สโมสรผู้ฟัง

ยุ้ย มนภรณ์, อิม จิรัฏฐ์ อามาตยฯ,Rti

สโมสรผู้ฟัง

  1. 6d ago

    สโมสรผู้ฟัง ประจำวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2569

    สโมสรผู้ฟังสัปดาห์นี้เริ่มกันที่ประเด็นอายุขัยเฉลี่ยคนไต้หวัน โดยข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงมหาดไทยไต้หวันระบุว่า ในปี ค.ศ. 2025 อายุขัยเฉลี่ยของประชากรไต้หวันอยู่ที่ 81.27 ปี เพิ่มขึ้น 0.50 ปีจากปี ค.ศ. 2024 และกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับปี 2019 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี ค.ศ. 2025 ไต้หวันมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 199,639 ราย ลดลงจากปีก่อน 1,674 ราย และถือเป็นการลดลงของจำนวนผู้เสียชีวิตต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง เมื่อจำแนกตามช่วงอายุ พบว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 75–89 ปี จำนวน 76,654 ราย รองลงมาคืออายุ 60–74 ปี จำนวน 58,336 ราย และอายุ 90 ปีขึ้นไป จำนวน 32,266 ราย ส่วนกลุ่มอายุ 45–59 ปี มี 23,858 ราย ขณะที่กลุ่มอายุ 30–44 ปี มี 6,022 ราย อายุ 15–29 ปี มี 1,678 ราย และเด็กอายุ 0–14 ปี มี 825 ราย หากแบ่งตามเพศจะพบว่าเป็นผู้หญิง 84,846 ราย หรือ 42.50% และผู้ชาย 114,793 ราย หรือ 57.50% เมื่อเทียบกับปี 2024 จำนวนผู้เสียชีวิตหญิงลดลง 377 ราย หรือลดลง 0.44% ขณะที่ผู้เสียชีวิตชายลดลง 1,297 ราย หรือลดลง 1.12% ส่วนอายุขัยเฉลี่ยเมื่อแยกตามเพศพบว่า ของผู้หญิงอยู่ที่ 84.75 ปี เพิ่มขึ้น 0.45 ปี ส่วนผู้ชายอยู่ที่ 77.93 ปี เพิ่มขึ้น 0.51 ปี โดยทั้งสองเพศมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากปี ค.ศ. 2024 เมื่อพิจารณาตามเพศและพื้นที่ กรุงไทเปยังคงครองอันดับหนึ่ง โดยผู้หญิงมีอายุขัยเฉลี่ยสูงถึง 86.74 ปี และผู้ชาย 81.10 ปี รองลงมาคือเมืองซินจู๋ ซึ่งผู้หญิงมีอายุขัยเฉลี่ย 85.20 ปี และผู้ชาย 79.10 ปี ส่วนไถตงมีค่าต่ำที่สุดทั้งในกลุ่มผู้หญิงและผู้ชาย โดยอยู่ที่ 81.54 ปี และ 72.30 ปีตามลำดับ นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยอายุขัยของประชากรโลกที่องค์การสหประชาชาติประกาศ พบว่าอายุขัยเฉลี่ยของชาวไต้หวันสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างชัดเจน โดยผู้หญิงไต้หวันมีอายุขัยสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกประมาณ 8.6 ปี และผู้ชายสูงกว่าประมาณ 7.0 ปี ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า อายุขัยของประชากรไต้หวันกำลังฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนการระบาดของโควิด-19 