Soul Food Podcasts

Soul Food Ministries

Podcasts สำหรับ Christian และผู้สนใจ ที่รวบรวม รายการหลายรูปแบบเข้าไว้ด้วยกัน โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ดังนี้ 1 เฝ้าเดี่ยวประจำวัน :- พระธรรมนำชีวิต กับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ สด.. แต่เช้า กับ อ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ ที่อัพเดท ทุกวัน 5:00 น. 2 รายการ Be Still.. รายการที่ อ.ไลฟ์ วาระมีชูธนาจะชวนคุณมาอธิฐานกับพระเจ้าก่อนที่คุณจะเข้านอน 3 รายการชวิตคริสเตียน :- อาจารย์ครับ…ครือว่า.. กับ บอย โกสิยพงษ์ ที่จะคอยโทรศัพท์ถามอาจารย์ต่างๆ ในคำถามที่ เกี่ยวกับชีวิตคริสเตียน, ข้อพระคำภีร์ที่เข้าใจยาก, ความสำพันธ์กับพระเจ้า และคำถามที่ไม่กล้าถามคนอื่น อัพเดททุกวันจันทร์ 7:00 น. เราเชื่อว่าพระเจ้ากำลังนำรายการ podcasts อีกมากมายตามมาในระยะอันใกล้นี้ โปรดกดติดตาม กดกระดิ่งเตือนเมื่อมีตอนใหม่ และช่วยแชร์ให้กับคนที่คุณรักด้วยนะครับ

  1. 3h ago

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่188) ฉันรักเพราะพระองค์ฟัง!

    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่188) ฉันรักเพราะพระองค์ฟัง! “ข้าพเจ้ารักพระยาห์เวห์ เพราะพระองค์ทรงฟังเสียงและคำวิงวอนของข้าพเจ้า” ~สดุดี 116:1 THSV11 “I love the LORD, for he heard my voice; he heard my cry for mercy.” ~Psalms 116:1 NIV มีคำกล่าวว่า “เราไม่ได้รักพระเจ้าเพียงเพราะพระองค์ทรงตอบคำอธิษฐาน แต่เรารักพระองค์เพราะในทุกคำอธิษฐาน เราได้ค้นพบว่า พระองค์ทรงอยู่ใกล้และทรงฟังเรา” (We do not love God merely because He answers our prayers; we love Him because in every prayer, we discover that He is near and He listens.) พระธรรมข้อนี้งดงามมากเพราะผู้เขียนไม่ได้กล่าวว่า “ข้าพเจ้ารักพระยาห์เวห์ เพราะพระองค์ประทานทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการ” แต่กล่าวว่า “ข้าพเจ้ารักพระยาห์เวห์ เพราะพระองค์ทรงฟัง” ใช่ครับ จุดศูนย์กลางของเรื่องอยู่ที่ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เชื่อกับพระเจ้ามากกว่าของประทานที่เราได้รับจากพระองค์ มีบทเรียนอะไรดีๆ จากพระธรรมข้อนี้ บ้าง? ​“ข้าพเจ้ารักพระยาห์เวห์” ความรักเกิดจากการที่เรารู้จักพระองค์และพระองค์รู้จักเรา การอธิษฐานไม่ใช่แค่การนำ“รายการความต้องการ” ไปเข้าหาพระเจ้า แต่เป็นการเข้าไปพบบุคคลผู้ที่รู้จักเรา รักเราและใส่ใจเรา และยิ่งเรารู้จักพระองค์มากขึ้นเท่าไร เราก็จะยิ่งรักพระองค์มากขึ้นเท่านั้น ผู้เขียนไม่ได้เพียงพูดว่า “พระเจ้าทรงช่วยข้าพเจ้า ดังนั้นข้าพเจ้าจึงรักพระองค์” แต่เขากำลังบอกว่า “เมื่อข้าพเจ้าพบว่าพระเจ้าทรงฟังข้าพเจ้าอย่างใส่พระทัย จริงๆ …ข้าพเจ้าจึงรักพระองค์!” ​“เพราะพระองค์ทรงฟังเสียงและคำวิงวอนของข้าพเจ้า”คำว่า “เพราะ” นั้นสำคัญมาก นี่คือความแตกต่างระหว่าง 1).“เรารักพระเจ้าเพราะ…เราได้รับสิ่งที่พระองค์ให้”กับ 2).“เรารักพระเจ้าเพราะ…เราได้รู้จักว่าพระองค์ทรงเป็น ใคร” พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรง“ฟัง” ก.” เสียง” และ ข.“คำวิงวอน” ของเรา คำว่า “ฟัง” ในบริบทนี้มีความหมายมากกว่า การที่พระเจ้าทรง “ได้ยินเสียง” นั่นคือ พระองค์ทรง เอาพระทัยใส่ รับรู้ และสนพระทัยในคำ วิงวอนของเรา เราจึงสามารถนำความทุกข์จริง ๆ ของเรามาหาพระองค์ หากเราอ่านต่อไปสดุดี116 ในข้อ 2–4 เราจะเห็นว่าผู้เขียน กำลังพูดถึงความทุกข์ ความกลัวและสถานการณ์ที่สาหัส หนักหน่วง ผู้เขียนไม่ได้อธิษฐานอย่างสวยงามตลอดเวลา แต่เขาร้องทูลในทำนองว่า “พระเจ้า ครับ ผมไม่ไหวแล้ว” “พระองค์เจ้าข้า ผมกลัว” “ผมไม่รู้จะทำอย่างไร” “ขอพระองค์ช่วยผมด้วย” และพระเจ้าทรงรับฟังแม้แต่เสียงที่สั่นเครือของเรา ความจริงนี้ สำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนที่กำลังอธิษฐานแล้วมี คำถามในใจว่า “พระเจ้าอยู่ที่ไหน?” “พระองค์ได้ยินฉันหรือเปล่า?” “ทำไมอธิษฐานแล้วสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น?” อย่างไรก็ตาม สดุดี 116นี้ ไม่ได้สอนว่า เมื่อพระเจ้าทรงฟังแล้ว พระองค์จะต้องตอบทุกอย่างตามที่เราขอ! แต่สอนว่า ถึงแม้เรายังไม่เห็นคำตอบ พระเจ้าก็ทรงฟังเราแล้ว และการ “ทรงฟัง” ของพระเจ้าไม่ได้หมายความว่า พระองค์ต้องตอบ ~ตามใจ ~ตามเวลา หรือ ~ตามวิธีที่เราต้องการ แต่หมายความว่า เสียงของเราไม่สูญหายไปต่อเบื้องพระพักตร์ของพระองค์ การอธิษฐานตามพระคัมภีร์ไม่ใช่การทำให้พระเจ้าทำตามความต้องการของเรา แต่ เป็นการนำความต้องการของเราเข้าไปอยู่ภายใต้พระประสงค์ของพระองค์ เหมือนที่พระเยซูเองทรงอธิษฐานว่า “แต่อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” ~ลูกา 22:42 พี่น้องที่รัก คุณเห็นด้วยหรือไม่กับคำกล่าวที่ว่า… “ศรัทธาไม่ใช่การมั่นใจว่าพระเจ้าจะทำอย่างที่เราขอ แต่คือการมั่นใจว่าพระองค์ทรงฟัง และเราสามารถวางใจ พระองค์ได้ ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร!” (Faith is not confidence that God will do what we ask;it is confidence that He hears us and can be trusted, whatever His answer may be.) …ถามอีกครั้งว่า คุณเห็นด้วยไหมครับ? ………………………………… ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 5ตุลาคม2026(ตอนที่ 188ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

