Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

watpasukato

เสียงบรรยายธรรมของหลวงพ่อไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต Dhamma talks by Venerable (Luangpor) Paisal Visalo, Abbot of Watpasukato, Chaiyaphum, Thailand. MP3 files are courtesy of https://www.facebook.com/Zensukato Contact admin: watpasukato19@gmail.com

  1. 1d ago

    25690504pm--ขยันรู้และรู้ไม่เลือก

    4 พ.ค. 69 - ขยันรู้และรู้ไม่เลือก : ถ้าเราฝึกสติ เราต้องรู้แบบไม่เลือกที่รักมักที่ชัง รู้ไปหมด หลวงพ่อคำเขียนท่านใช้คำว่ารู้แบบตะพึดตะพือเลย หงุดหงิดก็รู้ เสียใจก็รู้ ท้อแท้ก็รู้ ผิดหวังก็รู้ และมันก็จะกลายเป็นของดีไป เพราะต่อไปก็จะเห็นสัจธรรม หรือรู้ความจริงเกี่ยวกับอารมณ์เหล่านี้ ก็จะกลายเป็นวิปัสสนา ต่อไปก็จะรู้ถึงขั้นว่า มันไม่มีอะไรที่เป็นเราของเราเลย ทุกอย่างเป็นอนัตตาไปหมด รูปก็ไม่ใช่เรา จิตก็ไม่ใช่เรา อันนี้เพราะว่าเริ่มต้นจากการที่ใฝ่รู้ หรือว่ารู้แบบไม่เลือกที่รักมักที่ชัง รู้ซื่อ ๆ ให้เราปฏิบัติไปเรื่อย ๆ อย่าให้ความอยาก และความคาดหวังมาครอบงำใจของเรา แม้จะมี ก็ให้รู้ทัน

    32 min
  2. 2d ago

    25690503pm--รู้ทันเหตุผลของกิเลส

    3 พ.ค. 69 - รู้ทันเหตุผลของกิเลส : การที่คนเราจะทำดี เสียสละเพื่อส่วนรวมหรือไม่ หรือว่าจะหาประโยชน์ส่วนตัว สิ่งสำคัญคือการที่เรารู้ทันเหตุผลข้ออ้างของกิเลสที่จะทำความดี ก็จะมีเหตุผลข้ออ้างของกิเลสให้งดทำ หรือให้ผลัดผ่อนไปก่อน เวลาจะทำชั่วก็จะมีเหตุผลข้ออ้างของกิเลสที่ส่งเสริมให้กระเหี้ยนกระหือรือหรือว่ากระตือรือร้นที่จะทำ ถ้าเราไม่มีสติรู้ทัน อุบายกิเลส เราก็กลายเป็นเครื่องมือของกิเลส โดนมันชักนำไป การเจริญสติ นอกจากช่วยทำให้เรามีความสุขได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยทำให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของกิเลส ซึ่งมีข้ออ้างสารพัด อย่างที่มีคนพูดว่า กิเลสหรือมารผีห่าซาตานก็มีเหตุผลของมัน   ยุคนี้เป็นยุคที่เราบอกว่าเราทำอะไรอย่างมีเหตุผล พูดอย่างนี้ยังไม่พอ ต้องดูว่าเป็นเหตุผลของอะไรด้วย ต้องแยกแยะให้ถูก เพราะกิเลสก็มีเหตุผลของมันเหมือนกัน แล้วก็สวยหรูด้วย ฉะนั้นถ้าเราไม่เท่าทันมัน มันก็พาเราเข้ารกเข้าพง

