สโมสรผู้ฟัง

ยุ้ย มนภรณ์, อิม จิรัฏฐ์ อามาตยฯ,Rti

สโมสรผู้ฟัง

  1. 2d ago

    สโมสรผู้ฟัง ประจำวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2569

    สโมสรผู้ฟังสัปดาห์นี้เริ่มกันที่ประเด็นเกี่ยวกับกรุงไทเปคว้าอันดับ 1 เมืองที่มีระบบขนส่งสาธารณะดีที่สุดในโลก คะแนนพึงพอใจสูงถึง 95% เพราะล่าสุดนิตยสารไลฟ์สไตล์ชื่อดังของอังกฤษ Time Out ประกาศผลสำรวจระบบขนส่งสาธารณะของเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 โดยกรุงไทเปคว้าอันดับ 1 ของโลก ด้วยคะแนนความพึงพอใจจากผู้อยู่อาศัยสูงถึง 95% ขณะที่สิงคโปร์และฮ่องกงตามมาเป็นอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ ด้านบริษัทรถไฟฟ้าไทเปแสดงความภาคภูมิใจที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จดังกล่าว การสำรวจประจำปีของ Time Out ครั้งนี้รวบรวมความคิดเห็นจากผู้อยู่อาศัยในเมืองต่าง ๆ ทั่วโลกมากกว่า 24,000 คน ให้ประเมินระบบขนส่งสาธารณะในท้องถิ่น ตั้งแต่รถโดยสารประจำทางไปจนถึงรถไฟและรถไฟฟ้า ด้วยคะแนนตั้งแต่ 1–5 โดยจัดอันดับจากสัดส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่ให้คะแนนว่าระบบขนส่งอยู่ในระดับดีหรือดีมาก ทั้งนี้ แต่ละประเทศจะมีเพียงเมืองที่ได้คะแนนสูงสุดหนึ่งเมืองติดอันดับ เพื่อให้รายชื่อสะท้อนความหลากหลายของเมืองทั่วโลก ผลสำรวจระบุว่า จุดเด่นของรถไฟฟ้าไทเปอยู่ที่ความสะอาดของสถานี การจัดระเบียบพื้นที่รอขึ้นรถด้วยเส้นกำหนดแนวเข้าแถวบนชานชาลา และความตรงต่อเวลาของขบวนรถ ซึ่งช่วยสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้โดยสารจนได้รับคะแนนสูงสุด 95% โดยในปีที่ผ่านมา รถไฟฟ้าไทเปมีผู้ใช้บริการมากกว่า 767 ล้านคน-ครั้ง หรือเฉลี่ยประมาณ 2.1 ล้านคน-ครั้งต่อวัน โดยผู้โดยสารสามารถใช้บัตร EasyCard เชื่อมต่อการเดินทางระหว่างรถไฟฟ้า รถโดยสารประจำทาง และจักรยานสาธารณะ YouBike ได้อย่างสะดวก ขณะที่เครือข่ายขนส่งมวลชนของเมืองยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สำหรับอันดับ 2 ได้แก่ สิงคโปร์ ซึ่งระบบรถไฟฟ้า MRT ได้รับคะแนนความพึงพอใจ 93.5% และได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนานในฐานะมาตรฐานของระบบขนส่งมวลชนในเมือง ส่วนอันดับ 3 คือฮ่องกง ด้วยคะแนน 92.8% โดยรถไฟฟ้า MTR ถือเป็นส่วนสำคัญของชีวิตประจำวันของประชาชน ส่วนอันดับ 4–10 ได้แก่ เอดินบะระ โซล ซูริก เวียนนา ทาลลินน์ เฮลซิงกิ และเมเดยิน ขณะที่เมืองอื่นๆ ในเอเชียที่ติด 20 อันดับแรก ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ อันดับ 11 โอซาก้า อันดับ 13 และจาการ์ตา อันดับ 15 นอกจากความพึงพอใจของผู้โดยสารแล้ว รถไฟฟ้าไทเปยังมีจุดเด่นด้านความน่าเชื่อถือในการให้บริการ โดยมีอัตราความตรงต่อเวลาของรถไฟฟ้าทุกสายมากกว่า 99% และเคยได้รับการจัดอันดับให้มีความน่าเชื่อถือในการดำเนินงานเป็นอันดับ 1 ของโลกจากสหภาพรถไฟฟ้าใต้ดินนานาชาติ (CoMET) ถึง 6 ครั้ง ขณะที่ปี 2023 ระบบมีระยะทางการเดินรถเฉลี่ยระหว่างเหตุขัดข้อง (MKBF) สูงถึง 19.116 ล้านคัน-กิโลเมตร ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เปิดให้บริการ ด้านจำนวนผู้โดยสาร รถไฟฟ้าไทเปยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยวันที่ 20 ธันวาคม 2024 มีผู้โดยสาร 2.605 ล้านคน-ครั้ง ทำสถิติสูงสุดหลังการระบาดของโควิด-19 และปัจจุบันมีผู้โดยสารเฉลี่ยต่อวันมากกว่า 2 ล้านคน-ครั้ง ขณะที่จำนวนผู้โดยสารสะสมรวมอยู่ที่ 13,800 ล้านคน-ครั้ง นอกจากนี้ ยังเป็นหนึ่งในตัวเลือกการเดินทางหลักของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไต้หวัน เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางของนักท่องเที่ยว กรุงไทเปได้เพิ่มระบบประกาศชื่อสถานีเป็นภาษาญี่ปุ่นและภาษาเกาหลี พร้อมติดตั้งป้ายบอกทางในสถานีรถไฟฟ้าทั้ง 117 สถานี ครอบคลุมทุกสาย นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นและเกาหลีจึงสามารถฟังประกาศชื่อสถานีด้วยภาษาของตนเองก่อนถึงจุดหมาย และอ่านคำแปลชื่อสถานีบนชานชาลาได้สะดวกยิ่งขึ้น นโยบายดังกล่าวได้รับคะแนนความพึงพอใจจากประชาชนต่อการบริหารงานของกรุงไทเปสูงถึง 91.8% อีกทั้งยังได้รับความสนใจจากยูทูบเบอร์ชื่อดังชาวเกาหลีที่นำระบบประกาศและป้ายหลายภาษาของรถไฟฟ้าไทเปไปเผยแพร่ในช่องของตน ขณะเดียวกัน บริษัทรถไฟฟ้าไทเปยังพัฒนาระบบจัดการข้อมูลปริมาณผู้โดยสาร Metro TIMES ขึ้นเอง โดยนำเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) บิ๊กดาต้า อัลกอริทึม และอินเทอร์เฟซกราฟิกมาประยุกต์ใช้ร่วมกับข้อมูลจากระบบสัญญาณ ระบบเดินรถ และระบบจำหน่ายตั๋ว เพื่อช่วยให้ศูนย์ควบคุมสามารถวางแผนและจัดตารางเดินรถได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ระบบดังกล่าวยังได้รับรางวัลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารระดับเอเชียแปซิฟิก ทั้งนี้บริษัทรถไฟฟ้าไทเประบุว่า จะยังคงยึดหลักความปล

