Fatoutkey

Fatoutkey

พี่ปุ๋มมีความหลงไหลอย่างลึกซึ้งในการศึกษา ในเรื่องของสุขภาพ การลดน้ำหนัก และ การย้อนวัย พี่ปุ๋มจึงอยากแบ่งปันความรู้ที่พี่ปุ๋มอ่านจากงานวิจัย หนังสือ และ สื่อต่างๆ นำมาเขียนเป็นบทความและไฟล์เสียงให้น้องๆฟัง ติดตามตอนต่อไปนะคะ

  1. 19 JAN

    Dietary Guidelines ของ 114 ประเทศ มี Dietary Pattern หนึ่งเดียวที่ชัดเจน คือ ? (Live 106)

    พบกับไลฟ์ # 106: Dietary Guidelines ของ 114 ประเทศ มีแพทเทิร์นอาหารหนึ่งเดียวที่ Ruled them all…คือ? 📖 หลังจาก Dietary Guidelines for Americans 2025-2030 ออกมาได้เกือบอาทิตย์ ชุมชนวิทยาศาสตร์สุขภาพใน social media ร้อนระอุมาก โดยเฉพาะเมื่อ Prof.Christopher Gardner 1 ใน 20 คณะผู้เชี่ยวชาญ Dietary Guidelines Advisory Committee (DGAC) ที่ได้รับการคัดเลือกมาในปี 2023 (รัฐบาลไบเดน) เพื่อทำการรีวิวหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์และโภชนาการ เพื่อตอบคำถาม 60 ข้อ ซึ่งถูกจัดทำโดย HHS และ USDA ตามกฎหมายในการจัดทำ DGA เป็นกรอบให้ DGAC รีวิว ทำรายงานส่ง HHS และ USDA 👨‍💼 ซึ่ง RFK jr. พูดออกสื่อสาธารณะชัดเจนหลายครั้งมากว่า reject รายงานวิทยาศาสตร์ของ DGAC คณะนี้ เพราะ เทคนิคเกินไป เยิ่นเย้อ คำแนะนำครอบคลุมทุก Equity เกินไป เหตุผลของ RFK jr. ที่ Prof. Gardner ลมออกหูเลยคือ กล่าวหาว่าคณะกรรมการ DGAC ชุดนี้ มี Conflict Of Interest (COI) ทั้งๆที่ในตอนแต่งตั้ง ตามกฎหมายจะต้องมีการตรวจสอบทั้งกลุ่มว่าโปร่งใส จึงจะอนุมัติ แต่…คณะกรรมการชุดใหม่ที่ RFK jr ตั้งขึ้นมาเพื่อออก DGA 2025 ฉบับไฟลนก้นจำนวน 9 คน มีแค่ 2 คนเท่านั้น ที่ไม่มี COI กับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ อุตสาหกรรมโคนม อุตสาหกรรมอาหาร และ 2 คน ฝักใฝ่ชัดเจนกับ Low carb communities ในไลฟ์ #106 จะพาน้องๆไปสำรวจ Dietary Guidelines ของ 114 ประเทศ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง และเจาะลึกประเทศที่เจริญทัดเทียมกับสหรัฐอเมริกา ดูว่า DGA 2025 ของอเมริกา แตกต่างจากประเทศเหล่านี้อย่างไร 😋 ที่สำคัญ มี Dietary Pattern หนึ่งเดียวตลอด 114 ประเทศ ที่ RULE THEM ALL ค่ะ พบกันวันเสาร์นี้ เวลาดี 20.00 น. #หาคำตอบสุขภาพจากงานวิจัยไม่ใช่จากเรื่องเล่า #FatOutHealthspans #MisinformationIsBullShit🎙️ New to streaming or looking to level up? Check out StreamYard and get $10 discount! 😍 https://streamyard.com/pal/d/6539342367948800

    1h 36m
  2. 19 JAN

    New Dietary Guidelines for Americans 2025-2030 กระบวนการจัดทำ คำวิจารณ์จากนักวิทยาศาสตร์ (Live 105)