    28 min
  3. 3d ago

    25690501pm--เห็นทุกข์จึงพ้นทุกข์

    1 พ.ค. 69 - เห็นทุกข์จึงพ้นทุกข์ : ถ้าอยากออกจากทุกข์ก็ต้องเข้าหาทุกข์ ถ้ากลัวทุกข์ก็ไม่มีวันพ้นทุกข์ ท่านพูดถึงขนาดนี้เลย ถ้ากลัวทุกข์ก็ไม่มีวันพ้นทุกข์ เพราะฉะนั้นความทุกข์ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ควรเลี่ยงด้วยซ้ำ กลายเป็นสิ่งที่ควรเข้าหา เข้าหาเพื่อที่จะทำให้เกิดปัญญา ให้เห็น ให้ความหลงมันสลายไปดับไป ไม่งั้นคนเราก็จะมีความหลงว่าชีวิตนี้มันสุข หรือว่าโลกนี้มันสุข แต่ที่จริงแล้วทุกอย่างมันทุกข์ทั้งนั้นแหละ อย่างที่เราสวดอยู่ประจำ บทติลักขณาทิคาถา เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ เมื่อนั้นย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด เห็นทุกข์เมื่อไหร่ หรือเห็นว่าทุกอย่างมันทุกข์ไปหมด มันก็ไม่มีความคิดที่จะไปยึดติด หรือว่าหลงใหลเพลิดเพลิน มันเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ออกจากทุกข์   ด้วยเหตุนี้แหละ หลายท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ก็ตอนจะตาย ตอนที่มีความทุกข์มาก อย่างพระติสสะป่วยด้วยโรคร้าย ไม่ใช่โรคที่ทำให้เกิดทุกขเวทนาเท่านั้น แต่ยังทำให้เป็นที่รังเกียจของผู้คน เพราะว่าตัวมีแผลพุพอง น้ำเหลืองไหล ส่งกลิ่นเหม็น จนต้องนอนจมอยู่กับอุจจาระปัสสาวะ เพราะว่าเพื่อนพระดูแลไม่ไหว   สุดท้ายพระพุทธเจ้าต้องเสด็จมาเพื่อที่จะมาดูแล ก็ไม่ได้ดูแลอะไรมาก แค่เช็ดเนื้อเช็ดตัว ให้รู้สึกสบายเนื้อสบายตัว เอาจีวรไปซักไปต้ม ซักอย่างเดียวไม่พอ ต้องไปต้มไปผึ่ง ก็สบายเนื้อสบายตัวอยู่หน่อย แต่ว่าทุกขเวทนามันกำเริบแรงขึ้นเรื่อยๆ ตอนที่ใกล้จะตาย พระพุทธเจ้าก็สอนธรรมให้เห็นเลยว่า สังขารคือร่างกาย มันเป็นโทษ มันไม่เที่ยง เมื่อวิญญาณออกจากร่าง แล้วผู้คนละทิ้งแล้ว ร่างนี้ก็จะนอนทับแผ่นดิน ไร้ประโยชน์ ต้นไม้ยังมีประโยชน์บ้าง แต่ว่าร่างกายของคนเราเมื่อวิญาณออกจากร่าง มันก็ไร้ประโยชน์เลย   พระติสสะพิจารณาตามก็เห็นเลย ว่าสังขารนี้เป็นโทษมาก เป็นทุกข์ไม่น่ายึดถือ แต่ก่อนเคยหลงร่างกายนี้ เคยหวงแหนร่างกายนี้ เพราะเห็นว่ามันงาม เห็นว่ามันเป็นที่มาแห่งความสุข แต่พอเห็นว่ามันเป็นรังแห่งความทุกข์แล้ว ก็ไม่มีอะไรที่ดีเลยอะไรสักอย่าง ปรากฏว่าจิตท่านถอนมาจากความยึดติดถือมั่นในร่างกาย บังเอิญก็พอดีกับช่วงนั้นทุกขเวทนาแรงกล้ามาก ก็เห็นเลย สังขารเป็นทุกข์มากเหลือเกิน มันไม่น่ายึดถือเลย จิตถอนออกมาจากความยึดในร่างกายนี้ ปรากฏว่าทันทีที่ท่านสิ้นลม ท่านได้เป็นพระอรหันต์เลย เรียกว่าสมสีสี คือหมดกิเลสพร้อมๆ กับหมดลม   อันนี้เพราะอะไร เพราะว่าเจอความทุกข์ ถ้าไม่เจอความทุกข์ก็คงจะยังเพลิดเพลินหลงใหล แล้วก็ยึดติดในร่างกายนี้ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ เมื่อนั้นย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด เห็นสังขารเป็นทุกข์ หรือเห็นทุกอย่างเป็นทุกข์มากเท่าไหร่ หนทางการพ้นทุกข์ก็เปิดขึ้น