ขณะเดียวกันความแตกต่างด้านอายุขัยระหว่างพื้นที่ก็ยังเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างกรุงไทเปกับไถตง ซึ่งห่างกันถึง 7.49 ปี ประเด็นต่อมาเป็นเรื่องราวของการทำงานพาร์ทไทม์ของนักศึกษาไต้หวัน เพราะจากผลสำรวจของเว็บไซต์หางาน yes123 พบว่า นักศึกษาไต้หวันที่วางแผนทำงานพาร์ทไทม์ตั้งแต่ 2 งานขึ้นไปมีมากถึง 63.7% ขณะที่ 36.3% ต้องการทำเพียงงานเดียว ซึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักศึกษาต้องทำงานระหว่างเปิดเทอม อันดับหนึ่งคือ หาเงินค่าเทอม 65.3% รองลงมาคือหารายได้สำหรับค่าครองชีพ 64.1% และช่วยครอบครัวที่มีหนี้สินหรือภาระผ่อนชำระ 56.7% ส่วนอีก 45.1% ต้องการเก็บเงิน และ 39.3% ต้องการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว นอกจากนี้ นักศึกษาบางส่วนทำงานเพื่อสะสมประสบการณ์การทำงานจริง 33.6% หาเงินสำหรับช้อปปิ้งหรือท่องเที่ยว 19.1% ทำตามคำขอของพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ 17.9% ใช้เวลาว่างแก้เหงา 16.7% และสร้างคอนเนกชัน 12.3% การเลือกงานพาร์ทไทม์นักศึกษาจะให้ความสำคัญกับ ระดับเงินเดือนมากที่สุด 66.4% ตามด้วยระยะทางจากบ้านหรือมหาวิทยาลัย 61.4% เวรหรือกะทำงาน 52.3% ระยะเวลาการทำงาน 51% และระดับความกดดันของงาน 42.2% ส่วนปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ ความน่าสนใจของเนื้องาน ความปลอดภัยของสถานที่ทำงาน ประโยชน์ต่ออาชีพในอนาคต การมีอาหารให้ และโอกาสได้รับเข้าทำงาน ด้านเวลา นักศึกษาวางแผนทำงานพาร์ทไทม์เฉลี่ยสูงสุด 67.9 ชั่วโมงต่อเดือน หรือประมาณวันละ 2 ชั่วโมงนอกเหนือจากเวลาเรียนและอ่านหนังสือ ขณะที่ 12% ตั้งเป้าทำงานมากกว่า 100 ชั่วโมงต่อเดือน โดยนักศึกษาคาดว่าจะมีรายได้จากงานพาร์ทไทม์เฉลี่ย 25,261 ดอลลาร์ไต้หวันต่อเดือน และ 6.9% ตั้งเป้ารายได้สูงถึง 50,000 ดอลลาร์ไต้หวันต่อเดือนขึ้นไป อย่างไรก็ตาม การทำงานควบคู่กับการเรียนก็ส่งผลต่อชีวิตนักศึกษาอย่างเห็นได้ชัด โดย 35.1% ยอมรับว่าเคยโดดเรียนเพื่อไปทำงานพาร์ทไทม์หรือสอนพิเศษ ขณะที่ 47% ระบุว่าการทำงานส่งผลให้ผลการเรียนแย่ลง สำหรับ อาชีพพาร์ทไทม์เงินดีในฝัน ที่นักศึกษาสนใจมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สตรีมเมอร์ไลฟ์สด 45.3% นายแบบ/นางแบบถ่ายแบบนอกสถานที่ 44.2% พริตตี้หรือ MC งานอีเวนต์ 43% งานฟรีแลนซ์หรือรับเหมา เช่น แปลภาษาและออกแบบ 41.7% และอาสาสมัครทดลองยาในมนุษย์ 40.3% แต่เมื่อดูจาก อาชีพที่นักศึกษาวางแผนจะทำจริง กลับเป็นงานที่พบได้ท

