริตสูตรและสุจริตสูตร เป็นเรื่องวาจา   ข้อที่ 150 สารสูตร ว่าด้วยสารธรรม สารธรรม หมายถึง แก่นสาร เพราะการยังคงมีอยู่ของศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุต เราจึงไม่ร้อนใจ ความเบียดเบียนมีแต่พอทนได้ นิพพานยังมี จบอาภาวรรค   เริ่มอินทริยวรรค เราจะทำตามศีล สมาธิ ปัญญาได้ ก็ต้องมีอินทรีย์และพละ ในอินทริยสูตร สัทธาพลสูตร ปัญญาพลสูตร สติพลสูตร ปฏิสังขานพลสูตร คือสิ่งที่จะรักษาให้เราอยู่ในมรรค   พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อาภาวรรค อินทริยวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    57 min
  4. JAN 16

    ผลแห่งการต้อนรับ [6903-6t]

    หมวดธรรม 9 ประการใน สีหนาทวรรค หมวดว่าด้วยการบันลือสีหนาท ข้อที่ 17 กุลสูตร ว่าด้วยตระกูล กล่าวถึงลักษณะของตระกูลที่ภิกษุไม่ควรเข้าหา (ไม่ควรไปมาหาสู่หรือเยี่ยมเยียน) และตระกูลที่ควรเข้าไปหา ดังนี้ ลักษณะของตระกูลที่ภิกษุ "ไม่ควร" เข้าหา 9 ประการ 1. ไม่ต้อนรับด้วยความเต็มใจ: เมื่อไปถึงแล้วไม่ลุกรับ ไม่แสดงความเคารพ 2. ไม่กราบไหว้ด้วยความเต็มใจ: ไม่แสดงความนบนอบตามธรรมเนียม 3. ไม่ให้อาสนะด้วยความเต็มใจ: ไม่จัดที่นั่งให้ด้วยความยินดี 4. ปกปิดของที่มีอยู่: มีของอยู่แต่ทำเป็นไม่มี หรือไม่นำออกมาแบ่งปัน 5. มีมากแต่ให้น้อย: มีของเหลือเฟือแต่ให้เพียงเล็กน้อยอย่างไม่สมควร 6. มีของประณีตแต่ให้ของเศร้าหมอง: เก็บของดีไว้เอง แต่ให้ของที่ด้อยคุณภาพ 7. ให้โดยไม่เคารพ: ให้แบบสักแต่ว่าให้ หรือแสดงอาการดูหมิ่น 8. ไม่นั่งใกล้เพื่อฟังธรรม: ไม่สนใจที่จะสนทนาธรรมหรือรับฟังคำสอน 9. ไม่ยินดีเมื่อกล่าวธรรม: เมื่อภิกษุแสดงธรรมก็แสดงอาการไม่พอใจหรือไม่เลื่อมใส ลักษณะของตระกูลที่ภิกษุ "ควร" เข้าหาเยี่ยมเยียน มีลักษณะตรงกันข้ามกับธรรม 9 ประการ ที่กล่าวมาในข้างต้น   ข้อที่ 18 นวังคุโปสถสูตร ว่าด้วยการรักษาอุโบสถที่มีองค์ ๙ กล่าวถึงการรักษาอุโบสถด้วยองค์ 9 ประการที่บุคคลอยู่จำแล้วย่อมมีอานิสงส์มาก แผ่ไพศาลมาก ได้แก่ การรักษาศีลแปดและการแผ่เมตตาจิต (พรหมวิหารสี่) ทั่วทุกทิศทางอย่างไม่มีประมาณ   ข้อที่ 19 เทวตาสูตร ว่าด้วยผลแห่งการต้อนรับของเทวดา กล่าวถึงเทวดา 9 จำพวกมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อบอกเล่าถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้ตนได้ไปเกิดในหมู่เทวดาที่มีความละเอียดประณีตต่างกัน โดยมีประเด็นสำคัญและหลักธรรมดังนี้ ประเด็นสำคัญ: กล่าวถึงผลของการต้อนรับและการปฏิบัติต่อบรรพชิต (ผู้ทรงศีล) ในขณะที่เทวดาเหล่านั้นยังเป็นมนุษย์ หากปฏิบัติไม่ครบถ้วนหรือไม่ประณีต แม้จะได้เกิดเป็นเทวดาแต่จะเป็นชั้นต่ำและมีความเดือดร้อนใจ (วิปปฏิสาร) ภายหลังที่เห็นตนเองมีอานุภาพน้อยกว่าเทวดาอื่น ในทางกลับกัน ผู้ที่ปฏิบัติได้ครบถ้วนทั้ง 9 ประการ ย่อมได้ไปเกิดในหมู่เทพชั้นประณีตและมีอานุภาพมาก หลักธรรม 9 ประการในการต้อนรับบรรพชิต: หลักธรรมนี้เรียงลำดับจากความประณีตเบื้องต้นไปจนถึงการบรรลุธรรม ดังนี้ 1. การลุกรับ: เมื่อเห็นบรรพชิตมาถึงบ้าน ต้องแสดงความเคารพด้วยการลุกขึ้นต้อนรับ 2. การกราบไหว้: แสดงความอ่อนน้อมด้วยการกราบไหว้ 3. การให้อาสนะ: จัดหาที่นั่งที่เหมาะสมให้แก่ท่าน 4. การแบ่งปันลาภ: รู้จักให้ทานหรือแบ่งปันสิ่งของตามกำลังความสามารถ 5. การเข้าไปนั่งใกล้: เข้าไปหาเพื่อแสดงความเคารพและเตรียมรับฟังธรรม 6. การเงี่ยโสตลงฟังธรรม: ตั้งใจฟังคำสอนของท่านอย่างจดจ่อ 7. การทรงจำธรรม: เมื่อฟังแล้วต้องพยายามจดจำหลักธรรมนั้นไว้ 8. การพิจารณาเนื้อความ: นำธรรมที่ทรงจำไว้มาไตร่ตรองให้เข้าใจความหมาย 9. การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม: นำความรู้ที่เข้าใจแล้วไปลงมือปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักการเพื่อให้เกิดผลจริง *บทสรุป: พระพุทธเจ้าทรงใช้เรื่องนี้สอนภิกษุทั้งหลายไม่ให้ประมาทและเร่งบำเพ็ญเพียร เพื่อที่จะไม่ต้องเดือดร้อนใจในภายหลังเหมือนเทวดาจำพวกแรก ๆ ที่ทำบุญมาไม่ครบถ้วน   พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สีหนาทวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    1h 2m
  5. JAN 9