  2. Oct 24

    สโมสรผู้ฟัง ประจำวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2569

    สโมสรผู้ฟังสัปดาห์นี้มาเริ่มกันที่ความเป็นมาของวันกอบกู้ไต้หวัน หรือที่ภาษาจีนเรียกว่า กวงฟู่เจี๋ย (光復節)วันหยุดนักขัตฤกษ์ที่กลับเข้ามาอยู่ในปฏิทินอีกครั้งในรอบ 24 ปี วันกอบกู้ไต้หวันเคยถูกบรรจุให้เป็นหนึ่งในวันหยุดนักขัตฤกษ์ ก่อนถูกยกเลิกในปี ค.ศ. 2001 และกลับมาอีกครั้งในปี ค.ศ. 2025 หลังมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยวันกอบกู้ไต้หวันมีที่มาจากเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายช่วงเวลา เริ่มต้นเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1945 ไต้หวันสิ้นสุดการปกครองโดยญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีพิธีรับมอบเอกราชอย่างเป็นทางการที่หอประชุมไทเป หรือจงซานถัง (中山堂) หลังญี่ปุ่นปกครองไต้หวันมาเป็นเวลา 50 ปี นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1895 จากนั้นในปี ค.ศ. 1946 เป็นต้นมา ก็ได้มีการกำหนดให้วันที่ 25 ตุลาคมของทุกปีเป็น “วันกอบกู้ไต้หวัน” และเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ ก่อนจะยกเลิกไปในปี ค.ศ. 2001 เนื่องจากในปี ค.ศ. 2001 รัฐบาลไต้หวันได้มีการปรับระบบวันหยุดเพื่อรองรับการทำงานสัปดาห์ละ 5 วัน จึงต้องยกเลิกวันหยุดนักขัตฤกษ์บางวัน เพื่อในภาพรวมจำนวนวันหยุดตลอดทั้งปีเกิดความสมดุล ทั้งนี้แม้วันกอบกู้ไต้หวันจะไม่ได้มีสถานะเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์แล้ว แต่วันดังกล่าวก็ยังคงมีความหมายในเชิงประวัติศาสตร์ เพราะวันที่ 25 ตุลาคม ของปีถัดมาๆ ไต้หวันมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองเกิดขึ้น ประกอบด้วย ชัยชนะในยุทธการกู่หนิงโถวระหว่างวันที่ 25–27 ตุลาคม ค.ศ. 1949 บนเกาะจินเหมิน ในช่วงสงครามกลางเมืองของจีนแผ่นดินใหญ่ หลังจากกองกำลังคอมมิวนิสต์จีนยกพลขึ้นบก แต่ท้ายที่สุดกองกำลังสาธารณรัฐจีนสามารถต้านทานการโจมตีไว้ได้ หรือจะเป็นวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1971 เมื่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติผ่านมติที่ 2758 รับรองผู้แทนของสาธารณรัฐประชาชนจีนให้เป็นผู้แทนจีนเดียวในองค์การสหประชาชาติ และให้ผู้แทนของไต้หวันในตอนนั้นพ้นจากสถานะ ดังนั้นการฟื้นฟูวันกอบกู้ไต้หวันจึงไม่เพียงทำให้วันที่ 25 ตุลาคมของปีกลับมาอยู่บนปฏิทินวันหยุดนักขัตฤกษ์ แต่ยังนำประเด็นเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของชาติ อธิปไตยเหนือไต้หวัน และการตีความประวัติศาสตร์กลับมาในสังคมอีกครั้ง ประเด็นต่อมาเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาเรือนจำและทัณฑสถานทั่วไต้หวันกำลังเผชิญวิกฤตผู้ต้องขังล้นความจุ โดยข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์ไต้หวัน ณ สิ้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา (2026) พบว่ามีผู้ต้องขังรวม 65,585 คน ขณะที่ความจุตามกฎหมายรองรับได้เพียง 62,384 คน ส่งผลให้มีผู้ต้องขังเกินความจุถึง 3,201 คน ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้เรือนจำไต้หวันเผชิญวิกฤตผู้ต้องขังล้นความจุมาจากการเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามคดีฉ้อโกงและคดีเสพแล้วขับขี่ ทำให้ตำรวจและอัยการยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการที่เดิมเรือนจำหลายแห่งมีปัญหาความแออัดสะสมอยู่แล้ว แหล่งข่าวเปิดเผยว่า เรือนจำบางแห่งมีผู้ต้องขังเกินความจุเกือบ 60% ทำให้ห้องขังที่ออกแบบมาสำหรับ 5 คนต้องรองรับผู้ต้องขังถึง 8 คน เมื่อพื้นที่นอนไม่เพียงพอ ผู้ต้องขังชายบางรายจำเป็นต้องนอนบริเวณหน้าห้องน้ำ ส่วนเรือนจำหญิงก็เผชิญปัญหาเช่นเดียวกัน แม้จะมีแผนขยายพื้นที่และย้ายสถานที่ในบางแห่ง แต่จำนวนผู้ต้องขังหญิงที่เพิ่มขึ้นจากคดีฉ้อโกงทำให้พื้นที่ไม่เพียงพอ ผู้ต้องขังหญิงบางส่วนจึงต้องปูที่นอนนอนบนพื้นภายในโรงงานฝึกอาชีพของเรือนจำ สำหรับเรือนจำหรือทัณฑสถาน 10 แห่งที่มีอัตราผู้ต้องขังเกินความจุสูงที่สุด โดยมีอัตราเกินความจุตั้งแต่ 27.9% ถึง 59.4% ได้แก่ ทัณฑสถานไทเปมีผู้ต้องขัง 3,390 คน ทั้งที่รองรับได้ 2,134 คน คิดเป็นอัตราเกินความจุ 58.9% ขณะที่เรือนจำเถาหยวนมีผู้ต้องขัง 2,024 คน จากความจุ 1,275 คน หรือเกินความจุ 58.7% ซึ่งถ้าคิดเป็นอัตราเฉลี่ยต่อประชากรแล้วจะพบว่า ไต้หวันมีผู้ถูกคุมขังเกือบ 300 คนต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศที่มีบริบทใกล้เคียงกัน เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ โดยส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับแนวทางนโยบายของภาครัฐ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ระบุว่า เรือนจำไม่สามารถปฏิเสธการรับตัวผู้ต้องหาที่ศาลมีคำสั่งฝากขังได้ แม้จำนวนผู้ต้องขังจะเกินความจุแล้วก็ตาม สถานการณ์ดังกล่า