  2. Sep 5

    สโมสรผู้ฟัง ประจำวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2569

    สโมสรผู้ฟังสัปดาห์นี้จะพามาเจาะลึกเทรนด์การท่องเที่ยวไต้หวันของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงพฤติกรรมการใช้จ่าย จุดหมายยอดฮิต และจุดหมายสุดประทับใจที่สุด ซึ่งเป็นการสะท้อนภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยในปี ค.ศ. 2025 ที่ผ่านมา การท่องเที่ยวไต้หวันขยายตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนไต้หวันรวม 8,574,547 คนครั้ง เติบโตขึ้น 9.12% เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2567 มูลค่าการท่องเที่ยวรวม (ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศ) แตะ 11,033 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.02% จากปีก่อน ส่วนค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อวันอยู่ที่ 185.14 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.26% ระยะเวลาพำนักอาศัย เฉลี่ย 6.95 คืน และมีระดับความพึงพอใจสูงถึง 99% นอกจากนี้ยังมีอัตราการกลับมาเที่ยวซ้ำในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาสูงถึง 42.25% ด้วย ทั้งนี้นักท่องเที่ยวกลุ่มที่มาเพื่อวัตถุประสงค์คือการพักผ่อนหย่อนใจและความบันเทิงยังคงเป็นฐานหลัก ขณะที่กลุ่มมาร่วมงานประชุม งานจัดแสดงสินค้า (MICE) และติดต่อธุรกิจ แม้จะมีสัดส่วนน้อยกว่า แต่ก็มีอัตราการใช้จ่ายสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งมีส่วนสำคัญในการยกระดับมูลค่าทางเศรษฐกิจท่องเที่ยวของไต้หวัน และเมื่อพิจารณาตามกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเยือนไต้หวัน จะพบว่า กลุ่มประเทศนโยบายมุ่งใต้ใหม่ (รวมถึงไทย) ครองอันดับ 1 ในแง่จำนวนนักท่องเที่ยวรวมกว่า 2.57 ล้านคนครั้ง สร้างรายได้รวมให้ไต้หวันสูงสุดถึง 3,725 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนนักท่องเที่ยวจากสหรัฐอเมริกาครองแชมป์การใช้จ่ายต่อคนต่อวันสูงสุดที่ 242.84 ดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาคือ เกาหลีใต้ 206.41 ดอลลาร์สหรัฐ, ยุโรป 203.67 ดอลลาร์สหรัฐ และญี่ปุ่น 195.98 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากจำแนกโครงสร้างค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อวันของนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะพบว่าหมดไปกับ 3 หมวดหลัก ได้แก่ ค่าที่พักคิดเป็น 41.82% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด รองลงมาคือ ค่าอาหาร 21.17% และค่าช้อปปิ้ง 18.32% ส่วนสถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนมากที่สุด ได้แก่ ตลาดกลางคืน (Night Market), ตึกไทเป 101 (Taipei 101), ซีเหมินติง (Ximending / Red House), อนุสรณ์สถานเจียงไคเชก (Chiang Kai-shek Memorial Hall), จิ่วเฟิ่น (Jiufen), ย่านการค้าซิ่นอี้ (Xinyi Shopping District), ผิงซี (Pingxi), ย่านการค้าสถานีจงซาน (Zhongshan Shopping District) วัดหลงซาน (Lungshan Temple) และท่าเรือต้าเต้าเฉิง (Dadaocheng) ตามลำดับ ขณะที่สถานที่ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติประทับใจมากที่สุด ได้แก่ ทะเลสาบสุริยันจันทรา (Sun Moon Lake), จิ่วเฟิ่น (Jiufen), ศูนย์ศิลปะ Pier-2 Art Center - เกาสง, ตั้นสุ่ย (Tamsui), อุทยานแห่งชาติหยางหมิงซาน (Yangmingshan), อุทยานธรณีเย่หลิว (Yehliu), พิพิธภัณฑ์กู้กง (National Palace Museum), ผิงซี (Pingxi), เป่ยโถว (Beitou) และตึกไทเป 101 (Taipei 101) ตามลำดับ ประเด็นต่อมาจะพาไปเที่ยวชมทะเลดอกไม้สีทองหรือทุ่งดอกไม้จีนบริเวณเมืองฮัวเหลียน-ไถตง เพราะเมื่อเข้าสู่ช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายนของทุกปี ดอกไม้จีนบนพื้นที่ภูเขาทางภาคตะวันออกของไต้หวันจะทยอยผลิบาน ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้เดินทางมาชมความงดงาม ถ่ายภาพ และสัมผัสบรรยากาศช่วงปลายฤดูร้อนที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ร่วง สำนักงานภาคตะวันออก กรมการเกษตรและอาหาร กระทรวงเกษตรไต้หวัน เชิญชวนประชาชนเดินทางมาสัมผัสความงดงามของดอกไม้จีน พร้อมเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดอกไม้จีนคุณภาพดีที่ผลิตในไต้หวันและผ่านมาตรฐานความปลอดภัย ตลอดจนลิ้มลองอาหารท้องถิ่นสดใหม่จากแหล่งผลิต สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนไปชมดอกไม้จีนในปีนี้ มี 3 จุดชมวิวสำคัญที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ อันดับ 1 ภูเขาลิ่วสือสือซาน (六十石山) เมืองฮัวเหลียน โดยดอกไม้จะบานตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมไปจนถึงปลายเดือนกันยายน ภูมิประเทศเป็นเนินเขาสลับซับซ้อนทอดยาวไปตามหุบเขาฮัวเหลียนไถตง ทำให้สามารถชมทุ่งดอกไม้ได้แบบกว้างไกลสุดสายตา ซึ่งจุดถ่ายภาพยอดนิยม ได้แก่ “ศาลาชมวิวเสี่ยวรุ่ยซื่อ” (小瑞士觀景台) หรือ “สวิสเซอร์แลนด์น้อย” และ “ศาลาว่างโยว” (忘憂亭) ซึ่งนักท่องเที่ยวและช่างภาพนิยมเดินทางไปเฝ้ารอชมปรากฏการณ์ “แสงสวรรค์” หรือลำแสงที่ส่องผ่านก้อนเมฆลงมายังทุ่งดอกไม้ สร้างบรรยากาศสุดโรแมนติกและเป็นภาพที่ช่างภาพจำนวนมากใฝ่ฝัน การเดินทางสามารถนั่งรถไฟไปลงที่สถานีฟู่หลี่ จากนั้นแนะนำให้จองรถรับส่งของสหกรณ์การเกษตรตำบลฟู่หลี่ หรือเช่ารถขับขึ้นไปเอง อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบมาตรการควบคุมการจราจรก

  3. Aug 29

    สโมสรผู้ฟัง ประจำวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2569

    สโมสรผู้ฟังสัปดาห์นี้เริ่มต้นกันที่ประเด็น กระแส AI หนุนเศรษฐกิจไต้หวันพุ่งกระฉูด เตรียมแจกเงินสดประชาชนคนละ 10,000 เหรียญไต้หวัน อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นหัวเจาะสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไต้หวันให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้สำนักงานสถิติและบัญชีกลางไต้หวัน จึงปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้เป็น 11.05% ซึ่งนับเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 39 ปี พร้อมประเมิน GDP ต่อหัวพุ่งแตะ 45,332 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีปัจจัยหนุนจากภาคการส่งออก การลงทุน และการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งพร้อมกันทุกภาคส่วน คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในปีนี้จะพุ่งสูงถึง 903,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้นถึง 41.19% ซึ่งนับเป็นการเติบโตปีต่อปีที่สูงสุดในรอบครึ่งศตวรรษ และยังมีแนวโน้มทะลุหลัก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐได้ต่อเนื่องในปีหน้า ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจส่งผลให้รายรับจากภาษีของรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ จึงได้ประกาศปรับเพิ่มประมาณการรายรับงบประมาณแผ่นดินปี 2570 เป็น 3.9266 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน และตัดสินใจอนุมัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมอีก 235,700 ล้านเหรียญไต้หวัน ภายใต้หลักการรักษาสมดุลทางการเงินโดยไม่ก่อหนี้ใหม่ เพื่อนำมาจัดสรรแจกเงินสดให้แก่ประชาชนคนละ 10,000 เหรียญไต้หวันในปีหน้า หวังให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้ร่วมแบ่งปันผลประโยชน์จากยุคทองของ AI โดยแต่ละครอบครัวสามารถนำเงินก้อนนี้ไปใช้จ่ายตามความต้องการได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการบรรเทาภาระค่าการศึกษา ดูแลผู้สูงอายุ หรือนำไปจับจ่ายใช้สอยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวสูงถึง 11.58% ซึ่งเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 5 ปี เนื่องจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลกโตอย่างรวดเร็ว บรรดาผู้ซื้อต่างชาติต้องใช้วิธีจ่ายเงินล่วงหน้าหรือเซ็นสัญญาระยะยาวเพื่อแย่งกันจองกำลังการผลิต ปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) งานบรรจุและทดสอบชิ้นส่วน (Packaging & Testing) ผู้ผลิตหน่วยความจำ และแผ่นปริ้นท์ IC ต่างเร่งขยายกำลังการผลิตและทุ่มเงินลงทุนในโรงงานอย่างหนัก ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มสินค้าดั้งเดิมที่ไม่ใช่ไอที (Non-ICT) ก็เริ่มขยายตัวฟื้นตัวตามอย่างช้าๆ เช่นกัน อานิสงส์ความแข็งแกร่งของภาคธุรกิจยังส่งผลดีต่อตลาดการเงินและตลาดแรงงานอย่างชัดเจน ดันให้ตลาดหุ้นไต้หวันทำสถิติสูงสุดใหม่ และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับภาคครัวเรือน ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนในปีนี้คาดว่าจะเติบโต 4.76% ซึ่งสูงสุดในรอบ 3 ปี ขณะที่ตัวเลขค่าจ้างที่แท้จริง (Real Wage) ของแรงงานในช่วงครึ่งปีแรกปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.8% ซึ่งถือว่าสูงกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยตลอด 9 ปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด ช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนตอบรับกับภาวะเศรษฐกิจที่คึกคัก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญยังคงเน้นย้ำถึงความท้าทายที่ต้องรับมือ โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อ (CPI) ปีนี้ที่ถูกปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.07% ซึ่งเกินระดับเฝ้าระวังที่ 2% โดยมีปัจจัยกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภัยธรรมชาติจากพายุไต้ฝุ่นที่กระทบราคาพืชผลการเกษตร ตลอดจนการปรับขึ้นราคาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และค่าแรง นอกจากนี้ ไต้หวันยังต้องเร่งบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการจัดหาทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าอย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและรักษาความแข็งแกร่งทางการแข่งขันในระยะยาว ประเด็นต่อมาเกี่ยวข้องกับความเชื่อในเดือนผีของคนไต้หวัน โดยซินแสเสี่ยวเมิง (小孟老師) ผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์และฮวงจุ้ยของไต้หวัน เตือนว่า มี 4 ปีนักษัตรที่ควรระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ปีชวด ปีมะเส็ง ปีวอก และปีกุน โดยแนะนำให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ริมแม่น้ำ ทะเล ภูเขา ป่าไม้ และสถานบันเทิงในช่วงกลางคืน เพราะสำหรับปีชวดและปีมะเส็ง ตามความเชื่อเป็นสัตว์ที่ออกหากินเวลากลางคืนและชอบพื้นที่มืดชื้น จึงอาจรับพลังงานด้านลบได้ง่าย ส่วนปีวอกเกี่ยวข้องกับพื้นที่ป่าซึ่งเชื่อว่ามีพลังหยินสูง ขณะที่ปีกุนควรให้ความสำคัญกับการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบของที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ ยังมี 3 ราศีที่ควรเพิ่มความระมัดระวัง ได้แก่ ราศีพิจิก ราศีกุมภ์ และราศีธนู โดยชา