    อย่าด่วนตัดสินใจเชื่อ ให้พิจารณาด้วยเงื่อนไข [6902-6t]

    หมวดธรรม 3 ประการ ในมหาวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องใหญ่ ข้อที่ 65 สรภสูตร ว่าด้วยปริพาชกชื่อว่าสรภะ เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อ สรภปริพาชก (ผู้ที่เคยบวชในพุทธศาสนาแล้วสึกออกไป) ไปป่าวประกาศว่าเขารอบรู้ธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว และที่เขาลาสึกออกมาก็เพราะเขารู้แจ้งเห็นจริงในธรรมเหล่านั้น (ในเชิงสบประมาท) เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบ จึงเสด็จไปหาเขาถึงที่พักและอนุญาตให้เขาแสดงสิ่งที่เขารู้ว่ามีอะไรบ้างที่ยังไม่บริบูรณ์ พระองค์จะช่วยเติมให้ แต่ถ้าบริบูรณ์แล้วพระองค์จะทรงอนุโมทนา ปรากฏว่า สรภปริพาชกกลับนิ่งเงียบ ไม่สามารถตอบอะไรได้เลย จนถูกเพื่อนปริพาชกด้วยกันรุมตำหนิและเปรียบเปรยว่า "อยากจะคำรามเหมือนราชสีห์ แต่ทำได้แค่เห่าหอนเหมือนสุนัขจิ้งจอก" ในพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดง "ความจริงอันไม่อาจโต้แย้งได้" โดยหากใครพยายามจะคัดค้านพระองค์ใน 3 ประเด็นหลัก ที่เมื่อถูกซักถามด้วยเหตุผล ผู้นั้นมักจะแสดงอาการ 3 อย่าง (พูดกลบเกลื่อน โกรธ หรือนิ่งอั้น) ซึ่งประเด็นที่พระองค์ทรงยืนยัน (บันลือสีหนาท) ดังนี้: 1. ความเป็นผู้ตรัสรู้ชอบ (สัมมาสัมพุทธะ) : ไม่มีใครสามารถค้านได้ว่าธรรมที่พระองค์ทรงปฏิญญาว่าตรัสรู้นั้น พระองค์ยังไม่รู้จริง พระองค์ทรงรอบรู้ในสิ่งที่ทรงสอนอย่างแท้จริงตามหลักเหตุและผล 2. ความเป็นผู้สิ้นอาสวะ (ขีณาสพ) : ไม่มีใครสามารถพิสูจน์หรือคัดค้านได้ว่า อาสวะกิเลสของพระองค์ยังไม่สิ้นไป พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากกิเลสโดยสิ้นเชิงตามที่ทรงประกาศไว้ 3. ความศักดิ์สิทธิ์ของพระธรรม (นิยยานิกธรรม) : ไม่มีใครสามารถค้านได้ว่า "ธรรมที่พระองค์แสดงนั้น ปฏิบัติแล้วไม่นำไปสู่ความสิ้นทุกข์" หากผู้ใดปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง ย่อมถึงความดับทุกข์ได้จริงแน่นอน   ข้อที่ 66 เกสปุตติสูตร ว่าด้วยกาลามะชาวเกสปุตตนิคม ชาวกาลามะเกิดความสับสนเพราะมีสมณพราหมณ์หลายกลุ่มแวะเวียนมาสอน โดยแต่ละกลุ่มมักจะยกย่องคำสอนตนเองและเหยียดหยามคำสอนของผู้อื่น ชาวกาลามะจึงทูลถามพระพุทธเจ้าว่า "จะรู้ได้อย่างไรว่าใครพูดจริง ใครพูดเท็จ?" พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกให้เชื่อพระองค์ทันที แต่ทรงวางหลักการตรวจสอบความจริงเพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง และทรงชี้ให้เห็นว่า "ความจริง" นั้นสามารถพิสูจน์ได้ด้วยการสังเกตผลที่เกิดขึ้นในใจตนเอง หลักธรรมสำคัญ: หลักกาลามสูตร 10 ประการ (อย่าปลงใจเชื่อเพียงเพราะ...)การพิจารณา "รากเหง้าของอกุศลและกุศล" เมื่อรู้ว่าสิ่งใดเป็นอกุศลให้ "ละ" (โลภะ โทสะ โมห)ะเมื่อรู้ว่าสิ่งใดเป็นกุศลให้ "เข้าถึง" (อโลภะ อโทสะ อโมหะ)เจริญพรหมวิหาร 4 ทำให้เกิดความเบาใจ 4 ประการ (อัสสาสะ 4)1. ถ้าโลกหน้ามีจริง: เราทำดีไว้ ตายไปย่อมไปสู่สุคติสวรรค์ 2. ถ้าโลกหน้าไม่มีจริง: ในปัจจุบันนี้ เราก็อยู่อย่างเป็นสุข ไม่โดนใครจองเวร 3. ถ้าผลกรรมมีจริง: เมื่อเราไม่ได้เจตนาทำชั่ว ความทุกข์ย่อมไม่มาถึงเรา 4. ถ้าผลกรรมไม่มีจริง: เราก็เห็นตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ (ภูมิใจในตนเอง) ได้ทั้งสองฝ่าย   ข้อที่ 67 สาฬหสูตร ว่าด้วยนายสาฬหะถามถึงหลักความเชื่อ นายสาฬหะและนายโรหนะ (หลานเศรษฐี) เข้าไปหาท่านพระนันทกะ ท่านจึงได้แสดงหลักการใช้ปัญญาพิจารณาธรรม โดยไม่ให้เชื่อเพียงเพราะ... (หลักกาลามสูตร 10 ประการ) แต่ให้พิสูจน์ด้วยการดูผลที่เกิดขึ้นจริงในใจตนเองว่า สิ่งนั้น (โลภะ โทสะ โมหะ) นำไปสู่ความทุกข์หรือความสุข และสรุปจบด้วยการแผ่เมตตาจนจิตหลุดพ้นจากอาสวะกิเลส   พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๒ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต มหาวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    55 min
  6. JAN 2