  2. 19h ago

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่187) ไม่ว่า ’ที่นั่น‘ หรือ ‘ที่ไหน’ พระเจ้าก็อยู่กับเราด้วย!

    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่187) ไม่ว่า ’ที่นั่น‘ หรือ ‘ที่ไหน’ พระเจ้าก็อยู่กับเราด้วย! “แม้ถึงที่นั่น พระหัตถ์ของพระองค์จะนำข้าพระองค์ และ พระหัตถ์ขวาของพระองค์จะยึดข้าพระองค์ไว้” ~สดุดี 139:10 TH1971 “even there your hand would guide me and your right hand would hold on to me.” ~Psalms 139:10 GW ข้อพระคัมภีร์นี้หนุนใจผู้ที่กำลังเผชิญภัยต่างๆ รวมทั้ง น้ำท่วม ได้ดี โดยกล่าวถึง “พระหัตถ์ของพระเจ้า” ที่พร้อม 1).ทรงนำ และ 2).ทรงยึดเราไว้ เสมอ แม้แต่ ก.ในสถานที่ที่เราไม่คุ้นเคย หรือ ข.ในสถานการณ์ที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เช่น เมื่ออยู่ท่ามกลางสายน้ำหรือน้ำท่วมขัง แต่กระนั้น พระหัตถ์พระเจ้าก็ยังอยู่กับเราตลอดเวลา ให้เราเรียนรู้บทเรียนดีๆ ที่หนุนใจมาก จากพระธรรมข้อนี้ ​ “แม้ถึงที่นั่น พระหัตถ์ของพระองค์จะนำข้าพระองค์“ เมื่ออ่านต่อเนื่องกับข้อ 7–9 เราพบว่า ดาวิดกำลังพูดว่า ไม่มีสถานที่ใด ที่เราจะไปจนพ้นจากการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าได้ “ข้าพระองค์จะไปไหนให้พ้นพระวิญญาณของพระองค์ได้? หรือข้าพระองค์จะหนีไปไหนให้พ้นจากพระพักตร์ของพระองค์?” ~สดุดี 139:7 THSV11 ดังนั้นคำว่า “ที่นั่น” ในข้อ 10 จึงหมายถึง“ทุกที่” แม้แต่ 1).ในสถานที่ห่างไกล 2).ในสถานการณ์ที่มืดมน 3).ในที่ซึ่งเรารู้สึกเหมือนอยู่โดยลำพัง 4).ในที่ๆเราไม่อยากไปหรือไม่อยากอยู่ หรือแม้แต่ 5). ในที่ที่เราสิ้นหวังแล้ว แต่กระนั้น พระเจ้าก็ยังสถิตอยู่ด้วยกับเรา ณ “ที่นั่น” สำหรับบางคนในวันนี้ “ที่นั่น” อาจหมายถึง 1).บ้านที่ถูกน้ำท่วมขัง 2).ถนนที่เต็มไปด้วยน้ำเน่า 3).ศูนย์พักพิงชั่วคราว 4).สถานที่ที่ไม่มีแม้แต่ไฟฟ้า น้ำและอาหาร หรือ 5).สถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร? ในสถานการณ์เหล่านี้ เราจะเรียนรู้ว่า พระเจ้าไม่ได้ทรงอยู่กับเราเฉพาะวันที่ทุกอย่างดี แต่พระองค์ทรงอยู่กับเรา แม้แต่ในวันที่ชีวิตไม่ดีและ ไม่เป็นอย่างที่เราคาดคิดด้วยเช่นกัน ​“พระหัตถ์ขวาของพระองค์จะยึดข้าพระองค์ไว้” คำว่า ”ยึด…ไว้”นี้ บางฉบับแปลว่า “จูง” หรือ “ฉวยไว้” ซึ่งให้ภาพของคนๆหนึ่งที่ยึดหรือจับมืออีกคนหนึ่งไว้อย่างมั่นคง แล้วพาเดินผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบาก เช่นในภาวะน้ำท่วมหรือในยามภาวะวิกฤติในชีวิต นั่นคือ เราอาจมองไม่เห็นว่า ~“จะไปทางไหนดี?” หรือ ~”จะไปได้อย่างไร?“ แต่ข่าวดี คือ พระเจ้าทรงเห็นทางที่เรามองไม่เห็น การอธิษฐานจึงไม่ใช่เพียงแค่ “พระเจ้าครับ/ขา ขอให้น้ำลดลงเร็ว ๆ” แต่เป็นการ อธิษฐานว่า “พระเจ้าครับ/ขา… ขอทรงนำข้าพระองค์ ให้รู้ว่าควรจะไปทางไหน ควรจะอพยพเมื่อไร ควรจะขอความช่วยเหลือจากใคร และ ขอพระองค์ทรงประทานสติปัญญาในการตัดสินใจที่ถูกต้อง ให้ด้วย!” ดังนั้น พี่น้องที่รัก พระเจ้าอาจกำลังทรงนำและช่วยเหลือเราผ่านทาง เจ้าหน้าที่กู้ภัย อาสาสมัคร เพื่อนบ้าน องค์กร มูลนิธิฯ คริสตจักร ญาติพี่น้อง หรือ ข้อมูลเตือนภัยจากสื่อต่างๆ หรือจากใครก็ได้ที่พระเจ้าทรงใช้เป็นเครื่องมือมาช่วย นำทางเรา ดังนั้น เมื่อเราเห็น “มือของมนุษย์ที่เข้ามาช่วย” เราสามารถขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับการจัดเตรียมของพระองค์ได้ด้วยความซาบซึ้งใจ เพราะในสภาวะเช่นเราต้องการ มือที่ยื่นเข้ามาจับ ยึดเราไว้จริง ๆ จากนั้นก็จูงเราไป แบบไม่ทอดทิ้งเรา ในทำนองเดียวกัน พระเจ้าอาจประสงค์ที่จะใช้เราให้เป็นมือที่ช่วยเหลือคนกำลังเดือดร้อน(เพราะวิกฤติหรือน้ำท่วมชีวิตอยู่) และยึดมือพวกเขา พาและจูงพวกเขาเดินออกมาสู่ความปลอดภัย ด้วยความรักเช่นกัน … เห็นด้วยไหมครับ? ………………………………… ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 4ตุลาคม2026(ตอนที่ 187ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