  4. Aug 22

    สโมสรผู้ฟัง ประจำวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2569

    สโมสรผู้ฟังสัปดาห์นี้เริ่มกันที่ประเด็น ไต้หวันส่งเสริมให้ประชาชนไหว้สารทจีนแบบรักษ์โลก ลดการใช้กระดาษเงินกระดาษทองได้กว่า 3,900 ตัน ใกล้ถึงเทศกาลสารทจีน หรือเทศกาลจงหยวน ซึ่งตรงกับวันที่ 15 เดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติจีน ซึ่งในปีนี้ (ค.ศ. 2026) ตรงกับวันที่ 27 สิงหาคม ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ชาวไต้หวันนิยมเซ่นไหว้เทพเจ้า บรรพบุรุษ เจ้าที่เจ้าทาง และดวงวิญญาณไร้ญาติ โดยหนึ่งในกิจกรรมการไหว้ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ก็คือการเผากระดาษเงินกระดาษทอง กระทรวงสิ่งแวดล้อมไต้หวันจึงเดินหน้าผลักดันแนวคิด “การประกอบพิธีกรรมแบบอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” เพื่อให้ประชาชนสามารถรักษาขนบธรรมเนียมดั้งเดิมควบคู่กับการลดมลพิษ โดยน้ำมาตรการสำคัญคือ “3 แนวทางการเผากระดาษเงินกระดาษทองรูปแบบใหม่” ได้แก่ “เผาทดแทน” “เผาในปริมาณที่เหมาะสม” และ “เผารวมกัน” โดยมุ่งสร้างทางเลือกที่สะดวกและลดผลกระทบจากการเผาในพื้นที่ชุมชน โดยในปี ค.ศ. 2025 ไต้หวันสามารถลดการใช้กระดาษเงินกระดาษทองได้ประมาณ 3,929 ตัน จากมาตรการต่างๆ เช่น การรณรงค์ “ทำบุญแทนการเผากระดาษเงิน” และ “ใช้ข้าวแทนกระดาษเงิน” รวมถึงการแนะนำสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาให้ยกเลิกเตาเผา และส่งเสริมการใช้กระดาษเงินกระดาษทองที่มีมูลค่าสูงต่อแผ่น เพื่อช่วยลดปริมาณการเผา ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปี ค.ศ. 2024 เพราะสามารถลดการใช้กระดาษเงินกระดาษทองได้ประมาณ 1,477 ตัน หรือเพิ่มขึ้นราว 2.67 เท่า สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนเริ่มให้ความร่วมมือกับแนวทางการประกอบพิธีกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ขณะเดียวกันมาตรการ “เผารวมกัน” ยังได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมทั่วไต้หวันได้จัดระบบรวบรวม ขนส่ง และจัดการกระดาษเงินกระดาษทองแบบรวมศูนย์ เพื่อลดผลกระทบจากการเผาในแต่ละพื้นที่ โดยในปี ค.ศ. 2025 มีการรวบรวมและขนส่งกระดาษเงินกระดาษทองเข้าสู่ระบบจัดการแบบรวมศูนย์ทั่วไต้หวันสะสมประมาณ 39,600 ตัน เพิ่มขึ้น 22% จากช่วงเดียวกันของปี ค.ศ. 2024 ซึ่งสะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนที่เพิ่มขึ้น ตามความเชื่อดั้งเดิม การเผากระดาษเงินกระดาษทองถือเป็นการส่งเงินและทรัพย์สินไปให้ผู้ล่วงลับในโลกหลังความตาย อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของความกตัญญูและความเคารพต่อบรรพบุรุษ รวมถึงใช้เป็นเครื่องสักการะเทพเจ้าและดวงวิญญาณไร้ญาติในช่วงสารทจีน สำหรับการประกอบพิธีโดยทั่วไปนิยมเริ่มจากการไหว้เทพเจ้า จากนั้นจึงไหว้บรรพบุรุษและเจ้าที่เจ้าทาง ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายคือการเซ่นไหว้ดวงวิญญาณไร้ญาติ โดยตามความเชื่อควรประกอบพิธีในช่วงเวลา 09.00-17.00 น. และหลีกเลี่ยงการไหว้หลัง 17.00 น. เครื่องเซ่นไหว้ที่พบได้ทั่วไปมีทั้งขนมขบเคี้ยว ผลไม้ เครื่องดื่ม กระดาษเงินกระดาษทอง เครื่องเซ่นสามอย่าง ได้แก่ ไก่ หมู และปลา ตลอดจนของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น สบู่ ยาสีฟัน แชมพู บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง และน้ำอัดลม ส่วนผลไม้มงคลที่นิยมใช้มีทั้งแอปเปิล กีวี ส้มโอ ลูกพลับ แก้วมังกร ลำไย ดอกไม้ และมะม่วง ซึ่งล้วนมีความหมายเชิงสิริมงคลตามความเชื่อและการพ้องเสียงในภาษาจีน อย่างไรก็ตาม ยังมีผลไม้บางชนิดที่ไม่นิยมนำมาไหว้ดวงวิญญาณ เช่น ทุเรียน สับปะรด กล้วย ลูกพลับ สาลี่ น้อยหน่า มะเขือเทศ ฝรั่ง ชมพู่ และแคนตาลูป เนื่องจากมีความหมายหรือเสียงพ้องที่ถูกตีความว่าอาจสื่อถึงการเชื้อเชิญให้ดวงวิญญาณเข้ามาหรืออยู่ต่อ หรือสื่อถึงความไม่เป็นมงคลตามความเชื่อพื้นบ้าน ทั้งนี้แม้ความเชื่อและประเพณีจะยังคงมีความสำคัญ แต่แนวทางของไต้หวันในปัจจุบันกำลังพยายามสร้างสมดุลระหว่างการรักษาวัฒนธรรมกับการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เทศกาลสารทจีนยังคงสืบทอดต่อไปได้อย่างยั่งยืน ประเด็นต่อมาเป็นการปรับโฉมใหม่พื้นที่เชิงพาณิชย์ในสถานีรถไฟไทเป โดยบริษัท Shin Kong Mitsukoshi ด้วยเงินลงทุนกว่า 1,000 ล้านเหรียญไต้หวัน โดยโครงการปรับปรุงครั้งใหญ่นี้จะใช้เวลาประมาณ 2 ปี 8 เดือน และระหว่างการก่อสร้างจะต้องรักษาขีดความสามารถในการให้บริการของพื้นที่เดิมไว้ไม่น้อยกว่า 70% เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการสถานี พร้อมแยกเส้นทางของคนงานออกจากเส้นทางสัญจรของประชาชน เพื่อใ