    ฝีมีปากแผล 9 แห่ง [6901-6t]

    หมวดธรรม 9 ประการใน สีหนาทวรรค หมวดว่าด้วยการบันลือสีหนาท ข้อที่ 14 สมิทธิสูตร ว่าด้วยเรื่องวิตก เป็นบทสนทนาธรรมระหว่างท่านพระสารีบุตรกับท่านพระสมิทธิในหัวข้อเรื่อง สังกัปปวิตก (วิตกอันเป็นความดำริ) คือ ความนึกคิด ซึ่งในบทสนทนานั้นท่านพระสารีบุตรเป็นผู้กล่าวสอบถาม แล้วท่านพระสมิทธิเป็นผู้กล่าวตอบ โดยมีใจความสำคัญดังนี้ 1. วิตกเกิดขึ้นเพราะอะไร: มี "นามรูป" (ร่างกายและจิตใจ/สิ่งที่ถูกรู้) เป็นอารมณ์ 2. วิตกต่างกันเพราะอะไร: เพราะ "ธาตุ" ต่างๆ (สภาวะทางธรรมชาติ เช่น อกุศลวิตก ได้แก่ กามวิตก, พยาบาทวิตก, วิหิงสาวิตก และ กุศลวิตก ได้แก่ เนกขัมมวิตก, อพยาปาทวิตก, อวิหิงสาวิตก) 3. วิตกเกิดจากอะไร: มี "ผัสสะ" (การกระทบ) เป็นเหตุเกิด 4. วิตกมีอะไรเป็นที่ประชุมลง: มี "เวทนา" (ความเสวยอารมณ์) เป็นที่ประชุมลง 5. วิตกมีอะไรเป็นยอด: มี "สมาธิ" เป็นยอด (ประมุข) 6. วิตกมีอะไรเป็นใหญ่: มี "สติ" เป็นใหญ่ 7. วิตกมีอะไรเป็นยิ่ง: มี "ปัญญา" เป็นยิ่ง 8. วิตกมีอะไรเป็นแก่น: มี "วิมุตติ" (ความหลุดพ้น) เป็นแก่น 9. วิตกหยั่งลงในไหน: มี "อมตะ" (พระนิพพาน) เป็นที่หยั่งลง   ข้อที่ 15 คัณฑสูตร ว่าด้วยฝีมีปากแผล 9 แห่ง การเปรียบเทียบ ร่างกายมนุษย์ว่ามีสภาพไม่น่าดู มีแต่ของสกปรกเหมือนฝีมีปากแผลที่น่ารังเกียจ 9 แห่ง (ทวารทั้ง 9 ได้แก่ ตา 2, หู 2, จมูก 2, ปาก 1, ทวารหนัก 1, ทวารเบา 1) มีกลิ่นเหม็นไหลออกมาและไหลเข้าได้เช่นกัน เพื่อให้พระภิกษุเบื่อหน่ายในกามคุณและเห็นโทษของร่างกาย (อสุภกรรมฐาน)   ข้อที่ 16 สัญญาสูตร ว่าด้วยสัญญา เป็นพระสูตรที่ว่าด้วย สัญญา 9 ประการ ซึ่งเมื่อบุคคลเจริญและทำให้มากแล้ว จะมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ (พระนิพพาน) มีอมตะเป็นที่สุด ได้แก่ 1. อสุภสัญญา: การกำหนดหมายความไม่งามในกาย 2. มรณสัญญา: การกำหนดหมายความตายที่จะต้องมาถึงเป็นธรรมดา 3. อาหาเร ปฏิกูลสัญญา: การกำหนดหมายความปฏิกูลในอาหาร 4. สัพพโลเก อนภิรตสัญญา: การกำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง 5. อนิจจสัญญา: การกำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร (ขันธ์ห้าไม่เที่ยง) 6. อนิจเจ ทุกขสัญญา:กำหนดหมายความเป็นทุกข์ในความไม่เที่ยงแห่งสังขาร (สิ่งที่ไม่เที่ยงนั้นแหละคือ "ตัวทุกข์" เพราะต้องเสื่อมสลายไปตามเหตุปัจจัย) 7. ทุกเข อนัตตสัญญา: การกำหนดหมายความความเป็นอนัตตาในความเป็นทุกข์ (เมื่อเห็นว่าเป็นทุกข์แล้ว ก็จะเห็นความจริงว่าสิ่งนั้น "ไม่ใช่ตัวตน" เพราะบังคับบัญชาไม่ได้) 8. ปหานสัญญา: การกำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตก 9. วิราคสัญญา: การกำหนดหมายความคลายกำหนัด   พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สีหนาทวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    57 min
  7. 12/26/2025

