ปลดล็อกกับหมอเวช

นายแพทย์ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล

Facebook LIVE เพจหมอประเวช ตันติพิวัฒนสกุล

  1. Jul 27

    EP.452 วางแผนชีวิตและการเงินจากภายใน

    ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2569 เวลาหนึ่งทุ่มสนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเองดูรายละเอียดที่ www.morprawate.comสนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoomสอบถามที่ LINE @morprawate สรุปเนื้อหาจากไลฟ์ โดยแบ่งออกเป็นประเด็นสำคัญเพื่อให้เข้าใจง่ายและนำไปปรับใช้ได้จริง 1. ทำไมคนมีความรู้เรื่องการเงิน แต่ยังจัดการเงินไม่ได้? ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเงิน แต่อยู่ที่จิตใจ: คุณไม้ฟืน (นักลงทุน) พบว่าคนส่วนใหญ่ที่ได้รับการวางแผนการเงิน มีเพียงส่วนน้อยที่ทำตามแผนได้ในระยะยาว สาเหตุเพราะพวกเขามี “ปัญหาทางพฤติกรรมหรือจิตใจ” ที่ซ่อนอยู่ เช่น บางคนหาเงินเก่งและประหยัดมาก แต่กลับมีหนี้สินล้นพ้นตัว เพราะรู้สึกว่า “เงินคือความรัก” จึงต้องส่งเงินให้ครอบครัวหรือญาติพี่น้องจนตัวเองเดือดร้อน เพื่อรักษาสถานะการเป็นที่รักและการยอมรับ ต้องวางแผนชีวิตก่อนวางแผนการเงิน: การตั้งเป้าหมายทางการเงินลอยๆ เช่น ต้องมีเงิน 10 ล้านตอนเกษียณ มักทำให้เครียดและล้มเลิกง่าย หากเราไม่ได้ “ออกแบบชีวิต” ก่อนว่าจริงๆ แล้วเราต้องการใช้ชีวิตแบบไหน 2. สำรวจ “ความสัมพันธ์กับเงิน” (Relationship with Money) เรามองเงินเป็นอะไร?: คุณอรรณพ (นักจิตวิทยาคลินิก) ชวนตั้งคำถามว่าเราวางสถานะของเงินไว้ตรงไหนในชีวิต• หากมองเงินเป็น “พระเจ้า” หรือสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเรา เราจะรู้สึกเหนื่อย เครียด และต้องทำงานหนักเพื่อบูชาเงิน• หากมองเงินเป็น “เพื่อน” ที่มีคุณค่าเท่าเทียมกัน เราจะเลือกวางเพื่อนคนนี้ไว้ในที่ที่ดี (เช่น เลือกลงทุนในที่ที่เหมาะสม)• หากมองเงินเป็นแค่ “ของใช้” ชีวิตก็จะเบาสบายขึ้น ไม่กดดัน บทเรียนราคาแพงจากการโหยหาการยอมรับ: คุณไม้ฟืนแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวว่า เคยหมดตัวจากการเล่นหุ้นเสี่ยงๆ และเคยทำงานหนักอดนอนจนร่างกายพัง (ตาแพ้แสง เดินไม่ได้) เพราะลึกๆ แล้วเขาต้องการ “ความรัก การยอมรับ และความรู้สึกมีคุณค่า” โดยเข้าใจผิดว่า “เงิน” คือคำตอบเดียวที่จะดึงดูดสิ่งเหล่านี้มาได้ 3. เข้าใจความต้องการส่วนลึก (Yearnings ตามแนวทาง Satir Model) มนุษย์ทุกคนมีความต้องการพื้นฐานลึกๆ ในจิตใจที่เหมือนกัน เช่น ต้องการความมั่นคงปลอดภัย, ความรัก, การยอมรับ หรือคุณค่าในตัวเอง เมื่อเราสำรวจจนพบว่าลึกๆ แล้วความเครียดเรื่องเงินของเราเกิดจากการโหยหาสิ่งใด เราอาจพบว่า “มีวิธีอื่นอีกมากมายที่เติมเต็มสิ่งเหล่านั้นได้โดยไม่ต้องใช้เงิน” ซึ่งจะช่วยปลดล็อกความกดดันทางการเงินลงได้อย่างมหาศาล 4. “ทุนชีวิต 9 ด้าน” (ขยายมุมมองความมั่งคั่ง)เพื่อไม่ให้เราฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่เงิน คุณไม้ฟืนได้นำเสนอแนวคิด “ทุนชีวิต 9 ด้าน” (ดัดแปลงจากมงคล 38 ประการ) เพื่อให้เราเห็นว่าจริงๆ แล้วเรามีต้นทุนที่ดีอื่นๆ ในชีวิต ได้แก่: ร่างกาย (Physical): สุขภาพร่างกายที่แข็งแรง อุปนิสัยใจคอ (Character): เช่น ความอดทน ความเสียสละ ความมีวินัย (นิสัยที่ไม่ดีถือเป็นต้นทุนที่ราคาแพงและสร้างความเสียหายมากที่สุด) ความรู้และทักษะ (Knowledge & Skills): ความสามารถในการทำงานหรือเอาตัวรอด สิ่งแวดล้อมและที่อยู่อาศัย (Environment): การได้อยู่ในประเทศหรือสังคมที่สงบสุข ปลอดภัย กัลยาณมิตร (Good Friends/Mentors): เพื่อนหรือครูบาอาจารย์ที่ช่วยดึงศักยภาพและสิ่งดีงามในตัวเราออกมา ทุนทางวัตถุ (Money/Wealth): เงินทองและทรัพย์สิน (ซึ่งเป็นเพียง 1 ใน 9 ด้านเท่านั้น) คุณความดี (Merit/Goodness): ความดีที่เราเคยช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งหล่อเลี้ยงจิตใจให้มีความสุข เป้าหมายและคุณค่า (Goals & Values): การมีทิศทางในชีวิตที่ชัดเจน การตื่นรู้และมีสติ (Awakening/Mindfulness): การรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของทุนทั้ง 8 ด้านข้างต้น และสามารถอยู่กับมันได้โดยไม่เป็นทุกข์ บทสรุป:เมื่อเราพิจารณาทุนทั้ง 9 ด้าน เราจะพบว่าเราไม่ได้ยากจน หรือขาดแคลนอย่างที่คิด การมีกัลยาณมิตรที่ดีหรือสุขภาพที่แข็งแรงสามารถทดแทนและลดความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลลงได้ (เช่น กรณีของคุณโจน จันได ที่มีวิถีชีวิตพึ่งพาตนเอง ปลูกผักกินเอง มีความมั่นคงในชีวิตสูงมากแม้จะไม่ได้มีเงินสดมากมาย) การปรับจุดโฟกัสนี้จะช่วยให้เราออกแบบการเงินได้สอดคล้องกับความสุขที่แท้จริงของเราครับ