  3. Oct 17

    สโมสรผู้ฟัง ประจำวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2569

    รายการสโมสรผู้ฟังสัปดาห์นี้เริ่มกันที่ประเด็นเกี่ยวกับความปลอดภัยอาหาร เพราะไต้หวันตรวจพบยาฆ่าแมลงตกค้างบนใบโหระพาในตลาดสดไม่ผ่านเกณฑ์กว่า 80% มูลนิธิผู้บริโภคไต้หวัน เปิดเผยว่า ผลการสุ่มตรวจสารตกค้างในผัก 3 ชนิด ได้แก่ กระเทียม ต้นหอม และโหระพา รวม 30 ตัวอย่าง พบว่าโหระพามีอัตราไม่ผ่านเกณฑ์สูงกว่า 80% ขณะที่ต้นหอมพบไม่ผ่านเกณฑ์ 2 ตัวอย่าง ส่วนกระเทียมผ่านเกณฑ์ทั้งหมด โดยตรวจพบสารคลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) ซึ่งเป็นสารกำจัดแมลงต้องห้ามในโหระพาจากตลาดหย่งชุน กรุงไทเป ในปริมาณ 0.01 ppm โดยสารชนิดนี้อยู่ในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาท และเป็นสารที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในทารกและหญิงตั้งครรภ์ นอกจากนี้ ยังพบการปนเปื้อนของสารกำจัดศัตรูพืชหลายชนิดในผักบางตัวอย่าง โดยต้นหอมจากไถหนานตรวจพบสารตกค้างรวม 13 ชนิด รวมถึงเอธิออน (Ethion) ซึ่งเป็นสารที่ห้ามใช้ ขณะที่โหระพาจากตลาดหวงสือในนครนิวไทเป พบสารกำจัดศัตรูพืช 13 ชนิดเช่นกัน รวมถึงอาตราซีน (Atrazine) ซึ่งเป็นสารต้องห้ามใช้เช่นกัน มูลนิธิผู้บริโภคแนะนำว่า การล้างโหระพาควรเริ่มจากเด็ดใบแก่ ใบที่มีโรค และใบที่ซ้อนแน่นออก จากนั้นแช่ในน้ำสะอาดประมาณ 15 นาที ก่อนล้างผ่านน้ำไหลเบา ๆ พร้อมถูบริเวณหน้าใบ หลังใบ และร่องเส้นใบอย่างอ่อนโยนประมาณ 3–5 นาที เพื่อลดสิ่งตกค้างที่อาจติดอยู่บนใบ ทั้งนี้ การล้างไม่สามารถรับประกันว่าจะกำจัดสารตกค้างได้ทั้งหมด สำหรับการเก็บรักษา โหระพาเป็นพืชเขตร้อนที่ไวต่อความเย็น การเก็บในตู้เย็นที่มีอุณหภูมิต่ำอาจทำให้ใบดำและเกิดความเสียหายได้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เก็บที่อุณหภูมิประมาณ 12–15 องศาเซลเซียส และเช็ดใบให้แห้งก่อนจัดเก็บ หากมีปริมาณมาก อาจนำไปทำซอสโหระพาแล้วแบ่งแช่แข็ง เพื่อช่วยรักษากลิ่นหอมและยืดอายุการเก็บรักษา ประเด็นต่อมาเป็นผลสำรวจเกี่ยวกับแรงงานหญิงไต้หวันที่พบว่ามีอัตราเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่พอเป็นกลุ่มแรงงานหญิงหลังอายุ 40 ปีกลับเริ่มชะลอตัว เพราะมีอุปสรรคสำคัญเป็นภาระการเลี้ยงดูบุตรกับการดูแลผู้สูงอายุ อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของผู้หญิงไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี ค.ศ. 2025 อยู่ที่ 52.1% อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตามช่วงอายุพบว่า การเพิ่มขึ้นเริ่มชะลอตัวในกลุ่มผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป ขณะที่ช่องว่างระหว่างแรงงานหญิงและชายขยายตัวสูงสุดถึง 27.2 จุดเปอร์เซ็นต์ในกลุ่มอายุ 55–59 ปี ทั้งนี้ข้อมูลจากสำนักงานสถิติและบัญชีกลางไต้หวันระบุว่า ในปี ค.ศ. 2025 ไต้หวันมีผู้ชายที่มีงานทำประมาณ 6.366 ล้านคน เพิ่มขึ้น 610,000 คนจากเมื่อ 20 ปีก่อน ส่วนผู้หญิงที่มีงานทำอยู่ที่ 5.26 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1.07 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนให้เห็นว่าจำนวนผู้หญิงที่เข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้นมากกว่าผู้ชายอย่างชัดเจน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างปี 2015 กับปี 2025 พบว่า ผู้หญิงอายุ 35–39 ปีมีอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานเพิ่มจาก 75.12% เป็น 88.21% หรือเพิ่มขึ้น 13.09 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่กลุ่มอายุ 40–44 ปีเพิ่มจาก 75.62% เป็น 81.90% และกลุ่มอายุ 45–49 ปีเพิ่มจาก 70.36% เป็น 75.95% แสดงให้เห็นว่าการเติบโตของแรงงานหญิงในกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไปช้ากว่ากลุ่มวัยที่อายุน้อยกว่า ขณะเดียวกัน โครงสร้างแรงงานของไต้หวันกำลังเปลี่ยนแปลงจากปัญหาอัตราการเกิดต่ำและสังคมสูงวัย ในปี 2025 ผู้ชายที่มีงานทำอายุ 30–44 ปีคิดเป็น 36.7% ของแรงงานชาย ลดลง 3.5 จุดเปอร์เซ็นต์จาก 10 ปีก่อน ส่วนผู้หญิงวัยเดียวกันคิดเป็น 39.6% ลดลง 4.1 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้มีงานทำในช่วงที่ผ่านมาเกิดขึ้นจากกลุ่มอายุ 45–64 ปีและผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปเป็นหลัก นักวิชาการชี้ว่า ภาระครอบครัวเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ยาก โดยข้อมูลสำรวจในอดีตพบว่า ผู้หญิงที่ลาออกจากงานเนื่องจากการตั้งครรภ์หรือมีบุตรมีอัตรากลับเข้าทำงานเพียง 55.57% และใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 5 ปี 5 เดือนก่อนกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง โดยผู้หญิงที่ออกจากงานในช่วงอายุประมาณ 35 ปีจึงอาจกลับมาหางานอีกครั้งเมื่ออายุราว 40 ปี ซึ่งต้องเผชิญทั้งการปรับตัวด้านอาชีพและภาระเลี้ยงดูบุตร เมื่อเข้าสู่วัยประมาณ 45 ปี ภาระดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นจากการต้องดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวควบคู่กัน จนกลายเป็นภาระดูแ