    เป้าหมายแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ [6852-6t]

    หมวดข้อธรรม 9 ประการใน สีหนาทวรรค หมวดว่าด้วยการบันลือสีหนาท ข้อที่ 11 สีหนาทสูตร ว่าด้วยการบันลือสีหนาท กล่าวถึงเรื่องราวของท่านพระสารีบุตรที่ได้บันลือสีหนาท (การประกาศอย่างองอาจ) ต่อหน้าพระพุทธเจ้า หลังจากถูกภิกษุรูปหนึ่งกล่าวหาว่า ท่านพระสารีบุตรกระทบกระทั่งตนแล้วเดินจากไปโดยไม่ขอขมา ท่านพระสารีบุตรได้แสดงความบริสุทธิ์ของจิตตนเอง โดยได้แสดงธรรมกายคตาสติเปรียบเทียบจิตของท่านกับสิ่งต่าง ๆ เพื่อแสดงว่าท่านไม่มีความถือตัวหรือพยาบาท ดังนี้ 1. ดุจแผ่นดิน: แผ่นดินย่อมรองรับทั้งของสะอาดและของโสโครก (อุจจาระ ปัสสาวะ) โดยไม่รู้สึกอึดอัดหรือระอา 2. ดุจน้ำ: น้ำย่อมล้างทั้งของสะอาดและของสกปรกได้โดยไม่รังเกียจ 3. ดุจไฟ: ไฟย่อมเผาทั้งของสะอาดและของสกปรกได้โดยไม่สะทกสะท้าน 4. ดุจลม: ลมย่อมพัดผ่านทั้งของหอมและของเหม็นได้โดยไม่หวั่นไหว 5. ดุจผ้าเช็ดธุลี: ผ้าที่ใช้เช็ดของสกปรกย่อมไม่รังเกียจสิ่งที่เช็ด 6. ดุจเด็กจัณฑาล: เด็กจัณฑาลที่ถือกระเบื้องขอทาน ย่อมมีความอ่อนน้อม ไม่ถือตัวเมื่อเข้าไปในหมู่บ้าน 7. ดุจวัวเขาขาด: วัวที่เขาขาด ย่อมมีความเสงี่ยมเจียมตัว ไม่คิดทำร้ายใคร 8. ดุจการรังเกียจซากศพ: ท่านระอาและรังเกียจร่างกายของตนเอง เหมือนคนหนุ่มสาวที่รักความสะอาดแต่ต้องแบกซากศพงูหรือซากศพสุนัขไว้ที่คอ 9. ดุจมันเหลว: ท่านบริหารร่างกายนี้เหมือนคนที่ต้องถือถาดมันเหลวที่มีช่องทะลุไหลเยิ้มอยู่เสมอ (เปรียบถึงกายที่เป็นของไม่งาม) เมื่อพระสารีบุตรบันลือสีหนาทจบลง ภิกษุผู้กล่าวหาเกิดความสลดใจและยอมรับผิดว่าตนกล่าวตู่พระสารีบุตรด้วยความเท็จ พระพุทธเจ้าจึงให้พระสารีบุตรอดโทษแก่ภิกษุรูปนั้นเพื่อความเจริญในพระธรรมวินัย   ข้อที่ 12 สอุปาทิเสสสูตร ว่าด้วยสอุปาทิเสสบุคคล พระสูตรนี้จำแนกอริยบุคคลที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ (ยังมีกิเลสเหลือ หรือมีเชื้อแห่งภพเหลือ) ออกเป็น 9 จำพวก ซึ่งทั้งหมดนี้เมื่อตายไปจะ "พ้นจากนรก กำเนิดเดรัจฉาน และเปรตวิสัย" และเป็นผู้เที่ยงแท้ต่อการตรัสรู้ในอนาคต โดยได้แบ่งบุคคลผู้บรรลุธรรมขั้นต้นและขั้นกลางไว้ 9 จำพวก ดังนี้ กลุ่มพระอนาคามี (5 จำพวก): ผู้ที่สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ประการสิ้นไปแล้ว