  5. Aug 15

    สโมสรผู้ฟัง ประจำวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2569

    สโมสรผู้ฟังสัปดาห์นี้เป็นเรื่องราวของบริษัทรถไฟความเร็วสูงไต้หวันเปิดตัวขบวนรถรุ่นใหม่ N700ST และเตรียมเพิ่มเที่ยวรถกว่า 1,400 เที่ยวต่อสัปดาห์ พร้อมเดินหน้าขยายเส้นทางสู่อี๋หลาน บริษัท รถไฟความเร็วสูงไต้หวัน (THSR) และกลุ่มพันธมิตรฮิตาชิ-โตชิบา (Hitachi Toshiba Supreme Consortium: HTSC) จัดพิธีเปิดตัวรถไฟความเร็วสูงไต้หวันรุ่นใหม่ N700ST ณ โรงงานคาซาโดะของบริษัทฮิตาชิ ในจังหวัดยามากุจิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือด้านระบบรางระหว่างไต้หวันและญี่ปุ่น โดยมีผู้แทนจากทั้งสองประเทศเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน นายสื่อเจ๋อ (史哲) ประธานกรรมการบริษัทรถไฟความเร็วสูงไต้หวันกล่าวว่า เมื่อประมาณ 30 ปีก่อน รถไฟความเร็วสูงไต้หวันถือเป็นโครงการส่งออกระบบชินคันเซ็นไปยังต่างประเทศเป็นครั้งแรกของญี่ปุ่น และจนถึงปัจจุบันยังคงเป็นกรณีความสำเร็จเพียงหนึ่งเดียวของการส่งออกระบบชินคันเซ็นข้ามประเทศ ปัจจุบันรถไฟความเร็วสูงไต้หวันเชื่อมต่อพื้นที่นครและเมืองทางฝั่งตะวันตกของไต้หวัน ตั้งแต่สถานีหนานกั่ง (Nangang) กรุงไทเป ไปจนถึงสถานีจั่วอิ๋ง (Zuoying) นครเกาสง รวม 12 สถานี ประกอบด้วย หนานกั่ง ไทเป ป่านเฉียว เถาหยวน ซินจู๋ เหมียวลี่ ไถจง จางฮว่า หยุนหลิน เจียอี้ ไถหนาน และจั่วอิ๋ง โดยรถไฟสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และใช้เวลาเดินทางเร็วสุดจากไทเปถึงเกาสงประมาณ 90 นาที โดยตลอดระยะเวลาที่เปิดให้บริการจนถึงเดือนมีนาคมที่ผ่านมารถไฟความเร็วสูงไต้หวันมีจำนวนผู้โดยสารสะสมทะลุ 1,000 ล้านคนครั้ง ขณะที่อัตราความตรงต่อเวลาเฉลี่ยสูงกว่า 99% และอัตราการเดินรถตามแผนอยู่ที่ 100% ทั้งนี้จำนวนผู้โดยสารยังคงเติบโตขึ้นต่อเนื่องจากประมาณ 43,000 คนครั้งต่อวันในช่วงเริ่มแรกของการเปิดให้บริการ ขยับขึ้นมาเป็นประมาณ 232,000 คนครั้งต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่า ทำให้ THSR จำเป็นต้องจัดซื้อรถไฟรุ่นใหม่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร ซึ่งข้อมูลวิจัยระบุว่า หลังเปิดให้บริการ รถไฟความเร็วสูงไต้หวันมีส่วนช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจในภาคอาหาร ที่พัก และการท่องเที่ยวของไต้หวัน คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 4.5 ล้านล้านเหรียญไต้หวันต่อปี อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการเคลื่อนย้ายบุคลากรและเชื่อมโยงพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านอุตสาหกรรมตามแนวระเบียงเทคโนโลยีฝั่งตะวันตกของไต้หวัน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งมูลค่าการผลิตเพิ่มขึ้นจากประมาณ 2.2 ล้านล้านเหรียญไต้หวันในปี ค.ศ. 2017 เป็น 5.5 ล้านล้านเหรียญไต้หวันในปี ค.ศ. 2025 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5 เท่าภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี บริษัทรถไฟความเร็วสูงไต้หวันวางแผนนำรถไฟรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบทั้งหมด 5 ระยะ ระหว่างเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2027 ถึงเดือนกันยายน ค.ศ. 2028 ซึ่งเมื่อรถไฟใหม่เข้าประจำการในระบบครบแล้ว บริษัทรถไฟความเร็วสูงไต้หวันก็จะดำเนินแผนการเพิ่มจำนวนเที่ยววิ่งจากปัจจุบันประมาณ 1,134 เที่ยวต่อสัปดาห์ เป็นมากกว่า 1,400 เที่ยวต่อสัปดาห์ ซึ่งเสามารถเพิ่มการรองรับผู้โดยสารช่วงเวลาเร่งด่วนได้ประมาณ 25% ดีไซน์ใหม่ของรุ่น N700ST ยังคงสืบทอดเอกลักษณ์ของรถไฟรุ่น 700T ด้วยตัวรถสีขาวและเส้นแถบสีส้ม-ดำที่พาดยาวไปตามลำตัวรถ ซึ่งให้ภาพลักษณ์ที่ทันสมัย เรียบหรู และโฉบเฉี่ยว ส่วนภายในตู้โดยสารชั้นธรรมดาจะใช้โทนสีสว่างขึ้น พร้อมลวดลายเรขาคณิต ส่วนชั้นธุรกิจใช้โทนสีเบจและทอง ตัดกับพรมสีดำ ขาว และเทา เพื่อสร้างบรรยากาศที่สงบและหรูหรา ทั้งยังมีการเพิ่มจุดชาร์ทแบตเตอรี่มือถือตามที่นั่งในทุกระดับชั้นด้วย ปัจจุบันตั๋วโดยสารรถไฟความเร็วสูงไต้หวันมี 3 ประเภทหลัก ได้แก่ ชั้นธุรกิจ ชั้นธรรมดาแบบระบุเลขที่นั่ง และชั้นธรรมดาแบบไม่ระบุที่นั่ง โดยตั๋วแบบไม่ระบุที่นั่งสามารถซื้อได้เฉพาะในวันที่เดินทางและไม่สามารถจองล่วงหน้าได้ นอกจากนี้ยังมีส่วนลดค่าตั๋วโดยสารหลายรูปแบบ เช่น การตั๋วจองล่วงหน้า (Early Bird) ตั๋วกำหนดระยะเวลา ตั๋วเหมาจ่ายหลายเที่ยว รวมถึงตั๋วสำหรับผู้สูงอายุและเด็ก โดยเงื่อนไขส่วนลดจะแตกต่างกันไปตามประเภทตั๋ว หากจองตั๋วแล้วโดยทั่วไปต้องชำระเงินภายในกำหนดเวลาที่ระบุ มิฉะนั้นการจองอาจถูกยกเลิกได้ ซึ่งผู้โดยสารสามารถซื้อตั๋วได้ที่เคาน์เตอร์และตู้จำหน่ายตั๋วตามสถานี รวมถึงร้านสะดวกซื้อที่ให้บริการ