  4. Oct 10

    สโมสรผู้ฟัง ประจำวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2569

    สโมสรผู้ฟังสัปดาห์นี้เริ่มกันที่ประเด็นเกี่ยวกับวันชาติสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ปีที่ 115 (ค.ศ. 2026) กับผลสำรวจ 10 กิจกรรมยอดนิยมที่คนไต้หวันไม่พลาดในวันชาติ 10 ตุลาคม เพราะสำหรับชาวไต้หวันวันที่ 10 ตุลาคมไม่ได้เป็นเพียงวันหยุดราชการ แต่ยังเปรียบเสมือนงานฉลองวันเกิดของคนทั้งประเทศ โดยจะเริ่มตั้งแต่พิธีเชิญธงชาติในช่วงเช้า พิธีเฉลิมฉลองหน้าทำเนียบประธานาธิบดี ไปจนถึงการแสดงและพลุดอกไม้ไฟในช่วงค่ำ กิจกรรมเหล่านี้ช่วยสร้างบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองให้คนไต้หวันทั้งในประเทศและต่างประเทศ เรามาดูกันดีกว่าว่ามีกิจกรรมอะไรบ้างที่ชาวไต้หวันนิยมทำให้ได้เพื่อสัมผัสบรรยากาศวันชาติอย่างเต็มที่ อันดับ 1 เพลิดเพลินกับโปรโมชั่นวันชาติ ร้านค้าทั่วไต้หวัน ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร โรงแรม และที่พัก ต่างจัดโปรโมชั่นพิเศษต้อนรับวันชาติ นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์และสถานที่ท่องเที่ยวของรัฐบางแห่งยังเปิดให้เข้าชมฟรีอีกด้วย อันดับ 2 ชมการแสดงฉลองวันชาติช่วงค่ำ การแสดงมีตั้งแต่นักร้องชื่อดัง วงดนตรีจีนดั้งเดิม ไปจนถึงศิลปินและวงดนตรีที่ได้รับความนิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ โดยปีนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ที่เขตปั่นเฉียว นครนิวไทเป อันดับ 3 ชมพลุดอกไม้ไฟวันชาติ พลุดอกไม้ไฟเป็นไฮไลต์ที่ประชาชนรอคอยทุกปี โดยปีนี้จัดขึ้นบริเวณแม่น้ำเป่ยหนาน เมืองไถตง เวลา 20.20 น. นาน 30 นาที ขณะที่ไทเป 101 ก็มีการแสดงพลุดอกไม้ไฟในเวลา 22.00 น. อันดับ 4 ฟังสุนทรพจน์วันชาติของประธานาธิบดี สุนทรพจน์ประจำปีครอบคลุมประเด็นสำคัญ ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน การต่างประเทศ เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อสะท้อนทิศทางการบริหารประเทศในอนาคต อันดับ 5 ร่วมพิธีเชิญธงชาติและร้องเพลงชาติ พิธีเชิญธงชาติในช่วงเช้าตรู่จัดขึ้นตามหน่วยงานรัฐบาลและโรงเรียนต่าง ๆ โดยผู้เข้าร่วมจะร่วมร้องเพลงชาติและเพลงธงชาติ สร้างบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจในวันสำคัญของประเทศ อันดับ 6 ชมพิธีฉลองวันชาติหน้าทำเนียบประธานาธิบดี ประชาชนสามารถติดตามการถ่ายทอดสดหรือสมัครเข้าร่วมพิธี ณ สถานที่จริง ซึ่งต้องลงทะเบียนและผ่านการจับฉลาก โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวนจำกัดประมาณ 500 คนต่อปี ตามเงื่อนไขที่กำหนด อันดับ 7 แต่งตัว เช็กอิน และประดับธงชาติ ชาวไต้หวันบางส่วนเลือกสวมเสื้อผ้าสีแดง น้ำเงิน และขาว ประดับธงชาติหน้าบ้าน หรือเดินทางไปยังสถานที่ตกแต่งด้วยธงชาติเพื่อถ่ายรูปและแชร์ลงโซเชียลมีเดีย อันดับ 8 เข้าร่วมกิจกรรมกีฬาและการกุศล กิจกรรมวิ่งมาราธอน เดินเพื่อสุขภาพ และกิจกรรมระดมทุนเพื่อการกุศล เป็นอีกทางเลือกที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ทำกิจกรรมร่วมกันในช่วงวันหยุด อันดับ 9 สะสมของที่ระลึกวันชาติรุ่นลิมิเต็ด ของที่ระลึกปีนี้มีตั้งแต่กระติกน้ำเก็บอุณหภูมิ โคมไฟรูปโลโก้วันชาติ ขนมข้าวพองจากข้าวไต้หวัน กระเป๋าผ้า หมวก เข็มกลัด สติกเกอร์ และธงชาติขนาดเล็ก รวมถึงผลิตภัณฑ์รุ่นพิเศษจากแบรนด์ต่าง ๆ อันดับ 10 ชาวไต้หวันโพ้นทะเลร่วมฉลองวันชาติ สำนักงานตัวแทนไต้หวันและองค์กรชุมชนในต่างประเทศจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง ขณะที่ชาวไต้หวันโพ้นทะเลบางส่วนเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อร่วมพิธีวันชาติ โดยกิจกรรมทั้ง 10 รูปแบบนี้สะท้อนให้เห็นว่า วันชาติไต้หวันไม่ได้เป็นเพียงวันหยุดพักผ่อน แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนได้ร่วมเฉลิมฉลอง แสดงความสมัครสมานสามัคคี สำนึกรักผืนแผ่นดิน สร้างความทรงจำและภาคภูมิใจในฐานะประชาชนไต้หวัน ประเด็นต่อมาเป็นการคาดการณ์ประชากรล่าสุดจากสภาพัฒนาแห่งชาติไต้หวัน (NDC) โดยชี้ว่า ในอีก 50 ปีข้างหน้า ไต้หวันจะเผชิญ 3 การเปลี่ยนแปลงสำคัญ ได้แก่ ประชากรลดลง ประชากรวัยทำงานหดตัวอย่างรวดเร็ว และสังคมสูงวัยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องทบทวนทั้งกลุ่มลูกค้าและการบริหารกำลังคนในอนาคต 1. ประชากรลดลงปีละกว่า 100,000 คน ในปี 2026 ไต้หวันคาดว่าจะมีเด็กเกิดใหม่ประมาณ 94,000 คน แต่มีผู้เสียชีวิตราว 199,000 คน ทำให้ประชากรลดลงตามธรรมชาติประมาณ 105,000 คนต่อปี และภายในปี 2075 ตัวเลขดังกล่าวอาจเพิ่มเป็น 278,000 คนต่อปี 2. ประชากรรวมลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง ประชากรไต้หวันคาดว่าจะลดจาก 23.19 ล้านคนในปี 2026 เหลือเพียง 12.15 ล้านคนในปี 2075 หรือลดลงประมาณ 48% ขณะเดียวกัน สัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีข

  5. Oct 3

    สโมสรผู้ฟัง ประจำวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2569

    สโมสรผู้ฟังสัปดาห์นี้เริ่มกันที่เรื่องราวของแบรนด์ซีอิ้ว “โต้วโหยวป๋อ” (豆油伯) จากเมืองผิงตงของไต้หวัน ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Golden Fork จากเวทีประกวดอาหารและเครื่องดื่มระดับนานาชาติ Great Taste Awards ของสหราชอาณาจักร โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการเสนอชื่อในปีนี้คือ “ซีอิ๊วสาหร่ายคอมบุ” ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 2 ที่แบรนด์ดังกล่าวได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง Golden Fork หลังจากเคยได้รับการเสนอชื่อมาแล้วในปี 2023 และยังเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันที่มีผลิตภัณฑ์จากไต้หวันได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนี้ Great Taste Awards ใช้การทดสอบชิมแบบ Blind Tasting โดยปีนี้มีผลิตภัณฑ์เข้าร่วมกว่า 15,000 รายการ จาก 116 ประเทศ แต่มีเพียงประมาณ 2% ที่ได้รับรางวัลระดับ 3 ดาว ซึ่งเป็นระดับสูงสุด และเป็นเกณฑ์สำคัญในการเข้าสู่รอบ Golden Fork แม้สุดท้ายแล้วแบรนด์ซีอิ้วโต้วโหยวป๋อจะไม่ได้รับรางวัล Golden Fork ในปีนี้ แต่กรรมการระบุว่า การได้รับการเสนอชื่อถือเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงคุณภาพและความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์ ขณะที่รางวัลชนะเลิศ Golden Fork ในระดับภูมิภาคหมวดหมู่ "ประเทศอื่น นอกเหนือจากสหราชอาณาจักรและยุโรปสาขา” ตกเป็นของซอสแกงฮังเลจากร้านอาหารไทย “ฝรั่ง” ในกรุงลอนดอน สำนักงานอาหารและยาไต้หวันระบุว่า การเลือกซื้อซีอิ๊วจึงสามารถพิจารณาจากรสชาติ กลิ่น ลักษณะการใช้งาน และงบประมาณ เพื่อให้เหมาะกับความต้องการของผู้บริโภค โดยซีอิ๊วในไต้หวันสามารถแบ่งตามกระบวนการผลิตได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1. ซีอิ๊วหมัก ผลิตจากถั่วเหลืองหรือวัตถุดิบโปรตีนจากพืช ผ่านการทำหัวเชื้อและหมักเป็นเวลานาน มีกลิ่นหอม รสชาติซับซ้อนและกลมกล่อม แต่ใช้เวลาผลิตมากจึงมีราคาสูงกว่า 2. ซีอิ๊วเคมีแบบไฮโดรไลซ์ ใช้กรดหรือเอนไซม์ย่อยสลายโปรตีนโดยไม่ผ่านการหมัก จึงผลิตได้รวดเร็วและราคาถูกกว่า แต่กลิ่นและรสชาติจะด้อยกว่าซีอิ๊วหมัก 3. ซีอิ๊วเคมีแบบเร่งรัด ใช้การย่อยสลายโปรตีนด้วยกรดหรือเอนไซม์ แล้วนำไปหมักเพิ่มเติม มีรสเค็มค่อนข้างจัด และเมื่อเขย่าจะเกิดฟองขนาดใหญ่ที่สลายตัวเร็ว 4. ซีอิ๊วผสม เป็นการนำซีอิ๊ว 2 ประเภทมาผสมกัน โดยมักเติมซีอิ๊วหมักแท้เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและรสชาติ ประเด็นต่อมาสำนักงานสถิติและบัญชีกลางไต้หวันรายงานว่า ค่าตอบแทนแรงงานเฉลี่ยของลูกจ้างในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการในปี พ.ศ. 2568 อยู่ที่ 883,000 เหรียญไต้หวันต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้น 32,000 เหรียญไต้หวัน หรือ 3.8% จากปีก่อน โดยโครงสร้างค่าตอบแทนประกอบด้วย - เงินเดือนและค่าจ้างเฉลี่ย: 761,000 เหรียญไต้หวัน /ปีค่าจ้างประจำ: 575,000 เหรียญไต้หวัน - ค่าตอบแทนที่ไม่ใช่ค่าจ้างประจำ เช่น โบนัสและค่าล่วงเวลา: 186,000 เหรียญไต้หวัน - ค่าตอบแทนที่ไม่ใช่เงินเดือน เช่น เงินสมทบประกัน เงินสำรองเกษียณ และสวัสดิการ: 122,000 เหรียญไต้หวัน - ค่าจ้างประจำยังเป็นสัดส่วนหลักของค่าตอบแทนทั้งหมดที่ 65.1% ขณะที่ค่าตอบแทนที่ไม่ใช่ค่าจ้างประจำอยู่ที่ 21.1% และค่าตอบแทนที่ไม่ใช่เงินเดือน 13.9% ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น คือความต้องการเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่ขยายตัว ส่งผลให้รายได้ของธุรกิจในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น และบริษัทต่างๆ จ่ายโบนัสสิ้นปีและโบนัสตามผลงานมากขึ้น ทำให้สัดส่วนค่าตอบแทนที่ไม่ใช่ค่าจ้างประจำเพิ่มขึ้นจนแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเมื่อแยกตามภาคธุรกิจจะพบว่า ภาคอุตสาหกรรม 938,703 เหรียญไต้หวัน /ปี (+5.2%), ภาคบริการ 845,232 เหรียญไต้หวัน/ปี (+2.8%), ภาคการผลิต 970,109 เหรียญไต้หวัน/ปี (+5.5%), การเงินและประกันภัย 1,522,592 เหรียญไต้หวัน/ปี (+2.3%), สื่อ/ไอทีและการสื่อสาร 1,189,166 เหรียญไต้หวัน/ปี (+3.2%), การแพทย์ สาธารณสุข และสังคมสงเคราะห์ 976,041 เหรียญไต้หวัน/ปี (+2.5%), อสังหาริมทรัพย์ 775,010 เหรียญไต้หวัน/ปี (-1.4%) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ค่าตอบแทนลดลง ทั้งนี้ในปี 2568 ค่าตอบแทนแรงงานในไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ขณะที่โบนัสและค่าตอบแทนตามผลงานมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเกิดใหม่