แต่ยังมีกิเลสละเอียดเหลืออยู่ 1. อันตราปรินิพพายี: ผู้ปรินิพพานในระหว่างอายุยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสุทธาวาสภูมิ 2. อุปหัจจปรินิพพายี: ผู้ปรินิพพานเมื่ออายุพ้นกึ่งหนึ่งไปแล้ว 3. อสังขารปรินิพพายี: ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมาก (บรรลุง่าย) 4. สสังขารปรินิพพายี: ผู้ปรินิพพานโดยต้องใช้ความพยายาม (บรรลุด้วยความเพียรแรงกล้า) 5. อุทธังโสโต อกนิฏฐคามี: ผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่ภพอกนิฏฐะ กลุ่มพระสกทาคามี (1 จำพวก): ผู้ที่ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ประการได้แล้ว 6. สกทาคามี: ผู้ทำราคะ โทสะ โมฆะ ให้เบาบาง กลับมาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียวแล้วทำที่สุดแห่งทุกข์ กลุ่มพระโสดาบัน (3 จำพวก): ผู้ที่ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ประการได้แล้ว 7. เอกพีชี: ผู้มีพืชคือภพเดียว (เกิดอีกครั้งเดียว) 8. โกลังโกละ: ผู้ไปจากตระกูลสู่ตระกูล (เกิดอีก 2-3 ชาติ) 9. สัตตักขัตตุปรมัง: ผู้เกิดอีกอย่างมากไม่เกิน 7 ชาติ   ข้อที่ 13 โกฏฐิตสูตร ว่าด้วยพระมหาโกฏฐิตะ ท่านพระมหาโกฏฐิตะเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรเพื่อสอบถามปัญหาธรรมะ ท่านถามว่า “บุคคลประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่อประโยชน์อะไร คือผลแห่งกรรมหรือไม่อย่างไร” ท่านพระสารีบุตรอธิบายว่า “พรหมจรรย์ที่ประพฤติในพระพุทธเจ้ามีเป้าหมายก็เพื่อทำให้แจ้งในอริยสัจสี่”   พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สีหนาทวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    55 min

About

ในพระไตรปิฏกมีอะไร ทำความเข้าใจไปทีละข้อ, เปิดไปทีละหน้า, ให้จบไปทีละเล่ม, พบกับพระอาจารย์พระมหาไพบูลย์ อภิปุณโณ และ คุณเตือนใจ สินธุวณิก, ล้อมวงกันมาฟัง มั่วสุมกันมาศึกษา จะพบขุมทรัพย์ทางปัญญา ในช่วง "ขุดเพชรในพระไตรปิฏก". New Episode ทุกวันเสาร์ เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) มีคำถาม/ข้อเสนอแนะ หรือสมัครติดตามฟังทั้ง 7 รายการ ที่ panya.org Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

More From Panya Bhavana Foundation

You Might Also Like