    ไลฟ์ #105: New Dietary Guidelines for Americans 2025-2030 เจาะลึกกระบวนการจัดทำ คำวิจารณ์จากชุมชนวิทยาศาสตร์ เวลา 20.00 น. จัดเต็มฮะ แค่ 87 สไลด์เอง 😋 ปล่อย teaser มายั่วก่อน…ในไลฟ์นี้ น้องๆจะได้เข้าใจ 1. ประวัติศาสตร์การจัดทำ Dietary Guidelines for Americans 2. เข้าใจกระบวนการจัดทำ DGA แล้วจะสิ้นสงสัยว่าวัตถุประสงค์ของ DGA คืออะไร มีข้อมูลสำคัญอะไรที่เราควรรู้ จะได้ไม่ตื่นเต้นกับการออก New DGA 3. เปรียบเทียบ DGA 2025-2030 vs DGAC 2025-2030 จริงๆแค่พูดเรื่องนี้เสร็จ เราก็แยกย้ายกลับไปนอนได้ละค่ะ 555 อีก 3 หัวข้อเด็ด โดยเฉพาะข้อที่ 6 มาฟังกันในไลฟ์ เดี๋ยวพี่เหงา 😍 เจอกันค่ะ #หาคำตอบสุขภาพจากงานวิจัยไม่ใช่จากเรื่องเล่า #FatoutHealthspans #misinformationisbullshit

    1h 42m
  3. Cholesterol Paradox No.2 (Live 103)

    10/10/2025

    Cholesterol Paradox No.2 (Live 103)

    ไลฟ์ #103: Cholesterol Paradox No.2 วันพฤหัส 9 ต.ค.2568 เวลา 20.00 น. Cholesterol paradox ปรากฎการณ์กราฟลักษณะ U-Shape ที่กลุ่มคนที่ปฏิเสธอันตรายของการปล่อยให้ LDL-C สูง เขาชอบเอารูปนี้จากงานวิจัยเชิงระบาดวิทยาข้างล่างของ Sang-Wook Yi หรือ paper คล้ายกันของ Prof.Borge Nordestgaard มาอ้างว่า “ปล่อยให้ระดับคอเลสเตอรอลต่ำ เป็นอันตราย เพิ่มการเสียชีวิต” จากกราฟ U-Shape ที่ plot ความสัมพันธ์ระหว่าง ระดับคอเลสเตอรอล vs harzard ratio (HR) (การเกิด event ในกลุ่มทดสอบ หารด้วย การเกิด event ในกลุ่มควบคุม) ถ้าดูจากกราฟด้านล่าง การปล่อยให้ระดับคอเลสเตอรอลต่ำที่ 110 mg/dl มี HR เกือบ 2 ในผู้หญิง และ 2.7 ในผู้ชาย 😁 ถ้าเราไม่ได้ตามนักวิจัยตัวจริงเสียงจริง ดันไปตามกูรู้สุขภาพในโซเชียลมีเดีย เราจะหลงเชื่อว่าไม่ควรปล่อยให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดต่ำจริง พี่ไม่ได้เก่ง แต่พี่อ่านเยอะ ตามคนที่ถูกต้อง และเคารพผู้ติดตามเพจด้วยการให้ข้อมูลที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีคุณภาพ ไม่ใช่เรื่องเล่า เรื่อง cholesterol paradox นี้พี่เคยทำไลฟ์ไปแล้ว แต่เพิ่งได้ paper ดีมากมา 2 ฉบับเพิ่มเติม รับจบปิดจ๊อบได้แบบ เถียงยากมากเลยค่ะ #หาคำตอบสุขภาพจากงานวิจัยไม่ใช่จากเรื่องเล่า #FatoutHealthspans

    1h 28m
  4. Ultraprocessed foods ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อสุขภาพผ่านกลไกใดระหว่างมีสารอาหารต่ำหรือเป็นเพราะกระ

    24/09/2025

    Ultraprocessed foods ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อสุขภาพผ่านกลไกใดระหว่างมีสารอาหารต่ำหรือเป็นเพราะกระ