    32 min
  4. Jun 9

    25690430pm--เห็นทุกข์ ไม่เป็นทุกข์

    30 เม.ย. 69 - เห็นทุกข์ ไม่เป็นทุกข์ : เราต้องรู้จักฉลาดในการฉวยโอกาส ถ้าเราฉวยโอกาสเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งต่างๆ ที่ไม่ถูกใจ เริ่มจากสิ่งที่อยู่ภายนอกหรืออารมณ์ภายนอก เช่น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เหตุการณ์ต่างๆ ผู้คน ต่อไปเราก็จะมีความเชี่ยวชาญในการอยู่กับสิ่งที่ไม่ถูกใจที่เกิดขึ้นที่ใจ กิเลสก็ดี ความคิด อารมณ์อกุศลก็ดี หรือแม้กระทั่งทุกขเวทนา ซึ่งไม่ว่าเราจะหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น แม้จะมีตัวช่วยเยอะ เช่น ยาระงับปวด แต่ก็มีขีดจำกัด แต่ถ้าเราเรียนรู้วิชากรรมฐานอย่างที่หลวงพ่อชาว่า จงอยู่กับมันอย่างมีสติเหมือนน้ำกับใบบัว น้ำซึมเข้าใบบัวไม่ได้ เวทนาก็เหมือนกัน มันสามารถจะเป็นน้ำ แต่ว่าซึมเข้าใบบัวไม่ได้ คือไม่สามารถจะไปบีบคั้นใจได้ เพราะว่ามีสติเป็นเครื่องรักษา   แม้จะยากแต่ทำได้ อาจจะทำไม่ถึงขั้นคุณยายคนนั้นที่บอกว่ากระดูกที่หัก อาการที่เกิดเป็นสักแต่ว่าเวทนา เราก็อย่าไปยุ่งกับมัน สามารถจะให้จัดกระดูกเข้าที่ได้โดยที่ไม่ต้องใช้ยาชา แต่อย่างน้อยสิ่งที่นักปฏิบัติธรรมคนนั้นเรียนรู้ที่จะปฏิบัติกับอาจารย์มด จนกระทั่งมดกัดเจ็บ แสบ ปวด จี๊ด ๆ ก็จริง แต่ก็อยู่กับมันได้ด้วยใจที่ไม่ทุกข์ แถมใจกลับสงบเย็นด้วยซ้ำ อันนี้เป็นเรื่องที่เราควรจะฝึก จึงบอกว่า นักปฏิบัติธรรมต้องเป็นนักฉวยโอกาส และถ้าฝึกบ่อย ๆ เจอทุกข์ ก็จะเห็นทุกข์ แต่ไม่เป็นทุกข์

    30 min
  5. Jun 8

    25690429pm--นักฉวยโอกาสที่เราควรเป็น

    29 เม.ย. 69 - นักฉวยโอกาสที่เราควรเป็น : ช่วงเวลาที่เราจะต้องคิดถึงการใช้ชีวิตให้มีความสุขที่สุด เพราะเวลาเราเหลือน้อยแล้ว ผู้ชายคนนี้แกคิดได้ดี ในเมื่อผมจะต้องตายอีกไม่นาน เวลาผมเหลือน้อยแล้ว ผมต้องใช้ชีวิตที่เหลือให้มีความสุขที่สุด และความสุขของแกไม่ใช่การกิน ดื่ม เที่ยว เล่น เพราะแกทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว แต่ความสุขแกเกิดจากการที่แกมองให้เป็นบวก รู้จักหาความสุขจากทุกอย่าง แล้วเป็นนักฉวยโอกาส แม้ว่าปวดทุกขเวทนา แต่ก็มีเรื่องเอามาคุยให้สนุกสนานได้ ถ้าเราเป็นนักฉวยโอกาสแบบนี้ แม้ในยามที่เราป่วยหนักในระยะสุดท้าย เราก็ยังมีความสุขได้ แต่ถ้าให้ดี ถ้าเราฝึกสติฝึกสมาธิเอาไว้ สติจะช่วยทำให้เรารับมือกับความปวดได้ อยู่ร่วมความปวดได้ แม้จะไม่มียาระงับปวด หรือยาระงับปวดระงับได้ไม่ตลอด ถึงเวลาปวดขึ้นมา ใจก็อยู่กับความปวดได้โดยไม่ทุกข์ ซึ่งนี่ล่ะคือจุดมุ่งหมายของการศึกษา คือการอยู่ร่วมกับสิ่งที่ไม่ถูกใจได้ด้วยใจที่ไม่ทุกข์ หรือด้วยความปกติสุข   สิ่งที่ไม่ถูกใจเราไม่ใช่มีแค่นอกตัวเรา บางทีก็มีอยู่ในกายของเรา อยู่ในใจของเรา แต่เราก็อยู่กับมันโดยที่มันทำอะไรเราไม่ได้ ต่างคนต่างอยู่ เพราะมีสติ ซึ่งเราจะมีสติแบบนี้ได้เราต้องเป็นนักฉวยโอกาส ฉวยโอกาสจากทุกอย่าง ทุกเหตุการณ์จนเป็นนิสัย ถึงเวลาที่เราป่วย อยู่ในระยะท้าย เราก็ยังรู้จักใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้มีความสุข ไม่โวยวาย ไม่ตีโพยตีพาย