  6. Aug 8

    สโมสรผู้ฟัง ประจำวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569

    สโมสรผู้ฟังสัปดาห์นี้เริ่มกันที่ประเด็นวิกฤตน้ำมันประกอบอาหารในไต้หวันที่ลุกลามจากถั่วเหลืองสู่น้ำมันเมล็ดชา จนมวลชนบุกทำเนียบฯ จี้รัฐบาลรับผิดชอบ ขณะที่แอปพลิเคชั่นเปิดฟีเจอร์ช่วยสแกนความเสี่ยง วิกฤตการณ์ความปลอดภัยด้านอาหารของไต้หวันยังคงทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นจากกรณีน้ำมันถั่วเหลืองของบริษัทจงเหลียน (Central Union Oil) ปนเปื้อนสารก่อมะเร็งเบนโซเอไพรีนเกินมาตรฐานสูงถึง 4 เท่า กระทบผู้ประกอบการ ร้านค้า และบริษัทยักษ์ใหญ่กว่า 364 ราย ครอบคลุมสินค้ากว่า 400 รายการ ล่าสุดวิกฤตดังกล่าวยังได้ ลุกลามเข้าสู่ตลาด “น้ำมันเมล็ดชา” ซึ่งเป็นน้ำมันพรีเมียมที่ชาวไต้หวันนิยมใช้ประกอบอาหารเพื่อสุขภาพ จากการสุ่มตรวจของหน่วยงานสาธารณสุขในหลายพื้นที่ เช่น ไทเป ไถหนาน นิวไทเป และเจียอี้ พบน้ำมันเมล็ดชาหลายยี่ห้อมีสารก่อมะเร็งเบนโซเอไพรีนเกินค่ามาตรฐานเช่นกัน โดยมีต้นตอเชื่อมโยงไปถึงโรงงานสกัดน้ำมันในพื้นที่เมืองเจียอี้อย่าง “โรงงานน้ำมันหยวนชุน” (Yuan Chuen Oil Mill) รวมถึงบริษัท Dynas International ที่ถูกเทศบาลกรุงไทเปสั่งปรับสูงถึง 3 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน จากกรณีแอบอ้างว่าใช้วัตถุดิบเมล็ดชาคุณภาพสูงจากอาลีซาน แต่แท้จริงแล้วกลับแอบนำเข้าเมล็ดชาจากจีนมาผสม คาดว่าสารพิษอาจเกิดจากกระบวนการคั่วอบวัตถุดิบด้วยอุณหภูมิสูงเกินไปก่อนนำมาสกัด ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องสั่งสั่งระงับสายการผลิตและเรียกคืนสินค้าล็อตใหญ่เพิ่มเติมทันที ความล้มเหลวในการควบคุมและป้องกันการแพร่กระจายของน้ำมันพิษที่ยืดเยื้อมากว่าหนึ่งเดือน ได้จุดชนวนความไม่พอใจให้กับประชาชนอย่างหนัก พรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) จึงได้นัดชุมนุมใหญ่ภายใต้สโลแกน “ฉันเป็นคน ฉันต่อต้านสารพิษ” ณ ถนนเคตากาลาน หน้าทำเนียบประธานาธิบดี นำโดย นายเจี่ยงว่านอัน ผู้ว่าการกรุงไทเป และ นางลู่ซิ่วเยี่ยน ผู้ว่าการนครไทจง ที่ขึ้นปราศรัยโจมตีรัฐบาลพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ที่ล้มเหลวในการปกป้องสุขภาพประชาชน ขณะที่นางเจิ้งลี่เหวิน หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง ก็ได้เรียกร้องให้ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อออกมาเผชิญหน้ากับปัญหา และนายกรัฐมนตรีจั๋วหรงไท่ต้องลาออก ด้านหานกั๋วอวี๋ ประธานสภานิติบัญญัติไต้หวัน ยืนยันว่าสภาฯ จะเร่งผลักดันการแก้ไขกฎหมายความปลอดภัยอาหารโดยทันที ขณะที่ทำเนียบประธานาธิบดีและสภาบริหารไต้หวันออกมาระบุว่า เคารพสิทธิในการแสดงออกตามกฎหมายของประชาชน พร้อมเน้นย้ำว่ารัฐบาลกลางได้สั่งอายัดสินค้า ตรวจสอบเส้นทางวัตถุดิบ และเสนอร่างแก้ไขกฎหมายไปแล้ว จึงหวังให้ผู้ว่าฯ นครและเมืองต่างๆ จะเร่งกลับเข้าสู่ตำแหน่งหน้าที่เพื่อร่วมมือกันแก้ปัญหาอย่างตรงจุด ท่ามกลางความวิตกกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อน้ำมันพืชหลากชนิดเริ่มไม่ปลอดภัย เทคโนโลยีจึงกลายมาเป็นที่พึ่งสำคัญของคนเมือง แอปพลิเคชันจัดการใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ยอดฮิตอย่าง “發票載具” (Invoice Carrier) ที่มีผู้ใช้นับล้านคน ได้เปิดตัวฟีเจอร์ “สแกนความปลอดภัยอาหาร” ซึ่งกลายเป็นกระแสไวรัลทันทีบนโซเชียลมีเดียอย่าง Threads โดยระบบจะประมวลผลประวัติการซื้อสินค้าย้อนหลังผ่านใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ใช้ เทียบกับฐานข้อมูลสินค้าเสี่ยงน้ำมันปนเปื้อนของรัฐบาลโดยอัตโนมัติ เพื่อคำนวณ “ดัชนีความเสี่ยงด้านอาหาร” หากพบประวัติการซื้อสินค้ากลุ่มเสี่ยงปริมาณมาก หน้าจอจะเตือนภัยเป็นสีแดงเข้ม เพื่อให้ประชาชนรู้เท่าทันและส่งตรวจสุขภาพหรือขอเปลี่ยนคืนสินค้าได้อย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม สำนักงานอาหารและยาไต้หวัน ย้ำว่าผู้บริโภคที่ซื้อน้ำมันประกอบอาหาร ทั้งน้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันเมล็ดชา สามารถตรวจสอบรายชื่อสินค้าที่มีปัญหาอัปเดตแบบวันต่อวันได้ทางเว็บไซต์ทางการ และสามารถนำหลักฐานการซื้อไปติดต่อขอคืนเงินได้ตามช่องทางจำหน่าย หรือโทรสายด่วนคุ้มครองผู้บริโภค 1950 ประเด็นต่อมาเป็นผลการจัดอันดับด้านการศึกษาของ Quacquarelli Symonds (QS) สถาบันจัดอันดับการศึกษาระดับอุดมศึกษาชื่อดังจากสหราชอาณาจักร เกี่ยวกับเมืองน่าเรียนต่อที่สุดในโลกประจำปี ค.ศ. 2027 โดยภาพรวมกรุงไทเปของไต้หวันยังคงรักษาศักยภาพได้อย่างแข็งแกร่งด้วยการคว้าอันดับที่ 14 ของโลก และรั้งอันดับที่ 5 ของเอเชียเอาไว้ได้ต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังมีอีก 4 เ

