Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

watpasukato

เสียงบรรยายธรรมของหลวงพ่อไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต Dhamma talks by Venerable (Luangpor) Paisal Visalo, Abbot of Watpasukato, Chaiyaphum, Thailand. MP3 files are courtesy of https://www.facebook.com/Zensukato Contact admin: watpasukato19@gmail.com

  1. 5d ago

    25690825pm--สร้างนิสัยใหม่ให้ใจ

    25 ส.ค. 69 - สร้างนิสัยใหม่ให้ใจ : แม้เราจะรู้ว่าอะไรดี แต่ตราบใดที่เราไม่ฝึก ไม่ทำบ่อย ๆ มันก็สิ่งที่เป็นเสียงแนะนำจากคนอื่นก็ดี เสียงในหัวก็ดี มันจึงกลายเป็นเรื่องยาก รู้ว่าดีแต่ทำไม่ได้ อย่างที่เขาบอกว่า ดีชั่วรู้หมด แต่อดใจไม่ได้ อันนี้มันแสดงให้เห็นเลยว่า จะทำอะไร มันไม่ได้อยู่ที่ว่ารู้ว่าดี รู้ว่าชั่ว แต่มันต้องฝึกใจให้คล้อยตามความคิดหรือสิ่งที่ควรด้วย และสิ่งที่จะช่วยเราได้คือสติ ฝึกบ่อย ๆ มันมีอานิสงส์ มีคุณค่ามากทีเดียว เสียงในหัวมันจะไม่ใช่เป็นแค่คำแนะนำลอย ๆ แต่ว่ามันจะกลายเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้จริง ถ้าหากว่าเราทำจนเป็นเรียกว่าจิตตนิสัย หรือนิสัยของจิต

  2. 6d ago

    25690824pm--ฝึกกายบำรุงจิต

    24 ส.ค. 69 - ฝึกกายบำรุงจิต : ความโกรธ ความเศร้า ความเกลียด ก็เช่นกัน ทำร้ายใจเราแต่ใจกลับทนุถนอมห่วงแหนอารมณ์เหล่านี้ มีข้ออ้างมากมายว่าที่จะเศร้า จะร้องห่มร้องไห้ เพราะถ้าไม่เศร้า หรือหายเศร้าไวๆ แสดงว่าไม่รักเขา หรือเวลาโกรธ ต้องหาทางบิ้วท์อารมณ์ให้โกรธหนักขึ้น อ้างเหตุผลว่า ต้องโกรธเยอะๆ บางคนบอกว่าต้องโกรธ ต้องเล่นงาน ติดคุกก็ยอมขอให้ได้ฆ่ามัน นี่เป็นการบิ้วท์อารมณ์เพื่อให้จิตใจจมอยู่กับความทุกข์มากขึ้น นี่เป็นเหตุผลที่เราต้องฝึกจิต เพื่อให้ไวต่อความทุกข์และรู้จักดึงจิตให้หลุดออกจากความทุกข์ ออกจากความโกรธ ออกจากความเกลียด ไม่ใช่หลงจมอยู่กับอารมณ์เหล่านั้น การเจริญสติหรือการฝึกให้เกิดความรู้สึกตัว เพื่อฝึกจิตให้ห่างไกลจากความทุกข์เหล่านี้ ซึ่งสุดท้ายเป็นการบำรุงจิตบำรุงใจ อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า เราบำรุงกายด้วยอาหาร เราไม่ควรละเลยการบำรุงหล่อเลี้ยงใจด้วยกุศลธรรม นอกจากความสุขความสงบแล้ว สติ ความรู้สึกตัว ปัญญา สมาธิก็สำคัญเช่นกัน จะว่าไปการฝึกจิตเป็นการเติมอาหารให้ใจอย่างหนึ่ง เป็นการบำรุงใจที่เราไม่ควรมองข้ามถ้าหากเรารักตัวเอง