    ไลฟ์ #102: Ultraprocessed foods ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อสุขภาพผ่านกลไกใดระหว่างมีสารอาหารต่ำหรือเป็นเพราะกระบวนการแปรรูป ปัจจุบันนี้ Ultraprocessed foods (UPFs) กลายมาเป็นอาหารประจำวันของมนุษย์ทั่วโลก โดยมีสัดส่วนแคลอรี่ของอาหารกลุ่มนี้สูงมากกว่า 50% ในสหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา การบริโภค UPFs เพิ่มขึ้นดังกล่าวคู่ขนานไปกับการเพิ่มขึ้นของโรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง นำไปสู่การตั้งคำถามของนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำว่า UPFs ส่งผลกระทบทางลบต่อสุขภาพผ่านส่วนประกอบของสารอาหารอย่างเดียว หรือว่ามีปัจจัยอื่นที่มากไปกว่านั้น งานวิจัย UPFs ส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยทางด้านระบาดวิทยา ซึ่งก็ให้ผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอไปในทางเดียวกันว่า การบริโภค UPFs เพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่เกี่ยวพันกับความเสี่ยงโรคอ้วน โรคหัวใจ เบาหวานเพิ่มขึ้นเท่านั้น มีร่องรอยว่ากระบวนการแปรรูป UPFs อาจมีบทบาทในผลลัพธ์สุขภาพที่แย่ลงด้วย งานวิจัยสำคัญชิ้นแรกที่เป็น randomized controlled trial ฉบับแรกที่ทำใน metabolic ward ซึ่งพิสูจน์กลไกสำคัญของ UPFs ในการส่งผลกระทบทางลบต่อสุขภาพคืองานวิจัยของ Kevin Hall และคณะในปี 2562 ชื่อ Ultraprocessed, Diet Cause Excess Calorie Intake and Weight Gain: An Inpatient Randomized Controlled Trial of Ad Libitum Food Intake ซึ่งให้ผลลัพธ์ว่า UPFs ทำให้บริโภคเกินวันละ 500 แคลอรี่เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้อาหารผ่านการแปรรูปต่ำ Minimally Processed Foods (MPFs) อย่างไรก็ดี UPFs มักจะมีสารอาหารต่ำ มีปริมาณเกลือ น้ำตาล ไขมันสูง ใยอาหารต่ำ นักวิจัยยังไม่แน่ใจว่าถ้าเราออกแบบให้ UPFs มีลักษณะตามคำแนะนำมาตรฐานการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ (UK Eatwell Guide) มันจะยังมีผลลัพธ์เชิงลบต่อสุขภาพอยู่อีกหรือไม่ ยังไม่เคยมี RCT ที่ทดสอบ UPFs vs MPFs ใน condition ดังกล่าวเลย เป็นที่มาของการที่พี่ปุ๋มจะสรุปงานวิจัย UPFs ล่าสุด ซึ่งเปรียบเทียบกับ MPFs บนเงื่อนไขที่ว่า ทั้ง UPFs และ MPFs ที่นำมาเปรียบเทียบกัน ต่างมีสารอาหารตามคำแนะนำของ UK Eatwell ผลลัพธ์ต่อสุขภาพจะเป็นอย่างไรรอติดตามในไลฟ์นะคะ พบกันวันอังคาร 23 ก.ย. 2568 เวลา 20.00 น.ค่ะ #หาคำตอบสุขภาพจากงานวิจัยไม่ใช่จากเรื่องเล่า #FatOutHealthspans

    1h 31m
  5. ความพยายามที่จะสรุปว่า LMHR จาก KETO-CTA Study ก่อให้เกิด plaque regression จริงหรือ? (Live 101)

    11/09/2025

    ความพยายามที่จะสรุปว่า LMHR จาก KETO-CTA Study ก่อให้เกิด plaque regression จริงหรือ? (Live 101)