  3. 1d ago

    พระธรรมนำชีวิต ตอน สิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่เป็น Ep.1752

    พระธรรมนำชีวิต ตอน สิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่เป็น Ep.1752 ในบทนี้เราได้พบว่า พระเจ้าประกาศว่าราชวงศ์และคนยูดาห์จะต้องพบกับการการพิพากษา เพราะพวกเขาได้ละทิ้งพันธสัญญา หันไปนมัสการและปรนนิบัติพระอื่น เยเรมีย์ 22:10-12 พระเจ้านำให้เราพบกับชีวิตของชัลลูมกษัตริย์แห่งยูดาห์ที่ครองบัลลังก์สั้นมาก ๆ เพียง 3 เดือน ก่อนถูกจับตัวไปยังแผ่นดินอียิปต์ 'อย่าร้องไห้เพื่อผู้ตาย อย่าเสียใจเพราะเขาเลย แต่จงร้องไห้เพื่อผู้ที่จากไป เพราะเขาจะไม่ได้กลับมา เห็นบ้านเกิดเมืองนอนของเขาอีกเลย” ' เยเรมีย์ 22:10 ผู้ตาย กำลังหมายถึง โยสิยาห์ ที่บอกว่าอย่าร้องไห้ให้เขา ไม่ใช่เพราะบอกให้ผู้คนเสียใจ แต่กำลังบอกถึงความเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นกับ ผู้ที่จากไป ซึ่งหมายถึง ชัลลูม หรือเยโหอาหาส เพราะการจากบ้านเกิดไปเป็นเชลยและต้องตายในต่างแดน เป็นเรื่องราวที่น่าเศร้าอย่างมาก เพราะพระเจ้าตรัสอย่างชัดเจนว่า เขาจะไม่ได้กลับมาที่บ้านของเขาอีก 'เพราะพระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละเกี่ยวกับชัลลูม โอรสโยสิยาห์กษัตริย์แห่งยูดาห์ ผู้ซึ่งครองราชย์ต่อจากโยสิยาห์ราชบิดา และได้ไปจากสถานที่นี้แล้วว่า “เจ้าจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีก เจ้าจะสิ้นชีวิตในที่ซึ่งเขาจับเจ้าไปเป็นเชลย และเจ้าจะไม่เห็นแผ่นดินนี้อีกเลย” ' เยเรมีย์ 22:11-12 โยสิยาห์คือกษัตริย์ที่ซ่อมแซมพระวิหาร พบหนังสือม้วน และเป็นคนตั้งระบบการถวายในพาระวิหาร แต่ชัลลูม หรือเยโหอาฮาสนั้นแม้ว่าใน 2 พงศ์กษัตริย์ได้บันทึกเรื่องของเขาไว้เพียงช่วงสั้น ๆ แต่ในข้อความนั้นได้กล่าวว่า เยโฮอาหาสทำสิ่งชั่วในสายพระเนตรของพระเจ้า ทำตามทุกอย่างซึ่งบรรพบุรุษของพระองค์ได้ทรงกระทำ ซึ่งคือ มนัสเสห์ และอาโมน พระเจ้าทรงระบุไว้ตรง ๆ ว่าเขาจะไม่ได้กลับมาบ้าน เขาจะเสียชีวิตที่อียิปต์เลย สำหรับผมเรื่องนี้มีสองมุมมอง คือ โยสิยาห์เป็นกษัตริย์ที่ดี แต่ความดีของพ่อไม่ได้ทำให้ลูกมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าโดยอัตโนมัติ เพราะแต่ละคนต้องตอบสนองต่อพระเจ้าด้วยตัวเอง พ่อดี ไม่ได้บอกว่าลูกจะดี ผมคิดว่าทุกอย่างขึ้นกับวิธีการอบรมเลี้ยงดู ในฐานะพ่อแม่ พี่น้องมีหน้าที่สอนลูกและนำลูกให้รู้จักพระเจ้า แต่พ่อแม่ไม่สามารถเชื่อแทนลูกได้ ลูกแต่ละคนต้องตอบสนองต่อพระเจ้าและเลือกใช้ชีวิตของเขาตามพระประสงค์ของพระเจ้า 'เพราะเขาจะได้ประโยชน์อะไรถ้าได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน ' มาระโก 8:36 พระเยซูทรงเตือนว่า ต่อให้มนุษย์ได้สิ่งที่เขาต้องการทุกอย่าง แต่ถ้าต้องเสียชีวิต สิ่งที่ได้รับนั้นก็ไม่สามารถชดเชยกับสิ่งที่ต้องเสียไป วันนี้ลองถามตัวเองว่า เราใช้ความสำเร็จหรือสิ่งที่มีมาเป็นตัวกำหนดมาตรฐานของชีวิตอยู่หรือเปล่า ขอให้เรามีกำหนดมาตรฐานชีวิตของเราด้วยความชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า ด้วยพระวจนะของพระเจ้า และให้เราใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าเสมอ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

  4. 2d ago

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่186) ฉันจะรอพระเจ้าให้มาช่วย!