  6. Sep 26

    สโมสรผู้ฟัง ประจำวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2569

    สโมสรผู้ฟังสัปดาห์นี้เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลไหว้พระจันทร์ คุณทราบหรือไม่ว่า วันเพ็ญเดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติจีน นอกจากจะเป็นวันไหว้พระจันทร์ที่ชาวจีนให้ความสำคัญแล้ว ยังถือเป็นวันคล้ายวันเกิดของ “ผู้เฒ่าจันทรา” (月下老人) และ “เทพีจันทรา” (太陰星君) ซึ่งเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับเรื่องความรักและความสัมพันธ์ของผู้คน ผู้เฒ่าจันทราเป็นเทพที่ได้รับการยกย่องให้ดูแลเรื่องดวงชะตาความรักและคู่ครอง ขณะที่เทพีจันทรามีความเชื่อว่าสามารถช่วยให้ผู้คนพบเจอคู่ครองที่ดี รวมถึงช่วยขจัด “ดวงดอกท้อเน่า” หรือความสัมพันธ์ที่ไม่ดีและความรักที่เข้ามาสร้างปัญหา ดังนั้นผู้ที่กำลังประสบปัญหาเรื่องความรักจึงนิยมเลือกช่วงเวลาที่เป็นฤกษ์ดีในวันไหว้พระจันทร์เพื่อกราบไหว้ขอพร สำหรับผู้ที่ต้องการขอพรเรื่องความรัก ไม่ว่าจะเป็นการขอให้พบเนื้อคู่ ขจัดความรักซ้อน เพิ่มความหวานให้กับความสัมพันธ์ หรือขอให้มีผู้ใหญ่คอยสนับสนุน สามารถเลือกกราบไหว้ในช่วงเวลาฤกษ์ดี 3 ช่วง ได้แก่ ยามจื่อ เวลา 23.10–00.50 น. ยามอู่ เวลา 11.10–12.00 น. และยามโหย่ว เวลา 17.10–18.00 น. ทั้งนี้ยังมีคำแนะนำในการขอพรความรักสำหรับคน 4 กลุ่ม แระกอบด้วย 1.คนโสด หากยังไม่มีคนคุย สามารถระบุลักษณะหรือสเปกของคนที่ต้องการพบได้ ส่วนผู้ที่มีคนที่ชอบอยู่แล้ว สามารถบอกลักษณะรูปร่าง หน้าตา นิสัย และอาชีพของอีกฝ่าย รวมถึงวันเกิดหากทราบ หากมีคนคุยหลายคนและยังตัดสินใจไม่ได้ ก็สามารถขอเสี่ยงทายเซ้งปวยให้ผู้เฒ่าจันทราช่วยชี้นำได้ แต่ควรถามทีละเรื่อง 2. ผู้ที่ต้องการแต่งงาน สามารถแจ้งชื่อจริงและวันเดือนปีเกิดตามปฏิทินจันทรคติของทั้งสองฝ่าย เพื่อขอให้ผู้เฒ่าจันทราช่วยผูกด้ายแดงและนำพาให้ทั้งคู่ได้ครองคู่กัน หากสมหวังและได้แต่งงาน สามารถนำขนมแต่งงาน หรือ “สี่เปี้ย” (喜餅) กลับมาไหว้เพื่อแก้บนที่ศาลเจ้าได้ 3. ผู้ที่ประสบปัญหาความรักหรือมี “ดวงดอกท้อเน่า” หากความสัมพันธ์มักมีอุปสรรค ความรักไม่มั่นคง หรือมีบุคคลอื่นเข้ามาแทรก สามารถอธิษฐานขอให้เทพคุ้มครองและช่วยขจัดความสัมพันธ์ที่ไม่ดี พร้อมทั้งหมั่นสวดมนต์ ทำบุญ และทำทานเป็นประจำ เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลตามความเชื่อ 4. ผู้ที่ต้องการเพิ่มความหวานให้ความสัมพันธ์ สามารถแจ้งชื่อและวันเดือนปีเกิดของทั้งสองฝ่าย พร้อมขอพรให้ผู้เฒ่าจันทราประทานสติปัญญาและความคิดในเชิงบวกให้แก่กัน อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขอพรเพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากการเข้าอกเข้าใจ เปิดใจยอมรับกัน สื่อสารกันอย่างสม่ำเสมอ และแสดงความใส่ใจต่อกันในชีวิตประจำวันด้วย สำหรับเครื่องไหว้สักการะ สามารถเตรียม ดอกไม้ ผลไม้สด พุทราแดง ลำไยแห้ง เก๋ากี้ ขนมเปี๊ยะหรือขนมไหว้พระจันทร์ ผลไม้แช่อิ่ม โมจิไส้ถั่วลิสง ส้มโอ โดนัท ทาร์ตไข่ ทิรามิสุ น้ำหอม และผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เป็นต้น โดยหัวใจสำคัญของการกราบไหว้คือความตั้งใจและความจริงใจของผู้ขอพร นอกจากเรื่องการขอพรเกี่ยวกับความรักในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว เรายังมีเรื่องราวเกี่ยวขนมไหว้พระจันทร์มาบอกเล่าด้วย เพราะขนมไหว้พระจันทร์ถือเป็นอาหารสำคัญในเทศกาลไหว้พระจันทร์ ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติจีน โดยรูปทรงกลมของขนมเปรียบเสมือนดวงจันทร์เต็มดวง สื่อถึง ความสมบูรณ์ ความกลมเกลียว และการได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาของครอบครัว นอกจากนี้ ขนมไหว้พระจันทร์ยังมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และความเชื่อ ทั้งตำนานการใช้ขนมเป็นสื่อส่งสารเพื่อการกอบกู้อิสรภาพ รวมถึงการใช้เป็นเครื่องเซ่นไหว้เพื่อแสดงความขอบคุณต่อธรรมชาติและเทพแห่งดวงจันทร์ ปัจจุบันการมอบขนมไหว้พระจันทร์ให้แก่ครอบครัว ญาติผู้ใหญ่ เพื่อน หรือผู้ร่วมงาน จึงเป็นสัญลักษณ์ของ ความปรารถนาดี ความเคารพ และคำอวยพรให้ชีวิตมีความสุขและสมบูรณ์ ซึ่งเมื่อพูดถึงขนมไหว้พระจันทร์ในไต้หวัน หลายคนอาจนึกถึงขนมทรงกลมแบบดั้งเดิมที่มีไส้ต่างๆ เช่น ไส้เมล็ดบัว ถั่วแดง หรือไข่แดงเค็ม แต่ในความเป็นจริงตลาดขนมช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ของไต้หวันมีความหลากหลายมากขึ้น และมีขนมหลายประเภทที่ได้รับความนิยม ดังนั้นสำหรับผู้ที่อยากรับประทานขนมไหว้พระจันทร์แต่กังวลเรื่องน้ำหนักและส