  3. Oct 11

    25690823pm--ศาสนาตายแล้วหรือ

    23 ส.ค. 69 - ศาสนาตายแล้วหรือ : พระพุทธเจ้าทรงสอนและแสดงหนทางแห่งความพ้นทุกข์ มีศาสนาอื่นไม่ช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้ถ้าเราไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะหลักไตรสิกขา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา โดยเฉพาะการเจริญสติปัฏฐาน 4 ถึงแม้นไม่มีศาสนา แต่ว่านำหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงมาใช้ในการดำเนินชีวิต ถือว่าดี พ่อแม่หลายคนเป็นห่วงว่าลูกไม่มีศาสนา ที่จริงไม่น่าเป็นห่วง เพราะคนที่ไม่มีศาสนาจำนวนมากแต่มีคุณธรรม ยิ่งถ้าหากว่า รู้จักปฏิบัติเพื่อขัดเกลาจิตใจ ไม่ใช่แค่ว่ามีคุณธรรมเท่านั้น แต่สามารถลดกิเลส หรือเห็นหนทางแห่งการพ้นทุกข์ได้ ยิ่งดี ไม่มีศาสนาก็ได้ แต่ตั้งมั่นอยู่ในคุณงามความดี และยิ่งดีมากขึ้นถ้าหากว่า เห็นและปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์อย่างที่พระพุทธเจ้าได้ทรงชี้ทางแสดงไว้ เวลาที่เรานับถือศาสนา เรียกตนว่าเป็นชาวพุทธ จะต้องชัดเจนหรือรู้ตัวว่า จริงแล้วเรานับถืออะไรเป็นหลักกันแน่ ศาสนาพุทธ ผี พราหมณ์ บริโภคนิยม ชาตินิยม หรือศาสนาอื่น ไม่งั้นเราจะทำไปตามกระแส สุดท้ายยังจมอยู่ในความทุกข์ และยังก่อโทษให้แก่ผู้อื่นด้วย เพราะในเมื่อกิเลสไม่ได้ลด อุปาทานยังมาก ไม่ว่าจะเป็น ทิฏฐุปาทาน ความยึดติดในความเห็น ทิฏฐิ อุดมการณ์ หรือความยึดติดในอัตตา อัตตวาทุปาทาน หรือยึดติดในทรัพย์สมบัติสิ่งของที่เรียกว่า กามุปาทาน ถ้าศาสนาทำให้เรามีอุปาทานแน่นหนา ศาสนานั้นไม่ใช่คำตอบ สำหรับคนที่ไม่มีศาสนาเลย แต่รู้หนทางในการลดละกิเลส อุปาทานเหล่านี้ อย่างนี้ดีกว่าแม้จะไม่มีศาสนา อย่างน้อยสิ่งที่ปฏิบัติจะช่วยให้ความทุกข์น้อยลง และไม่ก่อทุกข์ให้แก่ผู้อื่นด้วย

  4. Oct 9

    25690812pm--ทำกิจและทำจิตให้ครบถ้วน

    12 ส.ค. 69 - ทำกิจและทำจิตให้ครบถ้วน : ถ้ารู้จักวางใจเป็นอุเบกขา ไม่ยึดติดอยู่กับผลของการกระทำ แต่ว่าทำเต็มที่ อย่างที่เรียกว่าทำเต็มที่แต่ไม่ซีเรียส มันก็เป็นทั้งการทำกิจและทำจิต ทำประโยชน์ท่าน แต่ก็ไม่ทิ้งประโยชน์ตน ช่วยเหลือคนอื่น แต่จิตใจไม่ถูกแผดเผาด้วยความผิดหวัง ด้วยความโกรธ ที่เขาไม่เชื่อเรา หรือที่ผลไม่เป็นไปดั่งใจ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ควรฝึก ชาวพุทธเรา ทำกิจแล้วก็ต้องทำจิต หรือถ้าเกิดจะทำจิตก็อย่าลืมการทำกิจด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเจริญสติ การมีจิตเมตตา การรู้จักปล่อยวาง ปล่อยวางนี่คือ ปล่อยวางในผลที่มุ่งหวัง หรือไม่ยึดติดในความคาดหวัง เพราะเวลามีความคาดหวังก็อยากให้เขาทำอย่างที่เราคิด เราคาด ซึ่งก็เป็นความยึดติดในตัวกูของกูอีกแบบหนึ่ง ทำดี แต่ใครไม่ชม ไม่เห็นความดีของเรา ก็เป็นเรื่องของเขา อันนี้คือการทำกิจและทำจิต ทำดีแต่ว่าไม่คาดหวัง ว่าคนเขาจะเห็นความดีของเรา หรือเขาจะตอบแทนบุญคุณของเรา หรือไปคาดหวังว่าต้องสำเร็จ ๆ อันนี้เรียกว่ายึดมั่นในความคิด ซึ่งก็เป็นความยึดในตัวกูของกูแบบหนึ่ง เพราะว่ามันต้องเป็นไปอย่างที่เราคิด เป็นไปอย่างที่เราคาดหวัง เป็นตัวกูของกู ที่คนมักจะไม่ค่อยตระหนักเท่าไหร่   เพราะฉะนั้น เรามาปฏิบัติ โดยเฉพาะการมาเจริญสติ เป็นการฝึก ฝึกทำกิจแล้วก็ทำจิต ระหว่างที่เดิน นี่คือทำกิจ ส่วนจิตนี่ก็มีสติ มีความรู้สึกตัวอยู่กับปัจจุบัน มันเป็นการฝึกพื้นฐาน เดินจงกรม สร้างจังหวะ เป็นการทำกิจ ใช้กายให้เป็นประโยชน์ แต่ขณะเดียวกัน จิตก็อยู่กับปัจจุบัน รับรู้กายเคลื่อนไหว แล้วต่อไปก็เห็นใจคิดนึก มันเป็นการฝึกขั้นต้น ในการประสานการทำกิจและทำจิตให้เป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วต่อไป พอจะไปใช้กับชีวิตประจำวัน มันก็จะกลายเป็นเรื่องที่ง่าย ไม่เช่นนั้นมันก็จะทำจิตแต่ไม่ทำกิจ หรือไม่เช่นนั้นก็ทำกิจแต่ไม่ทำจิต ซึ่งก็ไม่ดีทั้งคู่