    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่186) ฉันจะรอพระเจ้าให้มาช่วย! “แม้ที่นั่น พระหัตถ์ของพระองค์จะจูงข้าพระองค์ และพระหัตถ์ขวาของพระองค์จะฉวยข้าพระองค์ไว้” ~สดุดี 139:10 THSV11 “you would be there to lead me, you would be there to help me.” ~Psalm 139:10 GNT มีคำเตือนสติหนึ่งที่น่ารับฟัง ดังนี้ “บางครั้งคำตอบจากพระเจ้าไม่ได้มาจากท้องฟ้า แต่มาจากมือของคนที่พระองค์ส่งมาช่วยเรา!” (Sometimes God’s answer does not come from the sky, but through the hands of people He sends to help.) มีเรื่องเล่าว่า “ในหมู่บ้านริมน้ำแห่งหนึ่ง เกิดฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันจนระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นอุทกภัยครั้งใหญ่ ที่ชาวบ้านต่างต้องรีบพากันอพยพหนีตาย แต่มีชายผู้หนึ่งมีความเชื่อมั่นในความศรัทธาอย่างแรงกล้า เขาปฏิเสธที่จะอพยพออกไปจากพื้นที่ เมื่อเรือลำแรกแล่นเข้ามาหาและ แจ้งให้รีบออกจากพื้นที่นั้น แต่เขาเลือกนั่งอธิษฐานภาวนาอยู่บนระเบียงบ้านชั้นสอง โดยเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงช่วยเขาให้รอดพ้นจากภัยครั้งนี้ด้วยพระองค์เอง! ไม่นานนัก ระดับน้ำก็สูงขึ้นจนถึงชั้นสอง มีเพื่อนบ้านพายเรือผ่านมาและตะโกนเรียกด้วยความหวังดีว่า "ขึ้นเรือมาเร็ว! น้ำกำลังจะท่วมมิดหลังคาแล้ว" แต่ชายคนนั้นส่ายหน้าแล้วตอบว่า "ไม่เป็นไรหรอก ท่านไปก่อนเถอะ เราเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงส่งความช่วยเหลือมาหาเราโดยตรง" เวลาผ่านไป น้ำท่วมสูงจนเขาต้องปีนขึ้นไปนั่งอยู่บนหลังคาบ้าน ขณะที่เขานั่งสั่นเทาด้วยความหนาวเย็นและหวาดกลัว มีเจ้าหน้าที่กู้ภัยขับเรือยนต์ผ่านมาและโยนห่วงยางพร้อมตะโกนว่า "สวมห่วงยางนี้ไว้แล้วกระโดดลงมา เราจะพาคุณไปที่ปลอดภัย!" แต่ชายคนนั้นก็ยังคงปฏิเสธอีกโดยกล่าวว่า "ท่านไปช่วยคนอื่นเถอะ เราวางใจในพระเจ้า พระองค์จะทรงช่วยเราเอง!" ในที่สุด น้ำก็ท่วมสูงจนถึงยอดหลังคา และชายผู้ศรัทธา ก็เสียชีวิตจากเหตุการณ์นั้น เมื่อเขาได้ไปยืนต่อพระพักตร์พระเจ้า เขาตัดพ้อต่อว่าพระเจ้าและทูลถามด้วยความน้อยใจว่า “พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์รอคอยพระองค์ด้วยความ เชื่อมั่น แล้วทำไมพระองค์จึงไม่ทรงมาช่วยข้าพระองค์ เลย?" พระเจ้าตรัสตอบเขาด้วยความรักเมตตาว่า "เราส่งเรือลำแรกไปเตือนเจ้า จากนั้น เรา ส่งเรือกู้ภัยไปรับเจ้าถึงสองครั้ง เจ้าต่างหากที่เป็นฝ่ายปฏิเสธความช่วยเหลือที่เราจัดเตรียมให้ไว้ผ่านคนเหล่านั้น!“ พี่น้องที่รัก อย่าให้เราอ้าง“ความเชื่อ”อย่างผิดๆ อย่าให้เราคิดว่า การช่วยเหลือจากพระเจ้าต้องมาโดยการอัศจรรย์เท่านั้น เพราะพระเจ้าสามารถช่วยเหลือเราได้ ผ่านมือของคนธรรมดาๆคนใดคนหนึ่ง ดังคำกล่าวที่ว่า “เมื่อพระเจ้าทรงยื่นความช่วยเหลือออกมาผ่านคนอื่น จงอย่าปฏิเสธมือที่พระองค์ทรงส่งมาเพราะคิดว่า การยอมรับความช่วยเหลือ คือการขาดความเชื่อ!” (When God reaches out through others, do not reject the hand He sends because you think accepting help shows a lack of faith.) บางครั้ง พระเจ้าอาจส่งความช่วยเหลือมาถึงเราในรูปแบบที่เราคาดไม่ถึง บ่อยครั้งที่พระเจ้าทรงทำกิจของพระองค์ผ่านความรัก ความเอื้ออาทร และน้ำใจของพี่น้องรอบข้างที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเราในยามวิกฤติ ขอให้เรามีความเชื่ออย่างถูกต้องและ ไม่กำหนดความช่วยเหลือจากพระเจ้าตามรูปแบบ“ความเชื่อ”หรือ “ความคิด”ของตัวเราเอง ขอให้เราไวต่อการทรงนำของพระเจ้า มีสติปัญญาและตัดสินใจอย่างมีวิจารญาณด้วยความถ่อมใจ …จะดีไหมครับ? ………………………………… ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 3ตุลาคม2026(ตอนที่ 186ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