  7. Sep 19

    สโมสรผู้ฟัง ประจำวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2569

    สโมสรผู้ฟังสัปดาห์นี้เริ่มกันที่ประเด็นเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า เพราะล่าสุดไต้หวันเดินหน้าเข้มงวดการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า หลังสภาบริหารไต้หวันผ่านร่างแก้ไขกฎหมายควบคุมอันตรายจากยาสูบบางมาตรา โดยผู้ผลิต นำเข้า จำหน่าย จัดหา หรือจัดแสดงบุหรี่ไฟฟ้า อาจต้องรับโทษทางอาญา จำคุกสูงสุด 7 ปี และปรับสูงสุด 5 ล้านเหรียญไต้หวัน ขณะที่ผู้ครอบครองหรือใช้งานอาจถูกปรับสูงสุด 100,000 เหรียญไต้หวัน ปัจจุบันไต้หวันห้ามใช้บุหรี่ไฟฟ้าโดยเด็ดขาด แต่ที่ผ่านมา การครอบครองยังไม่มีบทลงโทษโดยตรง ทำให้การตรวจจับเป็นไปได้ยาก ส่วนบุหรี่ HTP หรือบุหรี่แบบให้ความร้อน ต้องผ่านการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพก่อนจึงจะได้รับอนุญาตให้จำหน่าย หลัวซู่อิง (羅素英) ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมภัยจากยาสูบ สำนักงานสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา ทางการได้จัดตั้งจุดรับคืนบุหรี่ไฟฟ้า 431 แห่ง ตามกองสาธารณสุขและศูนย์บริการสุขภาพทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนนำบุหรี่ไฟฟ้ามาคืนโดยสมัครใจ โดยไม่ต้องลงชื่อหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และจะไม่ถูกปรับจากการนำมาคืนตามมาตรการดังกล่าว จุดรับคืนจะเปิดให้บริการต่อไปจนถึงช่วงผ่อนผัน 1 เดือนหลังจากกฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้ ทางการจึงเรียกร้องให้ผู้ที่มีบุหรี่ไฟฟ้าในครอบครองนำมาคืน เพื่อเข้าสู่กระบวนการเก็บรวบรวมและกำจัดอย่างปลอดภัย สำนักงานสุขภาพแห่งชาติระบุว่า บุหรี่ไฟฟ้าอาจปล่อยสารอันตราย เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์ อะเซทัลดีไฮด์ อนุภาคขนาดเล็กมาก และโลหะหนัก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อ DNA เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคบางชนิด และเป็นอันตรายต่อพัฒนาการทางสมองของวัยรุ่น รวมถึงเกี่ยวข้องกับปัญหาด้านการเรียนรู้และภาวะปอดบาดเจ็บรุนแรง นอกจากนี้งานวิจัยยังพบว่า วัยรุ่นที่เคยใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มทดลองสูบบุหรี่ธรรมดามากขึ้น ขณะที่การใช้บุหรี่ไฟฟ้าควบคู่กับบุหรี่ธรรมดาอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพและทำให้เลิกบุหรี่ได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตาม การเปิดจุดรับคืนวันแรกยังได้รับการตอบรับไม่มากนัก คุณ W ซึ่งเคยใช้บุหรี่ไฟฟ้า เปิดเผยว่า แม้เลิกใช้แล้วและต้องการนำบุหรี่ไฟฟ้าที่เหลืออยู่ไปทิ้ง แต่ในพื้นที่พักอาศัยไม่มีจุดรับคืน และจุดอื่นเดินทางไม่สะดวก จึงเสนอให้ขยายจุดรับคืนไปยังร้านสะดวกซื้อ ขณะที่คุณไล่ฯ ผู้ที่มีเพื่อนใช้บุหรี่ไฟฟ้า มองว่าการตั้งถังรับคืนบริเวณเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยดูแล อาจทำให้ประชาชนรู้สึกอึดอัดและไม่กล้าเข้าไปใช้บริการ โดยจุดรับคืนที่ศูนย์บริการสุขภาพเขตจงเจิ้ง กรุงไทเป จนถึงเวลา 12.00 น. ของวันแรก ยังไม่มีประชาชนนำบุหรี่มาทิ้งแม้แต่รายเดียว หลัวซู่อิงชี้แจงว่า ทางการเคยพิจารณาแนวทางดังกล่าว แต่เห็นว่ากองสาธารณสุขและศูนย์บริการสุขภาพสามารถให้คำแนะนำด้านสุขภาพและการเลิกบุหรี่ได้เหมาะสมกว่า พร้อมระบุว่าจะทบทวนและปรับปรุงช่องทางรับคืนตามสถานการณ์จริง ทั้งนี้ถังรับคืนได้รับการออกแบบภายใต้หลักการ “ใส่ได้ เอาออกไม่ได้ รวบรวมอย่างปลอดภัย และทิ้งได้โดยไม่ต้องระบุชื่อ” โดยเน้นอำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจให้ประชาชน ไม่ได้มีไว้เพื่อตรวจนับจำนวนของกลางในแต่ละวัน ซึ่งหลังดำเนินมาตรการครบ 1 เดือน ทางการจะรวบรวมข้อมูลจากแต่ละพื้นที่ เพื่อนำมาประเมินผลและพิจารณาปรับปรุงการดำเนินงานต่อไป โดยขอความร่วมมือประชาชนนำบุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งานมาคืนโดยเร็ว ก่อนกฎหมายฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ประเด็นต่อมาเป็นการจัดสรรภาษีส่วนกลางปี ค.ศ. 2027 โดยกระทรวงการคลังไต้หวันเปิดเผยยอดจัดสรรเงินภาษีส่วนกลางให้รัฐบาลท้องถิ่น ประจำปีงบประมาณ ค.ศ. 2027 รวม 933,614 ล้านเหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 84,877 ล้านเหรียญไต้หวัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เงินดังกล่าวเป็นรายได้ของรัฐบาลท้องถิ่น ไม่ใช่เงินแจกประชาชนโดยตรง แต่จะนำไปใช้พัฒนาการศึกษา ระบบขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน สาธารณสุข สวัสดิการ และบริการสาธารณะ โดยกระทรวงการคลังแนะนำให้ท้องถิ่นนำเงินไปชำระหนี้ก่อน หรือวางแผนใช้จ่ายอย่างรอบคอบ ทั้ง 22 นครและเมืองได้รับเงินเพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดย 6 นครใหญ่ ได้แก่ ไทเป นิวไทเป เกาสง ไทจง เถาหยวน และไถหนาน ได้รับเงินรวมกัน 529,402 ล้านเหรียญไต้หวัน