    ความพยายามเฮือกที่เท่าไหร่ไม่รู้ของพี่เดฟ เฟลแมนวันนี้พี่เตรียมตัวจะกลับบ้าน เปิด YouTube เจอเรื่องจี๊ดใจ พี่นิค นอร์วิซท์ สัมภาษณ์พี่เดฟ เฟลแมน จั่วหัวเรื่อง clickbait มากๆค่ะว่า “High Cholesterol and Plaque Regression? Updates on KETO-CTA with Dave Feldman” ทั้งสองคนนี่พยายามย้าย goalpost ไปจากผลลัพธ์ของการศึกษาเจ้าปัญหา KETO-CTA trial Plaque begets plaque, ApoB does not ซึ่งพบว่า LMHRs Phenotypes 100 คนที่เข้าการศึกษา มีความก้าวหน้าในการเกิด plaque ในอัตราเร่งภายในเวลา 1 ปีที่ติดตาม หลังจากกินไดเอ็ทแบบคีโตมาเฉลี่ย 4.7 ปี พี่เคยทำไลฟ์ไว้ 2 ตอน ว่าการศึกษานี้มันเจ้าปัญหาอย่างไร พี่วางไว้ให้ในคอมเมนท์นะคะการย้ายความสนใจไปที่การพบว่ามี LMHRs บางคนพบ plaque regression นี่ ถ้าเรารู้ไม่เท่าทัน waterfall plot graph จากการศึกษานี้ เราจะหลงเชื่อเอาง่ายๆ ว่ามัน special มากๆ โอ้…นี่ไง คนกลุ่มนี้มีภูมิคุ้มกันต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ขนาดระดับ LDL-C สูงมาก ยังเกิด plaque regression ได้….พี่เดฟคะ คุณอาจจะหลอกคนอื่นได้ แต่คุณหลอกดาวไม่ได้ค่ะ 😁 ดาวจะแฉคุณด้วยการศึกษาฉบับเดียว เพราะคุณกำลังเผยแพร่ข้อมูลที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ดาวทำสไลด์ 89 สไลด์เสร็จภายใน 1 ช.ม.ด้วยความโกรธที่คุณหลอกดาวอีกละ ดาวกินข้าวนะคะ ไม่ได้กินหญ้า 😅 แต่คืนนี้ดาวมีเรียนออนไลน์ เสร็จ 22.30 น. ถ้าดาวยังฮึดอยู่ ดาวจะอัด vdo ต่อเลย แต่ถ้าดาวหมดแรง ง่วงก่อน ดาวจะอัด vdo คืนพรุ่งนี้ค่ะ รอติดตามดาวนะคะ 😍#ดาวกินข้าวไม่ได้กินหญ้า 😁#เดฟหลอกดาวอีกละ#ดาวจะไม่ทนเดฟ 🥴#หาคำตอบสุขภาพจากงานวิจัยไม่ใช่จากเรื่องเล่า#FatoutHealthspans

    1h 38m
  6. The Legacy of Scandinavian Simvastatin Survival Study (4S) (Live 100)

    26/08/2025

    The Legacy of Scandinavian Simvastatin Survival Study (4S) (Live 100)

    พบกับไลฟ์ #100: The Legacy of Scandinavian Simvastatin Survival Study (4S) ในปี ค.ศ. 1994 งานวิจัยชิ้นสำคัญที่ถือว่า “Classic” และเป็น “Landmark study” เพราะเป็น Double blind randomized controlled multi-center study ที่จัดเป็น gold standard สำหรับงานวิจัย involve ผู้เข้าร่วมงานวิจัยถึงจำนวน 4,444 คน random เป็นกลุ่มที่ได้รับยา Simvastatin เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก ติดตามไปเป็นเวลา 5.4 ปี ผลลัพธ์น่าทึ่งที่ Simvastatin สามารถลด all mortality ได้ถึง 30% เป็นการปฏิวัติการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจด้วยการใช้ยากลุ่ม statin นับตั้งแต่นั้นมา นอกจากทำความเข้าใจการศึกษา 4S แล้ว เราจะมาทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Relative Risk Reduction (RRR) vs Absolute Risk Reduction (ARR) ว่าทำไม ARR ซึ่งดูเหมือนน้อยมากใน 4S ที่การติดตาม 5.4 ปี (3.3%) จึงมีความหมายสำหรับโรคที่มีลักษณะเป็น Cholesterol Cumulative Years นอกจากนั้นการได้ยา statin เพื่อลดระดับ LDL-C อย่างต่อเนื่องเนิ่นๆและยาวนาน ส่งผลต่อการมี accumulative effect ของยาในการลดระดับความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจอีกด้วยค่ะ ดังนั้นการที่กูรู้สุขภาพบอกว่า ARR ที่น้อยมากใน 4S (3.3%) บ่งบอกถึงความไม่มีประสิทธิผลของยา และไม่คุ้มค่าในการกินยาเมื่อพิจารณาถึงอาการข้างเคียงของยากลุ่ม statin ก็ไม่เป็นความจริงเลย เชิญชมไลฟ์ #100 ได้เลยค่ะ #หาคำตอบสุขภาพจากงานวิจัยไม่ใช่จากเรื่องเล่า #Fatouthealthspans