  2. Jul 20

    EP.451 สี่ภารกิจเพื่อการเติบโตทางจิตวิญญาณในผู้สูงวัย

    ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2569 เวลาหนึ่งทุ่มสนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเองดูรายละเอียดที่ www.morprawate.comสนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoomสอบถามที่ LINE @morprawateในวิดีโอนี้ คุณหมอประเวชได้นำเสนอแนวทางสำหรับผู้สูงวัยที่กำลังเข้าสู่วัยเกษียณหรือมีเวลาว่างมากขึ้น ว่าไม่ควรปล่อยเวลาไปกับการทำกิจกรรมเดิมๆ ซ้ำๆ เท่านั้น แต่ควรให้ความสำคัญกับ “การเติบโตทางจิตวิญญาณ” โดยคุณหมอได้แนะนำ 4 ภารกิจสำคัญดังนี้ครับ: ภารกิจที่ 4: การเผชิญหน้ากับความจริงของการเปลี่ยนแปลงและความตาย [27:29]• ฝึกยอมรับความเสื่อมถอยของร่างกายที่ไม่สามารถควบคุมได้ ด้วยใจที่สงบและรู้เท่าทัน• ใช้สติในการอยู่กับร่างกายตามสภาพที่เป็น ซึ่งการทำเช่นนี้บ่อยๆ จะเป็นการเตรียมพร้อมเผชิญกับวาระสุดท้าย (ความตาย) โดยไม่ตื่นตระหนก และจากไปอย่างสงบได้ในที่สุด ภารกิจที่ 1: การฝึกสติและการภาวนา [06:26]• การฝึกให้มีความระลึกรู้ อยู่กับปัจจุบัน เป็นรากฐานสำคัญของการทำภารกิจอื่นๆ• ช่วยให้เกิดความสงบสุขภายใน ลดความเครียด และดีต่อระบบภูมิคุ้มกันและสมอง สามารถทำได้ตามสภาพร่างกาย เช่น โยคะ ไทเก็ก ชี่กง ไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธินานๆ เพียงอย่างเดียว ภารกิจที่ 2: การทบทวนชีวิต (Life Review) [10:22]• จัดเวลาทบทวนเรื่องราวในอดีตตั้งแต่เด็กจนโต โดยอาจใช้รูปถ่ายหรือของสะสมเป็นตัวช่วยกระตุ้นความทรงจำ• เป้าหมายเพื่อชำระล้างบาดแผลในใจ ให้อภัย ขออโหสิกรรมต่อกัน และคลี่คลายปมความรู้สึกที่ค้างคา เพื่อให้สามารถปล่อยวางได้จริงๆ ก่อนถึงวาระสุดท้าย ภารกิจที่ 3: การมองภาพชีวิตในภาพใหญ่ [21:55]• ตระหนักรู้ว่าเราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งต่างๆ ที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา เช่น เป็นส่วนหนึ่งของสายเลือดในตระกูล หรือเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศในธรรมชาติ• การเข้าใจและสัมผัสได้ถึงความเชื่อมโยงนี้ จะช่วยลดอัตตา (Ego) ลง ทำให้รู้สึกถ่อมตน เกิดความซาบซึ้งขอบคุณ และใจเบาสบายขึ้น

  3. Jul 13

    EP.450 ห้าข้อคิดสำหรับดูแลคนรักใกล้ตาย

    ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2569 เวลาหนึ่งทุ่มสนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเองดูรายละเอียดที่ www.morprawate.comสนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoomสอบถามที่ LINE @morprawate ในวิดีโอนี้ คุณหมอประเวชได้แบ่งปันข้อคิดสำคัญ 5 ประการ ที่จะช่วยให้เราสามารถดูแลและเตรียมตัวเผชิญกับการจากไปของคนรักหรือญาติผู้ใหญ่ได้อย่างมีสติและเหมาะสมที่สุดครับ: เข้าใจธรรมชาติของความเสื่อมของร่างกายและความตาย [01:20]การทำความเข้าใจและยอมรับว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งร่างกายจะเสื่อมถอยไปตามธรรมชาติ จะช่วยให้เราไม่ตัดสินใจ “ยื้อชีวิต” หรือทำการรักษาเกินความจำเป็น ซึ่งมักจะสร้างความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานให้กับผู้ป่วยในวาระสุดท้ายโดยไม่เกิดประโยชน์ เข้าใจระบบบริการทางการแพทย์และข้อจำกัด [07:18]ระบบของโรงพยาบาลส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อ “รักษาชีวิต” (เช่น การส่งเข้าห้อง ICU หรือการใช้เครื่องช่วยหายใจ) ซึ่งอาจไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการตายอย่างสงบ ญาติควรสอบถามแพทย์ถึงผลลัพธ์และผลกระทบระยะยาวของการรักษาแต่ละวิธีอย่างตรงไปตรงมา เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าควรไปต่อหรือควรหยุด เตรียมพื้นที่ทางอารมณ์และรู้วิธีจัดการอารมณ์ [21:50]ความตายมักมาพร้อมกับความกลัวและความเศร้าโศก ญาติจำเป็นต้องดูแลและจัดการอารมณ์ฟูมฟายของตนเองให้สงบ เพราะสภาวะอารมณ์ที่นิ่งสงบของญาติ (เช่น การสวดมนต์ภาวนา) จะช่วยส่งพลังงานที่ดี ไม่ไปสร้างห่วงยึดติดให้ผู้ตาย และช่วยให้ผู้ป่วยจากไปได้อย่างสงบ ศึกษาและพิจารณาความตายแต่เนิ่นๆ (มรณานุสติ) [31:23]การพิจารณาความตายเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ในทุกช่วงวัย ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวัยชราหรือตอนป่วยหนัก การตระหนักรู้ถึงความตายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เราจัดลำดับความสำคัญในชีวิตได้ดีขึ้น และเรียนรู้ที่จะปล่อยวางได้ง่ายขึ้นเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง การดูแลดวงจิตหลังความตายตามความเชื่อและพิธีกรรม [34:38]เมื่อคนรักสิ้นลมหายใจไปแล้ว การดูแลอาจจะยังไม่จบลง เราสามารถดูแลดวงจิตของผู้ที่จากไปได้ผ่านพิธีกรรมทางศาสนาหรือความเชื่อ (เช่น การทำบุญ การสวดมนต์แผ่เมตตา หรือพิธีในช่วง 49 วันแรก) ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งต่อบุญกุศลแล้ว ยังถือเป็นการเยียวยาจิตใจของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย

  4. Jul 6

    EP.449 ประสบการณ์ใกล้ตายกับคำอธิบายเรื่องบาร์โด

    ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2569 เวลาหนึ่งทุ่มสนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเองดูรายละเอียดที่ www.morprawate.comสนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoomสอบถามที่ LINE @morprawate วิดีโอนี้คุณหมอประเวชได้อธิบายและเปรียบเทียบถึง 2 ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความตายได้อย่างน่าสนใจ เพื่อเป็นแนวทางในการ “เตรียมตัวตาย” อย่างมีสติ โดยมีประเด็นหลักดังนี้ครับ: ประสบการณ์ใกล้ตาย (Near Death Experience – NDE):• จากงานวิจัยในซีกโลกตะวันตก ผู้ที่หัวใจหยุดเต้นและฟื้นขึ้นมามักรายงานถึงประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยความสุข ความสงบ ไม่มีความเจ็บปวดใดๆ [06:22]• บางรายพบแสงสว่าง มีการถอดจิตเห็นหมอและพยาบาลกำลังช่วยชีวิต หรือได้พบเจอกับญาติที่เสียชีวิตไปแล้ว [09:40]• อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ NDE ของคนตะวันออก (เช่น ไทยหรือทิเบต) มักผูกพันกับวัฒนธรรม เช่น การพบยมทูต, ไปนรก/สวรรค์, หรือการถูกจับวิญญาณไปผิดตัว [11:38] คำอธิบายเรื่อง “บาร์โด” (Bardo) ในพุทธศาสนาสายทิเบต:• “บาร์โด” แปลว่า “การเปลี่ยนผ่าน” ในบริบทนี้คือสภาวะหลังความตายก่อนที่จะไปจุติหรือเกิดใหม่ (ซึ่งกินระยะเวลาประมาณ 49 วัน) [16:37]• แตกต่างจากความสวยงามของ NDE คัมภีร์มรณศาสตร์ของทิเบตระบุว่า สภาวะบาร์โดนั้นน่ากลัว เต็มไปด้วยความสับสน และจิตจะต้องเผชิญกับผลแห่งกรรมที่ตนเองเคยสร้างไว้ [19:19] ทำไม NDE ถึงสวยงาม แต่ Bardo ถึงน่ากลัว?:• คุณหมอได้อ้างอิงถึงข้อสังเกตของ คุรุโซเกียล รินโปเช (ผู้เขียนคัมภีร์มรณศาสตร์ทิเบต) ว่าประสบการณ์ที่สวยงามของ NDE อาจเป็นเพียงช่วงเวลาเสี้ยวแรกที่จิต “ยังไม่ได้หลุดออกจากร่างไปสู่สภาวะบาร์โดจริงๆ” [23:29]• ดังนั้น ไม่ควรหลงชะล่าใจไปกับเรื่องเล่าที่สวยงามของความตาย จนละเลยการเตรียมตัว [24:37] บทสรุปและการนำไปใช้:• สิ่งสำคัญที่สุดคือการ “เตรียมตัวตาย” การฝึกสติ ฝึกสมาธิ และทำความเข้าใจการเกิด-ดับของจิตในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ จะเป็นเกราะป้องกันและเครื่องนำทางที่ดีที่สุดเมื่อเราต้องก้าวเข้าสู่สภาวะการเปลี่ยนผ่านที่แท้จริง [41:35]