  8. Sep 12

    สโมสรผู้ฟัง ประจำวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2569

    สโมสรผู้ฟังสัปดาห์นี้เริ่มกันที่ประเด็นอายุขัยเฉลี่ยคนไต้หวัน โดยข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงมหาดไทยไต้หวันระบุว่า ในปี ค.ศ. 2025 อายุขัยเฉลี่ยของประชากรไต้หวันอยู่ที่ 81.27 ปี เพิ่มขึ้น 0.50 ปีจากปี ค.ศ. 2024 และกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับปี 2019 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี ค.ศ. 2025 ไต้หวันมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 199,639 ราย ลดลงจากปีก่อน 1,674 ราย และถือเป็นการลดลงของจำนวนผู้เสียชีวิตต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง เมื่อจำแนกตามช่วงอายุ พบว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 75–89 ปี จำนวน 76,654 ราย รองลงมาคืออายุ 60–74 ปี จำนวน 58,336 ราย และอายุ 90 ปีขึ้นไป จำนวน 32,266 ราย ส่วนกลุ่มอายุ 45–59 ปี มี 23,858 ราย ขณะที่กลุ่มอายุ 30–44 ปี มี 6,022 ราย อายุ 15–29 ปี มี 1,678 ราย และเด็กอายุ 0–14 ปี มี 825 ราย หากแบ่งตามเพศจะพบว่าเป็นผู้หญิง 84,846 ราย หรือ 42.50% และผู้ชาย 114,793 ราย หรือ 57.50% เมื่อเทียบกับปี 2024 จำนวนผู้เสียชีวิตหญิงลดลง 377 ราย หรือลดลง 0.44% ขณะที่ผู้เสียชีวิตชายลดลง 1,297 ราย หรือลดลง 1.12% ส่วนอายุขัยเฉลี่ยเมื่อแยกตามเพศพบว่า ของผู้หญิงอยู่ที่ 84.75 ปี เพิ่มขึ้น 0.45 ปี ส่วนผู้ชายอยู่ที่ 77.93 ปี เพิ่มขึ้น 0.51 ปี โดยทั้งสองเพศมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากปี ค.ศ. 2024 เมื่อพิจารณาตามเพศและพื้นที่ กรุงไทเปยังคงครองอันดับหนึ่ง โดยผู้หญิงมีอายุขัยเฉลี่ยสูงถึง 86.74 ปี และผู้ชาย 81.10 ปี รองลงมาคือเมืองซินจู๋ ซึ่งผู้หญิงมีอายุขัยเฉลี่ย 85.20 ปี และผู้ชาย 79.10 ปี ส่วนไถตงมีค่าต่ำที่สุดทั้งในกลุ่มผู้หญิงและผู้ชาย โดยอยู่ที่ 81.54 ปี และ 72.30 ปีตามลำดับ นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยอายุขัยของประชากรโลกที่องค์การสหประชาชาติประกาศ พบว่าอายุขัยเฉลี่ยของชาวไต้หวันสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างชัดเจน โดยผู้หญิงไต้หวันมีอายุขัยสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกประมาณ 8.6 ปี และผู้ชายสูงกว่าประมาณ 7.0 ปี ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า อายุขัยของประชากรไต้หวันกำลังฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนการระบาดของโควิด-19 ขณะเดียวกันความแตกต่างด้านอายุขัยระหว่างพื้นที่ก็ยังเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างกรุงไทเปกับไถตง ซึ่งห่างกันถึง 7.49 ปี ประเด็นต่อมาเป็นเรื่องราวของการทำงานพาร์ทไทม์ของนักศึกษาไต้หวัน เพราะจากผลสำรวจของเว็บไซต์หางาน yes123 พบว่า นักศึกษาไต้หวันที่วางแผนทำงานพาร์ทไทม์ตั้งแต่ 2 งานขึ้นไปมีมากถึง 63.7% ขณะที่ 36.3% ต้องการทำเพียงงานเดียว ซึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักศึกษาต้องทำงานระหว่างเปิดเทอม อันดับหนึ่งคือ หาเงินค่าเทอม 65.3% รองลงมาคือหารายได้สำหรับค่าครองชีพ 64.1% และช่วยครอบครัวที่มีหนี้สินหรือภาระผ่อนชำระ 56.7% ส่วนอีก 45.1% ต้องการเก็บเงิน และ 39.3% ต้องการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว นอกจากนี้ นักศึกษาบางส่วนทำงานเพื่อสะสมประสบการณ์การทำงานจริง 33.6% หาเงินสำหรับช้อปปิ้งหรือท่องเที่ยว 19.1% ทำตามคำขอของพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ 17.9% ใช้เวลาว่างแก้เหงา 16.7% และสร้างคอนเนกชัน 12.3% การเลือกงานพาร์ทไทม์นักศึกษาจะให้ความสำคัญกับ ระดับเงินเดือนมากที่สุด 66.4% ตามด้วยระยะทางจากบ้านหรือมหาวิทยาลัย 61.4% เวรหรือกะทำงาน 52.3% ระยะเวลาการทำงาน 51% และระดับความกดดันของงาน 42.2% ส่วนปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ ความน่าสนใจของเนื้องาน ความปลอดภัยของสถานที่ทำงาน ประโยชน์ต่ออาชีพในอนาคต การมีอาหารให้ และโอกาสได้รับเข้าทำงาน ด้านเวลา นักศึกษาวางแผนทำงานพาร์ทไทม์เฉลี่ยสูงสุด 67.9 ชั่วโมงต่อเดือน หรือประมาณวันละ 2 ชั่วโมงนอกเหนือจากเวลาเรียนและอ่านหนังสือ ขณะที่ 12% ตั้งเป้าทำงานมากกว่า 100 ชั่วโมงต่อเดือน โดยนักศึกษาคาดว่าจะมีรายได้จากงานพาร์ทไทม์เฉลี่ย 25,261 ดอลลาร์ไต้หวันต่อเดือน และ 6.9% ตั้งเป้ารายได้สูงถึง 50,000 ดอลลาร์ไต้หวันต่อเดือนขึ้นไป อย่างไรก็ตาม การทำงานควบคู่กับการเรียนก็ส่งผลต่อชีวิตนักศึกษาอย่างเห็นได้ชัด โดย 35.1% ยอมรับว่าเคยโดดเรียนเพื่อไปทำงานพาร์ทไทม์หรือสอนพิเศษ ขณะที่ 47% ระบุว่าการทำงานส่งผลให้ผลการเรียนแย่ลง สำหรับ อาชีพพาร์ทไทม์เงินดีในฝัน ที่นักศึกษาสนใจมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สตรีมเมอร์ไลฟ์สด 45.3% นายแบบ/นางแบบถ่ายแบบนอกสถานที่ 44.2% พริตตี้หรือ MC งานอีเวนต์ 43% งานฟรีแลนซ์หรือรับเหมา เช่น แปลภาษาและออกแบบ 41.7% และอาสาสมัครทดลองยาในมนุษย์ 40.3% แต่เมื่อดูจาก อาชีพที่นักศึกษาวางแผนจะทำจริง กลับเป็นงานที่พบได้ท

About

สโมสรผู้ฟัง