    31 min
  6. Jun 7

    25690428pm--พบความสงบได้ในทุกหนแห่ง

    28 เม.ย. 69 - พบความสงบได้ในทุกหนแห่ง : การปฏิบัติธรรมก็เพื่อให้เราได้คืนสู่สามัญ ไม่ใช่เพื่อหลบหรือหนีไปสู่สภาวะที่พิเศษแตกต่างจากสิ่งอื่น แม้กระทั่งภาวะที่จิตไม่คิดอะไรเลย อันนั้นก็ยังไม่ดีเท่าไหร่ เพราะว่าบางคราวจิตมันก็มีการปรุงแต่งเพราะปุถุชน แต่ว่าการปรุงแต่งเป็นอารมณ์อกุศลเหล่านั้นก็ทำอะไรจิตใจไม่ได้ แม้กระทั่งทุกขเวทนาทางกายก็อาจจะทำให้เกิดความหงุดหงิด แต่ก็เห็นมัน อนุญาตให้มันเกิดขึ้นได้ พออนุญาตให้มันเกิดขึ้นได้ ยอมรับมันได้ มันก็หมดพิษสง เหมือนกับบางคนที่โกรธ หรือว่ารู้สึกซังกะตาย ทีแรกก็ทนไม่ไหว แต่พอเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน เธอโกรธก็ได้นะ พอบอกกับตัวเองว่า เธอโกรธก็ได้นะ ไอ้ความโกรธก็ทำอะไรเธอไม่ได้แล้ว หรือพอรู้สึกว่าจะต้องอยู่กับความซังกะตายเป็น ๆ หาย ๆ ตลอดชีวิต พอยอมรับมันได้ แม้ความซังกะตายยังอยู่ แต่ว่าจิตใจนี้ก็กลับโปร่ง โล่ง เบา สบาย   อันนี้ก็เป็นเรื่องแปลก อารมณ์มันยังอยู่แต่ว่าใจไม่ทุกข์แล้ว เพราะว่าเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน หรือเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันแบบรู้ซื่อ ๆ ต่างคนต่างอยู่ อย่างที่หลวงพ่อชาบอกว่า เราไม่ได้หนีกิเลส ไม่ได้ให้กิเลสหนีเรา แต่จะอยู่กับมันอย่างมีสติ เหมือนกับน้ำกับใบบัว น้ำซึมเข้าใบบัวไม่ได้ กิเลสหรือความทุกข์ก็ซึมเข้าสู่ใจไม่ได้ เพราะเรามีสติเป็นเครื่องรักษา

    33 min
  7. Jun 6

    25690427pm--สอนด้วยการทำให้ดู

    27 เม.ย. 69 - สอนด้วยการทำให้ดู : คุณธรรมข้ออื่นก็เหมือนกัน จะสอนใครได้ก็ต้องทำด้วยตัวเองก่อน มีเรื่องเล่าว่าเคยมีแม่ของเด็กคนหนึ่งมาหาคานธี บอกว่า ท่านคานธีช่วยสอนลูกหน่อยว่าน้ำตาลไม่ดียังไงบ้าง สมัยก่อนน้ำตาลเป็นของแพงในอินเดีย แล้วก็เด็กก็ติดน้ำตาลมาก จนกระทั่งเกิดโทษขึ้นมา แม่สอน แม่ห้าม ลูกก็ไม่ฟัง แต่ลูกก็นับถือท่านคานธี แม่ก็เลยมาขอให้ท่านคานธีช่วยบอกลูกหน่อย สอนลูกหน่อยว่าน้ำตาลไม่ดียังไง คานธีบอก “ขอเวลาผมสักอาทิตย์หนึ่งได้ไหม” แม่ก็ถามว่าทำไม ท่านคานธีนี่ตอบได้ทุกอย่าง แนะนำคนได้ทุกเรื่อง จะแนะนำคนให้กินมังสวิรัติก็ทำได้ จะแนะนำให้คนหันมาใช้ผ้าคาดี (Khadi) ผ้าที่ทอด้วยมือก็สามารถแนะนำได้ จะชักชวนให้คนร่วมต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดียก็ทำได้ ทำไมเรื่องแค่นี้ต้องรอถึง 7 วัน คานธีบอก “เอาน่า อีก 7 วันค่อยมา พาลูกมาด้วย แล้วเดี๋ยวผมจะแนะนำลูกนะว่าทำไมถึงควรเลิกน้ำตาล หรือกินน้ำตาลน้อย ๆ แล้วจะทำได้อย่างไร”   ครบ 7 วัน แม่ก็พาลูกมา ท่านคานธีก็แนะนำเลยว่า ก็จะบอกเลยนะว่าแนะนำ บอกว่าน้ำตาลไม่ดียังไงบ้าง และแนะนำวิธีที่จะเลิกน้ำตาล หรือกินน้ำตาลแต่นิด ๆ หน่อย ๆ ก็แนะนำได้อย่างชัดเจน พอแนะนำเสร็จ แม่ก็ถามท่านคานธีว่า “ทำไมถึงรอตั้ง 7 วัน” ท่านคานธีก็บอกว่า “ก็ตอนนั้นอาทิตย์ที่แล้วผมยังติดน้ำตาลอยู่ ผมต้องเลิกน้ำตาลด้วยตัวเอง แล้ว 7 วันผมก็ได้เรียนรู้ว่าจะเลิกน้ำตาลได้อย่างไร แล้วพอเลิกน้ำตาลได้ ผมก็สามารถที่จะสอนลูกของคุณได้นะว่าทำไมจึงควรเลิกน้ำตาล แล้วจะเลิกน้ำตาลได้อย่างไร”   ขนาดเรื่องเล็ก ๆ คานธีท่านก็จะไม่สอนใคร ถ้าหากว่ายังทำไม่ได้ จะสอนให้เด็กเลิกน้ำตาล ตัวเองก็ต้องทำให้ได้ก่อน ไม่ใช่ว่าตัวเองยังติดน้ำตาลอยู่เลย สอนให้เด็กเลิกน้ำตาลอันนี้มันก็ไม่มีน้ำหนักเท่าไหร่ อันนี้ก็เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนที่เป็นพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ เวลาจะอยากจะให้ลูก หรือว่าคนรุ่นใหม่เขาสนใจธรรมะ สนใจสติ ก็ต้องน้อมนำสติมาไว้ในใจของตัวให้ได้เสียก่อน แล้วก็แสดงให้เห็นเป็นแบบอย่าง ไม่งั้นมันก็สิ่งที่พูดไป มันก็ไร้ค่า ไม่มีน้ำหนัก