  5. Jun 15

    EP. 447 ทำความเข้าใจเรื่องพลังงานและพลังชีวิต

    ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2569 เวลาหนึ่งทุ่มสนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเองดูรายละเอียดที่ www.morprawate.comสนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoomสอบถามที่ LINE @morprawate หมอประเวชได้อธิบายถึงความสำคัญของ “พลังงานและพลังชีวิต” (Energy and Life Force) ที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพจิตและสภาวะอารมณ์ของมนุษย์ โดยชี้ให้เห็นว่าภาวะซึมเศร้า อาการหมดไฟ (Burnout) หรือความรู้สึกหมดสภาพ ล้วนเกิดจากการสูญเสียสมดุลของพลังงานใน 3 มิติหลัก ได้แก่ มิติทางร่างกาย (ชีวภาพ) มิติทางจิตใจ (ความคิดและการจัดการอารมณ์) และมิติทางความสงบภายใน (จิตวิญญาณ) คลิปนี้มุ่งเน้นการอธิบายกลไกสมองที่เชื่อมโยงกับบาดแผลในใจ เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจและสามารถฟื้นฟูพลังงานชีวิตได้อย่างยั่งยืนด้วยความเมตตาต่อตนเอง ทฤษฎีและกลไกทางจิตวิทยา (Psychological Concepts) กลไกสู้ หนี และยอมจำนน (Fight, Flight, Freeze Response): สมองและระบบประสาทของมนุษย์จะคอยประเมินความปลอดภัยอยู่เสมอ หากเจอภัยคุกคามที่รู้สึกว่า “สู้ก็ไม่ได้ หนีก็ไม่ได้” (เช่น เด็กเล็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย) สมองจะเข้าสู่โหมด “ปิดสวิตช์ (Freeze)” เพื่อประหยัดพลังงานเอาชีวิตรอด ซึ่งหากเกิดขึ้นซ้ำๆ จะกลายเป็นรากฐานของอาการซึมเศร้า ซึมเหม่อ และภาวะหมดไฟในยามเป็นผู้ใหญ่ ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของชีวิต: การทำงานของอวัยวะและเซลล์เปรียบเสมือน “ฮาร์ดแวร์” ในขณะที่กลไกทางจิตวิทยา เช่น วิธีคิด การรับรู้อารมณ์ และการจัดการความสัมพันธ์ เปรียบเสมือน “ซอฟต์แวร์” หากเรามีกระบวนการคิดวนเวียน เก็บกดอารมณ์ หรือมีความขัดแย้งเรื้อรัง ซอฟต์แวร์นี้จะสูบพลังงานชีวิตไปอย่างมหาศาล บาดแผลทางใจข้ามรุ่น (Transgenerational Trauma & Epigenetics): ประสบการณ์เลวร้ายหรือนิสัยการตอบสนองต่อความเครียด สามารถส่งต่อจากบรรพบุรุษผ่านทางยีนและสภาพแวดล้อมได้ แต่มนุษย์สามารถ “ตัดวงจร” นี้ได้ผ่านการตระหนักรู้และเยียวยาจิตใจในรุ่นของตนเอง ความสัมพันธ์และสรีรวิทยา (Interpersonal Neurobiology): ความรักและความรู้สึกปลอดภัยจะสร้างพลังงานบวกและกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนที่เอื้อต่อการฟื้นฟูร่างกาย ในทางกลับกัน ความขัดแย้งและความโดดเดี่ยวจะกระตุ้นระบบความเครียด ซึ่งส่งผลเสียลึกไปจนถึงระดับเซลล์และอวัยวะภายใน แนวทางการรับมือและการปรับใช้ (Coping Strategies & Actionable Insights) อัปเกรดทักษะทางใจ (Software Upgrade / Cognitive Restructuring): ฝึกรับรู้และยอมรับอารมณ์ของตนเองตามความเป็นจริง ไม่ใช้วิธี “วิ่งหนี” ความเจ็บปวดไปวันๆ เมื่อเผชิญความผิดหวัง ให้เปลี่ยนเสียงตำหนิตัวเองเป็นการ “ถอดบทเรียน” ว่าเราได้เรียนรู้อะไร เพื่อเปลี่ยนบาดแผลให้เป็นพลังในการเติบโต บริหารความสัมพันธ์และขอบเขต (Boundary Setting): จัดการความสัมพันธ์รอบตัวให้อยู่ในจุดที่สมดุล รู้จักลากเส้นแบ่งขอบเขตเพื่อปกป้องพลังงานของตนเอง ไม่นำความทุกข์ของผู้อื่นมาแบกรับไว้ทั้งหมด ชาร์จพลังงานระดับจิตวิญญาณ (Spiritual & Mindful Practices): จัดสรรเวลาในชีวิตให้ได้อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับความนิ่งสงบ หรือฝึกฝนศาสตร์ที่เชื่อมโยงกายและจิต เช่น สมาธิ ชี่กง หรือโยคะ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ระบบประสาทที่เคยชินกับโหมดระแวงภัยได้รับการผ่อนคลาย ช่วยให้จิตใจประณีตและปล่อยวางปัญหาได้ดีขึ้น