  5. 2d ago

    พระธรรมนำชีวิต ตอน พระคุณไม่ใช่ใบอนุญาต Ep.1751

    พระธรรมนำชีวิต ตอน พระคุณไม่ใช่ใบอนุญาต Ep.1751 หลังจากที่เราได้พักจากพระธรรมเยเรมีย์ไป วันนี้เราจะกลับมาศึกษาพระธรรมเยเรมีย์ด้วยกันอีกครั้ง เยเรมีย์ 22:1–5 พระเจ้าส่งเยเรมีย์เข้าไปยังราชสำนักเพื่อกล่าวกับกษัตริย์ ข้าราชการ และประชาชนว่า แม้พวกเขาจะเป็นคนที่พระเจ้าเลือก แต่สิ่งนั้นไม่ได้ทำให้พวกเขาอยู่เหนือพระวจนะของพระเจ้า พระเจ้าทรงเรียกร้องให้พวกเขาเชื่อฟังถ้อยคำของพระองค์ และกระทำความยุติธรรม คือการปกป้องผู้ถูกกดขี่ข่มเหง และดำเนินชีวิตด้วยความชอบธรรม วันนี้ในข้อ 6–9 พระเจ้าทรงเปิดเผยให้เห็นว่า หากราชสำนักยังคงละทิ้งพระเจ้า พวกเขาจะต้องพบกับการพิพากษาของพระองค์ 'เพราะพระยาห์เวห์ตรัสดังนี้เกี่ยวกับราชสำนักแห่งกษัตริย์ของยูดาห์ว่า “เจ้าเป็นเหมือนกิเลอาดสำหรับเรา เป็นดังยอดภูเขาเลบานอน ถึงกระนั้น เราจะทำเจ้าให้เป็นถิ่นทุรกันดารแน่ เป็นเมืองที่ไม่มีคนอาศัย เราจะเตรียมผู้ทำลายไว้ต่อสู้เจ้า ต่างก็มีอาวุธของตน และพวกเขาจะตัดต้นสนสีดาร์ที่ดีที่สุดของเจ้าลง และโยนเข้าในไฟ ' เยเรมีย์ 22:6-7 พระเจ้าเปรียบว่าพวกเขาเป็นเหมือนกิเลอาด คือพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ งดงาม และยอดเขาเลบานอน คือดินแดนที่มีทรัพยากรที่มีค่า พวกเขามีไม้ซีดาร์ที่มีชื่อเสียงมาก และพระเจ้าตรัสต่อไปว่า ถึงกระนั้น เราจะทำเจ้าให้เป็นถิ่นทุรกันดารแน่ นี่เป็นคำเตือนที่รุนแรงมาก เพราะความยิ่งใหญ่และมั่นคงนั่นก็สามารถพังลงได้ในเวลาของพระเจ้า นี่ทำให้ผมคิดว่า ชีวิตเราเองก็อาจเผลอวางใจในสิ่งที่พระเจ้าประทานให้มากกว่าการวางใจในพระเจ้าผู้ประทานสิ่งเหล่านั้นให้ เราอาจวางใจในทรัพย์สิน ในความสามารถ ในประสบการณ์ ขอให้เราจะไม่ลืมพระเจ้าผู้ทรงประทานทุกสิ่งให้กับเรา ในข้อ 7 คำว่า เตรียม ภาษาเดิมหมายถึง แยกไว้ กำหนดไว้ หรือทำให้เป็นสิ่งที่ถูกกำหนด ซึ่งคำนี้มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ “บริสุทธิ์” หรือ “ศักดิ์สิทธิ์” แต่ในข้อความนี้ไม่ได้หมายความว่า กองทัพศัตรูเป็นคนบริสุทธิ์หรือชอบธรรม แต่หมายถึง พระเจ้าทรงกำหนดกองทัพศัตรูไว้ให้เป็นเครื่องมือแห่งการพิพากษา พระเจ้าทรงสามารถใช้ทุกสิ่งเป็นเครื่องมือในการพิพากษาตามพระประสงค์ของพระองค์ได้ ดังนั้น ไม่มีสิ่งใดที่มนุษย์สร้างขึ้นจะใหญ่กว่าพระหัตถ์ของพระเจ้า สิ่งที่เราคิดว่า มันจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต ก็อาจหายไปได้ หากเป็นอย่างนั้น เราควรกลับมาถามว่า แท้จริงแล้วเราได้วางความไว้วางใจอยู่ที่ไหน '“และประชาชาติเป็นอันมากจะผ่านเมืองนี้ไป และทุกคนจะพูดกับเพื่อนของตนว่า ‘ทำไมพระยาห์เวห์จึงทรงทำเช่นนี้แก่เมืองใหญ่นี้?’ และพวกเขาจะตอบว่า ‘เพราะเขาทั้งหลายได้ละทิ้งพันธสัญญาของพระยาห์เวห์พระเจ้าของเขา ไปนมัสการและปรนนิบัติพระอื่น’ ' เยเรมีย์ 22:8-9 เมื่อผมอ่านข้อความในวรรคนี้ผมคิดถึง สิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสกับโมเสส และซาโลมอน สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงประกาศไว้ล่วงหน้า และเมื่อถึงเวลา พระวจนะของพระเจ้าก็เกิดขึ้นจริง เพราะพระเจ้าทรงซื่อสัตย์ต่อถ้อยคำของพระองค์ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะคนของพระเจ้าได้ละทิ้งพระองค์ และละทิ้งพันธสัญญาหันไปนมัสการและปรนนิบัติพระอื่น สิ่งที่เราได้เห็นในวันนี้คือ พระเจ้าทรงประทานสิทธิพิเศษให้คนของพระองค์ แลัพวกเราทุกคนก็ได้รับสิทธิพิเศษนั้นผ่านความเชื่อที่มีในพระเยซูคริสต์ แต่สิทธิในพระคริสต์นั้นมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่จะใช่ชีวิตให้สมกับพระคุณที่ได้รับด้วย 'เพราะว่าเราทุกคนจำเป็นต้องปรากฏตัวต่อหน้าบัลลังก์ของพระคริสต์ เพื่อแต่ละคนจะได้รับสิ่งที่สมกับการกระทำในกายนี้ ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว ' 2 โครินธ์ 5:10 ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่า เราได้รับความรอดด้วยการกระทำของเรา เพราะความรอดเป็นพระคุณผ่านความเชื่อในพระคริสต์ แต่ชีวิตของพวกเราผู้เชื่อทุกคนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำ เพราะการกระทำของเราเป็นตัวชี้วัดว่า เราเป็นคนของพระเจ้าหรือไม่ ขอให้เรารู้ว่าการพิพากษาของพระเจ้าจะยังเกิดขึ้นในวันที่พระเยซูจะกลับมา แกะจะถูกแยกออกจากแพะ หากเราได้รับพระคุณของพระเจ้าแล้ว เราก็ควรใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับพระคุณนั้น และเราเป็นผู้ที่ถูกชำระให้บริสุทธิ์แล้ว ขอให้เราจะใช้ชีวิตให้สมกับการเป็นธรรมมิ

  6. 3d ago

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่185) พระเจ้าทรงฟังคำอธิษฐานของคุณไหม?