  5. Oct 7

    25690808pm--หมั่นมองใน มองนอก

    8 ส.ค. 69 - หมั่นมองใน มองนอก : การที่เราเวลาทำอะไร ถ้าเราจะมีสติรู้ตัว ไม่ใช่แค่รู้กายว่ากำลังทำอะไร แต่ก็รู้สังเกตปฏิกิริยาของคนอื่นด้วย ก็ทำให้เรามีความรู้ตัวทั่วพร้อมมากขึ้น แล้วการที่เราจะใช้ชีวิตในทางที่ถูกต้องดีงาม ก็เป็นไปได้ ที่จริงไม่ใช่แค่เรื่องเรื่องนี้เท่านั้น บางทีนิสัยใจคอของเรา บางทีเราก็ไม่รู้ เพราะเราคุ้นชิน อาจจะพูดเสียงดัง อาจจะชอบพูดชอบคุย แต่เราไม่รู้ว่านิสัยนี้สร้างความรำคาญให้คนอื่น ดังนั้น การมีกัลยาณมิตรช่วย คือเป็นกระจกสะท้อนให้เรารู้ว่า บางอย่างเราทำอะไรเกินเลยไป ไม่เกินเลยสำหรับเรา แต่ว่าสำหรับคนอื่นอาจจะเกินเลยไป หรือไม่ถูกต้อง เราก็รู้ กัลยาณมิตรมีความสำคัญกับเราตรงนี้ พฤติกรรมบางอย่างของเรา เราอาจจะรู้สึกว่าไม่ได้สร้างปัญหาให้กับตัวเราเองด้วยซ้ำ แต่ว่ากัลยาณมิตรก็จะเตือนได้ เช่น การกินอาหาร บางคนกินจนชิน โดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่กินเข้าไป ถ้ากินมากเกินไปแล้วจะเป็นโทษ แต่ว่าเพื่อนก็จะช่วยได้ ช่วยเตือนช่วยบอกว่าให้เพลา ๆ หน่อย หรือให้รู้จักประมาณในการบริโภค อย่างที่พูดเมื่อเช้า   อันนี้ก็เรียกว่าอาศัย 1 การสังเกตคนที่อยู่รอบตัวเรา หรือ 2 อาศัยการสะท้อนของคนที่อยู่รอบตัวเรา ซึ่งถ้าเป็นกัลยาณมิตร เราก็จะได้รู้จักตัวเองอย่างที่เป็นจริง แล้วก็สามารถปรับตัวให้ถูกต้องเหมาะสม เป็นประโยชน์ทั้งกับตัวเราเอง และไม่ก่อโทษกับคนอื่นด้วย

  6. Oct 6

    25690807pm--อุทาหรณ์จากกรณีกราดยิงหมู่

    7 ส.ค. 69 - อุทาหรณ์จากกรณีกราดยิงหมู่ : ดังนั้น จะว่าไป สื่อนี้ก็มีส่วนที่ส่งเสริมให้หลายคนตัดสินใจเป็นฆาตกร หรือว่ากราดยิงหมู่ ไม่ว่าจะเพราะอยากดัง อยากมีชื่อเสียง อยากได้รับแสง หรือเพราะเห็นคนเขาเคยทำ แล้วเขาทำได้ เราก็อยากจะทำอย่างนั้นบ้าง หรือถ้าเราจะทำ เราก็เลียนแบบวิธีการที่เขาเคยทำสำเร็จ บางทีไม่ได้อยากดังอะไร แต่ออยากจะทำให้มันสำเร็จ ก็ต้องอาศัยประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แล้วการที่สื่อลงข่าวพวกนี้ ก็ทำให้เป็นการกระตุ้น หรือหนุนให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงมีคนเสนอว่า เวลาเกิดข่าวแบบนี้ สื่อไม่ควรจะเปิดเผยชื่อของคนที่กระทำการ ทำก็ทำไป แต่ว่าจะไม่มีการเอ่ยชื่อ คนที่อยากดังก็เลยไม่มีโอกาสที่จะดังได้ หรือว่าไม่ต้องลงละเอียด หรือว่างดการแชร์ งดการเผยแพร่เรื่องราวแบบนี้ ซึ่งทุกวันนี้ก็เป็นเรื่องยาก เพราะเดี๋ยวนี้เราแชร์กันมากเหลือเกิน ส่วนหนึ่งเพราะเราอยากจะประกาศให้ใครรู้ว่าเราก็รู้เรื่องนี้เหมือนกัน หรืออาจจะแชร์ด้วยความเป็นห่วง แต่บางทีเราไม่รู้ว่า สิ่งที่เราทำ แม้จะปรารถนาดี แต่ว่ามันอาจจะเกิดผลเสียก็ได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่พึงสังวรเอาไว้

Ratings & Reviews

5
out of 5
5 Ratings

About

เสียงบรรยายธรรมของหลวงพ่อไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต Dhamma talks by Venerable (Luangpor) Paisal Visalo, Abbot of Watpasukato, Chaiyaphum, Thailand. MP3 files are courtesy of https://www.facebook.com/Zensukato Contact admin: watpasukato19@gmail.com

You Might Also Like