  6. Jun 8

    EP.446 ฝึกตนในห้องมืด

    ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2569 เวลาหนึ่งทุ่มสนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเองดูรายละเอียดที่ www.morprawate.comสนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoomสอบถามที่ LINE @morprawate คลิปนี้พูดถึงประสบการณ์และกลไกทางจิตวิทยาของการทำ Dark Retreat (การฝึกตนในห้องมืดสนิท) ซึ่งเป็นการตัดขาดสิ่งเร้าภายนอก (Sensory Deprivation) โดยเฉพาะการมองเห็น ซึ่งโดยปกติสมองจะใช้พื้นที่กว่าครึ่งในการประมวลผลภาพ เมื่อการรับรู้ส่วนนี้ถูกปิดลง จะเกิดปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่สำคัญดังนี้: การสร้างภาพจำลองและกลไกของสมอง: สมองที่คุ้นชินกับการรับข้อมูลตลอดเวลาจะพยายามดึง “ความทรงจำเก่า” มาผสมผสานเพื่อสร้างภาพจำลองของสภาพแวดล้อมขึ้นมาเอง ซึ่งภาพเหล่านี้มักไม่ตรงกับความเป็นจริง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตประจำวันว่า การรับรู้ของเรามักถูกเจือปนด้วยอคติและข้อสรุปจากอดีตเสมอ เราจึงไม่ควรด่วนเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นหรือจิตคิด แต่ต้องหมั่นตรวจสอบความเป็นจริง การเพิ่มประสิทธิภาพของประสาทสัมผัสอื่น (Sensory Compensation): เมื่อตาทำงานไม่ได้ สัมผัสอื่นๆ ทั้งการได้ยิน การรับรส ดมกลิ่น รวมถึงการรับรู้ความรู้สึกจากร่างกาย (Somatic Awareness) จะตื่นตัวและแจ่มชัดขึ้นมาก ทำให้เป็นสภาวะที่เหมาะแก่การฝึกเจริญสติและการรู้เท่าทันร่างกาย การผุดพรายของปมค้างใจ (Surfacing of the Unconscious): เมื่อไม่มีสิ่งเร้าภายนอกให้หลีกหนี จิตใต้สำนึกจะดันเอาความทรงจำเก่าๆ โดยเฉพาะความรู้สึกและบาดแผลจากวัยเด็กขึ้นมาสู่ระดับจิตสำนึก หากผู้ฝึกมีทักษะในการจัดการ จะเป็นโอกาสทองในการเยียวยา (Healing) แต่หากไม่มีทักษะ อาจทำให้เกิดความตื่นตระหนกหรือภาวะทางอารมณ์ท่วมท้นได้ Spiritual Stress Test: การอยู่ในห้องมืดเปรียบเสมือนการทดสอบความแข็งแกร่งของจิตใจ (เหมือนการเดินสายพานตรวจคลื่นหัวใจ) ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงสูงและห้ามทำในผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการหูแว่ว ภาพหลอน ไบโพลาร์ ซึมเศร้ารุนแรง หรือผู้ที่มีความเครียดสะสม โดยจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญ (Supervisor) คอยดูแลอย่างใกล้ชิด