    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่185) พระเจ้าทรงฟังคำอธิษฐานของคุณไหม? “แต่พระเจ้าทรงสดับแน่ทีเดียว พระองค์ใส่พระทัยในเสียงอธิษฐานของข้าพเจ้า” ~สดุดี 66:19 THSV11 “but God has surely listened and has heard my prayer.” ~Psalms 66:19 NIV พระธรรม สดุดี 66:19 นี้ เป็นข้อพระคัมภีร์ที่งดงามยิ่ง เพราะไม่ได้บอกแค่ว่า “พระเจ้าทรงได้ยิน” แต่ยังยืนยันด้วยว่า “พระเจ้าทรงใส่พระทัย” ในเสียงอธิษฐานของเรา เราได้เรียนรู้อะไรดีๆ จากพระธรรมข้อนี้บ้าง? ​“พระเจ้าทรงสดับแน่ทีเดียว” ~พระองค์ทรงรับฟังจริงๆคำว่า “สดับ”นี้ไม่ใช่หมายความเพียงว่า เสียงอธิษฐานของเราดังไปถึงพระกรรณของพระเจ้า แต่สะท้อนถึงการสดับฟังอย่างตั้งพระทัยของพระองค์ ผู้เขียนสดุดีบทนี้ ได้ผ่านประสบการณ์แห่งความทุกข์ การทดสอบ และการร้องทูลต่อพระเจ้า และเขาพูดด้วยความมั่นใจว่า “พระเจ้าทรงสดับแน่ทีเดียว!” คำพยานนี้มีความสำคัญมาก เพราะบางครั้งสิ่งที่ทำให้เราเหนื่อยในการอธิษฐานไม่ใช่การไม่มีคำพูด แต่คือความรู้สึกที่มีคำถามว่า “พระเจ้าทรงได้ยินฉันจริงหรือ?” สดุดีบทนี้ตอบยืนยันว่า พระองค์ได้ยินแน่นอน เพราะว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงสดับคำอธิษฐาน “ข้าแต่พระองค์ ผู้ทรงสดับคำอธิษฐาน มนุษย์ทั้งสิ้นจะมาหาพระองค์” ~สดุดี 65:2 ​“พระองค์ใส่พระทัย” ~พระเจ้าไม่ใช่เพียงแค่ได้ยิน แต่ยังทรงสนใจด้วยนี่นับว่าลึกซึ้งกว่าแค่การที่พระเจ้าทรงทราบข้อมูลทุกอย่างของเรา พระเจ้ายังทรงใส่พระทัยในคำอธิษฐานด้วย พระองค์ไม่ได้มองคำอธิษฐานของเราเป็นเพียงแค่หนึ่งในเสียงมากมายที่ลอยขึ้นไปบนฟ้า แต่พระองค์ทรงรู้จักเราอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น ~ความทุกข์โศกเศร้า ~ ความวิตกกลัว ~ความสำเร็จหรือความล้มเหลว ~ความต้องการ และสิ่งอื่นๆที่อยู่ลึกในหัวใจของเรา เหมือนบิดาผู้รักลูก ที่ฟังเสียงของลูกเสมอ ~แม้ลูกพูดไม่เก่ง ~แม้ลูกอธิบายไม่หมด ~แม้บางครั้งลูกเอาแต่ร้องไห้ แต่กระนั้น บิดาก็ยังคงรับฟัง ด้วยความห่วงใย พระเจ้าก็ทรงเป็นดุจบิดาผู้ทรงเห็นคุณค่าของเราเสมอ ดังนั้นการอธิษฐาน จึงไม่ใช่การพยายามทำให้พระเจ้าหันมาสนใจเรา แต่เป็นการเข้าหาพระองค์ผู้ทรงใส่พระทัยในตัวเราอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามพระคัมภีร์ ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่า “พระเจ้าจะอนุมัติให้ทุกอย่างตามที่เราขอ!” พระองค์อาจตอบว่า ​“ได้” 1).แบบไม่มีเงื่อนไข 2).แบบมีเงื่อนไข ​“ไม่ได้”1).แบบไม่มีข้อยกเว้น 2).แบบมีข้อยกเว้น ​“รอก่อน” 1).แบบไม่นาน 2).แบบไม่มีกำหนดเวลา ​“ให้วางใจ”1).แบบไม่ว่าจะได้หรือไม่ได้ ก็ให้แน่ใจว่าจะเกิดผลดีในบั้นปลาย 2).แบบไม่ว่าพระเจ้าจะตอบเราในรูปแบบใด ก็พร้อมน้อมรับ ก.บางครั้งพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของเรา ด้วยการเปลี่ยนสถานการณ์ให้ ข.บางครั้งพระองค์ทรงตอบ ด้วยการเปลี่ยนแปลงตัวหรือความคิดของเรา ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าคำตอบที่เราได้รับ จะแตกต่างจากสิ่งที่เราขอสักแค่ไหน แต่นั่น ก็ไม่ได้หมายความว่า พระเจ้าไม่ได้ยินคำทูลขอของเรา! พี่น้องที่รัก “คำอธิษฐานที่ยังไม่มีคำตอบ ไม่ใช่คำอธิษฐานที่พระเจ้าไม่สดับรับฟัง!“ (An unanswered prayer is not an unheard prayer.) ดังนั้น ขอให้เรามั่นใจไว้เสมอว่า 1.พระเจ้าทรงสดับคำอธิษฐานของเราเสมอ(แม้ว่าจะไม่มีคำตอบมาในทันที) 2.พระเจ้าทรงใส่พระทัยในเสียงอธิษฐานของเราแน่นอน(ด้วยความรักเมตตา) …คุณเชื่ออย่างนี้ไหมครับ? ………………………………… ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 2ตุลาคม2026(ตอนที่ 185ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

  7. 3d ago

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่184) อธิษฐานอย่างไรให้ไม่ผิดหวัง?