    31 min
  8. Jun 5

    25690426pm--ทำอะไร เจออะไร ก็ให้มีสติ

    26 เม.ย. 69 - ทำอะไร เจออะไร ก็ให้มีสติ : ถ้าเราอยากให้คนอื่นเขาเห็นคุณค่าของธรรมะ ก็ต้องแสดงให้เห็นว่า ธรรมะเปลี่ยนเราอย่างไรบ้าง ถ้าเราแสดงให้คนเห็นว่า ธรรมะทำให้เราดีขึ้น สงบเย็น ใจกว้าง มีเมตตา เข้าอกเข้าใจผู้อื่น มีสติ มีความรู้สึกตัว คนที่เห็นเขาก็เกิดความสนใจ อย่างน้อยเกิดศรัทธาในตัวผู้นั้น แล้วก็อาจจะซึมซับรับเอาคุณธรรมของคนนั้น เข้าไปไว้กับตัว ไว้กับใจ ซึ่งต่างจากการพูด พูดธรรมะให้ดีอย่างไร แต่ว่าการปฏิบัติตัวนี่คนละเรื่องกันเลย คนก็ไม่ค่อยมีศรัทธา บางทีก็สงสัยว่า ทำไมธรรมะไม่ได้เปลี่ยนให้เขาเป็นคนที่สงบเย็นเลย ฟังธรรมก็เยอะ ปฏิบัติธรรมก็มาก เข้าคอร์สก็บ่อย แต่ทำไมยังเจ้าอารมณ์หงุดหงิดหัวเสีย ลูกเห็นลูกก็ไม่ได้เกิดศรัทธา   พ่อแม่จะโน้มน้าวให้ลูกเห็นคุณค่าของธรรมะอย่างไร ลูกก็ไม่คล้อยตาม เพราะว่าสิ่งที่ได้ยินกับสิ่งที่เห็นนี่ไม่ถูกต้อง มันสวนทางกัน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติธรรม หรือว่าจะเป็นการสอนธรรม สิ่งสำคัญอยู่ที่การรู้จักดูจิตดูใจของตัว รู้จัก ดึงสติกลับมา ให้มีความรู้เนื้อรู้ตัว แล้วธรรมะข้ออื่น ๆ ก็จะออกมาเอง

    31 min

About

เสียงบรรยายธรรมของหลวงพ่อไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต Dhamma talks by Venerable (Luangpor) Paisal Visalo, Abbot of Watpasukato, Chaiyaphum, Thailand. MP3 files are courtesy of https://www.facebook.com/Zensukato Contact admin: watpasukato19@gmail.com

You Might Also Like