  7. May 25

    EP.445 พุทธวิธีเยียวยาบาดแผลใจ

    ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2569 เวลาหนึ่งทุ่มสนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเองดูรายละเอียดที่ www.morprawate.comสนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoomสอบถามที่ LINE @morprawate คลิปนี้เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ระหว่าง กระบวนการบำบัดทางจิตวิทยาตะวันตก กับ หลักการเจริญสติทางพุทธศาสนา โดยหยิบยกแนวคิดจากหนังสือ Reconciliation: Healing the Inner Child ของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ มาเป็นแกนหลักในการอธิบายกระบวนการเยียวยาจิตใจ โดยมีประเด็นสำคัญทางจิตวิทยา ดังนี้: การเชื่อมโยงกับ “เด็กน้อยภายใน” (Healing the Inner Child): เมื่อคนเราเผชิญเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจในวัยเด็ก จิตใต้สำนึกมักสร้างกลไกป้องกันตัวเอง (Defense Mechanism) ขึ้นมาโดยการปิดกั้น ละเลย หรือปฏิเสธความเจ็บปวดเหล่านั้น กระบวนการเยียวยาที่แท้จริงคือการกลับไปตระหนักรู้และเชื่อมโยง (Reconciliation) กับเด็กน้อยในตัวเราอีกครั้ง “สติ” ในฐานะรากฐานของการบำบัด: การฝึกสติเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถเฝ้ามองความเจ็บปวดและบาดแผลทางใจได้โดยไม่ถูกครอบงำ ซึ่งการนำหลักปฏิบัตินี้มาใช้ต้องทำอย่างถูกวิธี เนื่องจากผู้ที่มีบาดแผลทางใจบางรายอาจพบว่าการปฏิบัติธรรมทำให้สภาวะจิตใจรับมือได้ยากขึ้นหากไม่มีกระบวนการรองรับที่เหมาะสม การแสดงออกของบาดแผลทางใจในวัยผู้ใหญ่ (Trauma Responses): บาดแผลจากวัยเด็กที่ฝังรากลึกและไม่ได้รับการเยียวยา มักแสดงออกผ่านอาการทางกายและพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น• พฤติกรรมระบายความเครียดโดยไม่รู้ตัว: เช่น การกัดเล็บ ดึงผม หรือกัดปกเสื้อ• ปัญหาการนอนหลับเรื้อรัง: การนอนไม่หลับที่แก้ไม่หาย มักเกิดจากระบบประสาทอัตโนมัติ (Nervous System) ถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวตลอดเวลาจากภาวะ Trauma• ปัญหาความสัมพันธ์: เช่น การมีปัญหากับหัวหน้างานหรือผู้มีอำนาจ ซึ่งมักมีรากฐานมาจากการส่งผ่าน (Transference) ปมความสัมพันธ์ที่เคยมีกับพ่อแม่ในวัยเด็ก

Ratings & Reviews

5
out of 5
6 Ratings

About

Facebook LIVE เพจหมอประเวช ตันติพิวัฒนสกุล

You Might Also Like