    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่184) อธิษฐานอย่างไรให้ไม่ผิดหวัง? “ถ้าพวกท่านติดสนิทอยู่กับเราและถ้อยคำของเราติดสนิทอยู่กับท่านแล้ว ท่านจะขอสิ่งใดที่ท่านปรารถนาก็จะได้สิ่งนั้น” ~ยอห์น 15:7 THSV11 “If you remain in me and my words remain in you, then you will ask for anything you wish, and you shall have it.” ~John 15:7 GNT มีคำกล่าวไว้น่าคิดว่า “ การอธิษฐานที่แท้จริงไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำว่า ‘พระเจ้า ขอให้พระองค์ทำตามใจข้าพระองค์’ แต่เริ่มต้นด้วย ‘พระเจ้า ขอให้ใจของข้าพระองค์สอดคล้อง กับพระทัยของพระองค์’” (True prayer does not begin with, ‘God, do what I want,’ but with, ‘God, align my heart with Yours.) คำถามว่าเราจะต้องอธิษฐานอย่างไรเพื่อ ไม่ให้เราผิดหวัง และ ได้รับคำตอบจากพระเจ้า? คำตอบก็คือ เราต้องเข้าใจก่อนว่าการอธิษฐานที่แท้จริงและที่ไม่จริงนั้นเป็นอย่างไรก่อน! นั่นคือ ​คำอธิษฐานที่ไม่ถูกต้อง คือคำอธิษฐานที่เอาตัวเรา หรือมนุษย์เป็นศูนย์กลาง แต่​คำอธิษฐานที่ถูกต้อง คือคำอธิษฐานที่เอาพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง ให้เรามาดูความแตกต่างของคำอธิษฐานทั้ง2ประเภท ดังนี้ ​คำอธิษฐานที่ไม่ถูกต้อง ~ที่ทำให้ความคาดหวังคลาดเคลื่อนและผิดหวัง คือ 1).เราอธิษฐานเพียงเพื่อให้พระเจ้าทำตามใจเรา 2).เราอธิษฐานเพื่อขอให้ได้มากที่สุดจากพระเจ้าเพราะพระเจ้าใจดี 3).เราอธิษฐานโดยเน้นว่าต้องพูดให้ดีพูดให้ถูกต้อง มิฉะนั้นพระเจ้าไม่ฟัง 4).เราอธิษฐานด้วยความเชื่อที่ว่าเราจะได้ทุกอย่างตามที่เราเชื่อ 5).เราอธิษฐานเพื่อเปลี่ยนใจของพระเจ้าให้ทำในเรื่องที่เราต้องการได้ 6).เราอธิษฐานเฉพาะเมื่อเวลาเรามีปัญหาเท่านั้นเพราะไม่อยากรบกวนพระเจ้า 7).เราอธิษฐานเพราะเป็นหน้าที่ที่เราต้องทำ มิฉะนั้นเกรงว่าพระเจ้าจะไม่พอใจเรา 8).เราอธิษฐานด้วยสูตรสำเร็จ ที่ใช้สูตรนี้เมื่อใด เราจะได้รับคำตอบในทันทีเมื่อนั้น จึงไม่แปลกว่า ทำไมบ่อยครั้งที่เราผิดหวังหรือไม่ได้รับตามที่คาดหวังหรือตามที่เราขอ! ​คำอธิษฐานที่ถูกต้อง ~ที่ทำให้เข้าใจถูกต้อง และมักได้คำตอบของคำอธิษฐาน 1).เราอธิษฐานเพื่อสื่อสารให้พระเจ้าทราบความปรารถนาในหัวใจของเรา 2).เราอธิษฐานเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้น 3).เราอธิษฐานเพื่อให้พระเจ้าตอบตามพระปัญญาและพระประสงค์ของพระองค์ 4).เราอธิษฐานเพื่อแสวงหาน้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระเจ้า 5).เราอธิษฐานด้วยใจที่พร้อมรับคำตอบทุกแบบจากพระองค์ 6).เราอธิษฐานเพราะเป็นธรรมชาติตามวิถีฝ่ายจิตวิญญาณของเรา 7).เราอธิษฐานโดยถือว่านี่เป็นสิทธิพิเศษในชีวิตของเราจากพระเจ้า 8).เราอธิษฐานไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนพระเจ้าแต่เปลี่ยนเราให้สอดคล้องกับพระทัยพระเจ้า พี่น้องที่รัก ถ้าเราเข้าใจเรื่องการอธิษฐานอย่างถูกต้อง และตั้งใจทำตามนั้นด้วยความเชื่อและการเชื่อฟัง สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ​เราจะติดสนิทอยู่กับพระเยซูคริสต์ และ​เราจะให้ถ้อยคำของพระคริสต์ติดสนิทอยู่กับเราและเมื่อใดที่เราทูล ขอสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เราปรารถนา เราก็จะได้สิ่งนั้น เพราะอะไรหรือ? ก็เพราะว่าสิ่งที่เราทูลขอกับสิ่งที่พระเจ้าตั้งใจให้กับเรา เป็นสิ่งเดียวกันเสมอ! เราจึงจะไม่ผิดหวังในบั้นปลาย แม้ว่าบางครั้งเราอาจรู้สึกผิดหวังบางเรื่องในตอนต้น เพราะความจำกัดในความเข้าใจของตัวเราเอง ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงควรที่จะดำเนินชีวิตและอธิษฐานอย่างถูกต้อง ตามวิถีและตามพระประสงค์ของพระเจ้าอยู่เสมอ ด้วยความไว้วางใจในพระองค์ แล้วเราไม่ผิดหวังในเวลาที่เราอธิษฐานต่อพระองค์อีกต่อไป! …อาเมนไหมครับ? ………………………………… ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 1ตุลาคม2026(ตอนที่ 184ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