    1h 31m
  7. Dietary Guidelines for Americans เป็นสาเหตุของโรคไม่ติดเชื้อเรื้อรังเพิ่มขึ้น…จริงหรือ?? (Live 99)

    15/08/2025

    Dietary Guidelines for Americans เป็นสาเหตุของโรคไม่ติดเชื้อเรื้อรังเพิ่มขึ้น…จริงหรือ?? (Live 99)

    ท่ามกลาง “เรื่องเล่าสุขภาพ” ผิดๆที่แพร่กระจายอยู่ในโซเชียลมีเดีย เรื่องหนึ่งที่พี่ปุ๋มมักจะเห็นผ่านตาจากกูรู้สุขภาพในโซเชียลมีเดียค่อนข้างบ่อย นอกเหนือจากเรื่องการปฏิเสธอันตรายของการปล่อยให้ระดับ LDL-C ในเลือดสูง นั่นก็คือ Dietary Guidelines ฉบับแรกซึ่งมีต้นกำเนิดในประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 1977 จนถึงฉบับปัจจุบัน เป็นความผิดพลาดของข้อมูลวิทยาศาสตร์สุขภาพที่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งได้รับอิทธิพลทางการค้าจากบริษัทอาหารยักษ์ใหญ่ ทำให้ประชาชนทั้งโลกเผชิญกับโรคไม่ติดเชื้อเรื้อรัง👩🏻‍💻 ในไลฟ์นี้พี่ปุ๋มขอใช้ Empirical data หักล้าง “เรื่องเล่า” จาก Jason Fung และเรื่องเล่าจากองค์กรที่ชื่อ Public Health Collaboration ที่กล่าวหา Dietary Guidelines for Americans ว่า เป็นต้นเหตุของการทำให้คนทั้งโลกป่วยด้วยโรคไม่ติดเชื้อเรื้อรัง⁉️ จริงหรือ ถ้าประชาชนบริโภคตามคำแนะนำจาก Dietary Guidelines ที่มีการปรับปรุงทุก 5 ปีแล้ว จะทำให้สุขภาพแย่ลงจากโรคไม่ติดเชื้อเรื้อรัง ตามที่กูรู้สุขภาพพวกนี้ใช้ “เรื่องเล่า” ชวนเชื่อ เผยแพร่กันทางโซเชียลมีเดีย 😁พบกันวันอังคาร เวลา 20.00 น.ค่ะ#หาคำตอบสุขภาพจากงานวิจัยไม่ใช่จากเรื่องเล่า#FatOutHealthspans

    1h 17m

Ratings & Reviews

4.8
out of 5
5 Ratings

About

พี่ปุ๋มมีความหลงไหลอย่างลึกซึ้งในการศึกษา ในเรื่องของสุขภาพ การลดน้ำหนัก และ การย้อนวัย พี่ปุ๋มจึงอยากแบ่งปันความรู้ที่พี่ปุ๋มอ่านจากงานวิจัย หนังสือ และ สื่อต่างๆ นำมาเขียนเป็นบทความและไฟล์เสียงให้น้องๆฟัง ติดตามตอนต่อไปนะคะ