  8. 3d ago

    พระธรรมนำชีวิต ตอน หยุดกังวล Ep.1750

    พระธรรมนำชีวิต ตอน หยุดกังวล Ep.1750 ความกังวลมักเกิดขึ้นเมื่อเราต้องเผชิญกับสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้และเราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่สำหรับพวกเราผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์พระองค์ไม่ได้บอกว่าเราจะไม่มีเหตุผลให้กลัว แต่พระองค์กำลังสอนว่า อย่าปล่อยให้ความกังวลเข้ามาครอบครองหัวใจของเรา จนเราลืมว่า พระเจ้าพระบิดาทรงดูแลเราอยู่ '“เพราะเหตุนี้ เราบอกท่านทั้งหลายว่า อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตนว่าจะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม และอย่ากระวนกระวายถึงร่างกายของตนว่าจะเอาอะไรนุ่งห่ม ชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหารไม่ใช่หรือ? และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่มไม่ใช่หรือ? ' มัทธิว 6:25 พระเยซูไม่ได้บอกว่าอาหาร น้ำดื่ม เสื้อผ้า หรือสิ่งจำเป็นในชีวิตไม่สำคัญ แต่พระองค์กำลังเตือนว่า สิ่งเหล่านี้ต้องไม่กลายมาเป็นสิ่งที่ครอบครองหัวใจของเรา เพราะชีวิตของเรามีค่ามากกว่าสิ่งที่เรากำลังพยายามรักษาเอาไว้ มันยากแน่นอนครับที่จะไม่กังวลในช่วงเวลาแบบนี้ แต่พระเยซูไม่ได้เตือนว่า อย่ากังวลเพียงอย่างเดียว พระองค์ทรงสอนให้เรามองกลับไปที่พระเจ้าพระบิดา 'จงดูนกทั้งหลายบนฟ้า พวกมันไม่ได้หว่าน ไม่ได้เกี่ยว ไม่ได้รวบรวมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของพวกท่าน ผู้สถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงพวกมันไว้ ท่านไม่ประเสริฐกว่าพวกมันหรือ? มีใครในพวกท่านที่โดยความกระวนกระวาย สามารถต่ออายุของตนให้ยืนนานขึ้นอีกนิดหนึ่งได้ ' มัทธิว 6:26-27 ทุกครั้งที่เราเต้องเจอกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และกำลังมีความกังวลใจพระเยซูบอกว่า จงดูนก พระเจ้าพระบิดาทรงเลี้ยงแม้แต่นกตัวเล้ก ๆ ถ้าพระเจ้าทรงดูแลนก แล้วเราละครับการทรงสร้างที่พระเจ้าทรงให้คุณค่าพระองค์จะไม่ดูแลเราเหรอครับ ความกังวลก็ไม่สามารถเพิ่มอำนาจในการควบคุมอนาคตให้เราได้ เราอาจคิดถึงมันทั้งคืน แต่เราก็ไม่สามารถเปลี่ยนพรุ่งนี้ได้ ดังนั้น ให้เรานำทุกสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ มาวางไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า พระเยซูยังบอกอีกว่า 'ท่านกระวนกระวายถึงเครื่องนุ่งห่มทำไม? จงพิจารณาดูว่าดอกไม้ในทุ่งนานั้นเติบโตขึ้นอย่างไร มันไม่ทำงาน มันไม่ปั่นด้าย แต่เราบอกพวกท่านว่า แม้แต่กษัตริย์ซาโลมอนเมื่อทรงบริบูรณ์ด้วยศักดิ์ศรี ก็ไม่ได้แต่งพระองค์งามเท่าดอกไม้เหล่านี้สักดอกหนึ่ง และถ้าพระเจ้าทรงตกแต่งหญ้าที่ทุ่งนาอย่างนั้น ซึ่งเป็นอยู่วันนี้และรุ่งขึ้นต้องทิ้งในเตาไฟ โอ พวกมีความเชื่อน้อย พระองค์จะไม่ทรงตกแต่งท่านมากยิ่งกว่านั้นหรือ? ' มัทธิว 6:28-30 คำว่า “จงพิจารณา” ไม่ได้หมายความเพียงให้เราไปชมดอกไม้ที่สวยงาม แต่ให้เรากลับมามองสิ่งที่พระเจ้าสร้าง แล้วเรียนรู้บางอย่างเกี่ยวกับพระองค์ ถ้าพระเจ้าทรงดูแลการทรงสร้างที่อยู่เพียงชั่วคราว พระเจ้าพระบิดาก็จะทรงดูแลเรายิ่งกว่านั้น ความกังวลนั้นกำลังเปิดเผยให้เห็นว่า ในเวลาที่เราไม่สามารถควบคุมอะไรได้ เรากำลังวางใจในใคร วันนี้เราอาจยังกลัวได้ เราอาจยังร้องไห้ได้ เราอาจยังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร แต่เราสามารถเลือกที่จะนำความกลัวและความกังวลทุกอย่างนั้นมาวางไว้ที่พระเจ้าได้ 'เหตุฉะนั้นอย่ากระวนกระวายและกล่าวว่าจะเอาอะไรกิน? หรือจะเอาอะไรดื่ม? หรือจะเอาอะไรนุ่งห่ม? เพราะว่าบรรดาคนต่างชาติแสวงหาสิ่งทั้งปวงนี้ แต่ว่าพระบิดาของพวกท่านผู้สถิตในสวรรค์ทรงทราบแล้วว่าท่านต้องการสิ่งทั้งปวงนี้ ' มัทธิว 6:31-32 พระบิดาทรงทราบแล้ว ก่อนที่เราจะพูด พระองค์ทรงรู้ ก่อนที่เราจะขอ พระองค์ทรงรู้ ดังนั้น เราไม่จำเป็นต้องแบกอนาคตของไว้เราเอง ขอให้เราทูลขอพระเจ้า ไม่ใช่เพียงขอให้สถานการณ์เปลี่ยน แต่ขอให้พระองค์เพิ่มความเชื่อของเรา เพื่อเราจะสามารถไว้วางใจในพระองค์ และยอมรับการดูแลของพระองค์ตามรูปแบบและในเวลาของพระองค์ พระเยซูทรงตรัสสั่งเราอย่างชัดเจนว่า 'แต่พวกท่านจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงนี้ให้ ' มัทธิว 6:33 เราอาจไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น แต่สิ่งที่เรารู้และเชื่อได้แน่นอนคือ พระเจ้าพระบิดาทรงทราบแล้วว่าเราต้องการอะไร และพระองค์จะทรงดูแลเรา เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับอนาคต แต่ขอให้เราเชื่อว่า พระเจ้าผู้ทรงสถิตอยู่ในเราทรงฤท

Ratings & Reviews

About

Podcasts สำหรับ Christian และผู้สนใจ ที่รวบรวม รายการหลายรูปแบบเข้าไว้ด้วยกัน โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ดังนี้ 1 เฝ้าเดี่ยวประจำวัน :- พระธรรมนำชีวิต กับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ สด.. แต่เช้า กับ อ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ ที่อัพเดท ทุกวัน 5:00 น. 2 รายการ Be Still.. รายการที่ อ.ไลฟ์ วาระมีชูธนาจะชวนคุณมาอธิฐานกับพระเจ้าก่อนที่คุณจะเข้านอน 3 รายการชวิตคริสเตียน :- อาจารย์ครับ…ครือว่า.. กับ บอย โกสิยพงษ์ ที่จะคอยโทรศัพท์ถามอาจารย์ต่างๆ ในคำถามที่ เกี่ยวกับชีวิตคริสเตียน, ข้อพระคำภีร์ที่เข้าใจยาก, ความสำพันธ์กับพระเจ้า และคำถามที่ไม่กล้าถามคนอื่น อัพเดททุกวันจันทร์ 7:00 น. เราเชื่อว่าพระเจ้ากำลังนำรายการ podcasts อีกมากมายตามมาในระยะอันใกล้นี้ โปรดกดติดตาม กดกระดิ่งเตือนเมื่อมีตอนใหม่ และช่วยแชร์ให้กับคนที่คุณรักด้วยนะครับ