  7. Aug 1

    สโมสรผู้ฟัง ประจำวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569

    สโมสรผู้ฟังสัปดาห์นี้จะมาชวนไปงาน "นัดพบผู้ฟัง Rti" ในไต้หวัน ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งปีนี้สถานีวิทยุ Rti ภาคภาษาไทย ร่วมกับภาคภาษาเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ จัดงานนัดพบผู้ฟังพร้อมกันสี่ภาษาสี่ชาติ ผสมผสานความหลากหลายทางวัฒนธรรมไว้ในที่เดียว โดยกิจกรรมไฮไลต์ของงานปีนี้คือ การแสดงดนตรีและศิลปวัฒนธรรมสุดคึกคักจาก 4 ประเทศ, ตลาดนัดอาหารนานาชาติ ชิมของอร่อยจากไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์, ห้องบันทึกเสียงเคลื่อนที่ให้ทุกท่านได้ลองเป็น "ดีเจ" สัมผัสประสบการณ์จัดรายการวิทยุด้วยตัวเอง และสิทธิ์การจับฉลากลุ้นรางวัลใหญ่ทั้งตั๋วเครื่องบินของสายการบินไชน่าแอร์ไลน์และรางวัลเงินสดมูลค่ารวม 40,000 เหรียญไต้หวัน นอกจากนี้มีของรางวัลจากบูธต่างๆ รอแจกอีกมากมาย ใครไม่อยากพลาดกิจกรรมดีแบบนี้ ลงทะเบียนได้ฟรี พร้อมหมวก Rti รุ่นพิเศษ ที่บูธ Rti ภายในงาน (จำนวนจำกัด หมดแล้วหมดเลย) ที่ลิงก์นี้ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSf_3AyoEYDKI9rcOHDVhsrpewM9A7Y7lMwicFQ7BT7C-xtTMQ/viewform งานจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ตั้งแต่เวลา 11.00-17.00 น. ณ สวนสาธารณะ Taipei Expo Park กรุงไทเป ส่วนวิธีการเดินทางที่สะดวกรวดเร็วที่สุดคือ นั่งรถไฟฟ้า (MRT) สายสีแดง มาลงที่สถานีหยวนซาน (Yuanshan) R14 ออกประตูทางออกที่ 1 แล้วเลี้ยวมาทางซ้ายมือ ก็จะเจอกับสถานที่จัดงานเลย ประเด็นต่อมาคือการซ้อมรับมือภัยฉุกเฉิน (ซ้อมหลบภัยทางอากาศ) ของไต้หวันประจำปี 2569 ที่จะมีขึ้นใน 5 เขตพื้นที่ดังนี้ - ภาคใต้ (ไถหนาน เกาสง ผิงตง ) วันศุกร์ที่ 7 ส.ค. เวลา 10:00-10:30 น. - ภาคกลาง (ไทจง หนานโถว จางฮั่ว เจียอี้ หยุนหลิน) วันจันทร์ที่ 10 ส.ค. เวลา 14:30-15:00 น. - ภาคเหนือ (กรุงไทเป นิวไทเป เถาหยวน จีหลง อี๋หลาน ซินจู๋) วันพฤหัสบดีที่ 13 ส.ค. เวลา 14:30-15:00 น. - ภาคตะวันออก (ฮัวเหลียน ไถตง) วันพุธที่ 12 ส.ค. เวลา 13:30-14:00 น. - เกาะรอบนอก (จินเหมิน เหลียนเจียง เผิงหู) วันอังคารที่ 11 ส.ค. เวลา 13:30-14:00 น. ซึ่งครั้งนี้จะเพิ่มการซ้อมตัดสัญญาณอินเทอร์เนตในเขตพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง เพื่อให้ประชาชนฝึกรับมือ “กรณีเครือข่ายโทรศัพท์มือถือขัดข้อง" ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวบริการที่ยังคงใช้งานได้ตามปกติคือ การโทรเข้าออกพื้นฐาน, บริการข้อความ SMS, การรับส่งข้อความที่เป็นตัวอักษร แลัระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน ส่วนบริการที่อาจจะไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติคือ แอปพลิเคชันหรือฟังก์ชันบนในโซเชียลมีเดียที่ใช้รับส่งข้อมูลขนาดใหญ่ เช่น รูปภาพ วิดีโอคลิป ฟังเพลง การดาวน์โหลดไฟล์ ฯลฯ รวมถึงระบบสำรองข้อมูลอัตโนมัติบนคลาวด์ และบริการ Video Call แบบเรียลไทม์ด้วย โดยเมื่อได้ยินเสียงสัญญานเตือนภัยดังขึ้น (หรือได้รับสัญญาณแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือ) ผู้ขับขี่รถยนต์ ผู้โดยสารและคนเดินถนน ต้องปฏิบัติตามคำชี้แนะของเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในการอพยพและหลบภัยในบริเวณใกล้เคียง กรณีไม่ให้ความร่วมมือกับการซ้อมป้องกันภัย ตามกฎหมายป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ต้องระวางโทษปรับ 30,000-150,000 เหรียญไต้หวัน

  8. Jul 25

    สโมสรผู้ฟัง ประจำวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

    สโมสรผู้ฟังสัปดาห์นี้เริ่มกันที่เทศกาลฤดูร้อนต้าเต้าเฉิง 2026 ซึ่งไฮไลท์ครั้งนี้คือการคอลแลปกับ Spider-Man มาร่วมสร้างสีสันให้บรรยากาศย่านเมืองเก่าเต็มไปด้วยพลังความสดใส มีการโชว์โดรน Spider-Man ประสานแสงสีเสียงและพลุสุดเร้าใจเหนือแม่น้ำน้ำตั้นสุย นอกจากนี้ยังมีหุ่นลมยักษ์ Spider-Man สูงถึง 9 เมตร ที่ตั้งเด่นอยู่ตรงท่าเรือต้าเต้าเฉิงต้อนรับผู้มาเยือน อุโมงค์ไฟริมน้ำธีมสไปเดอร์แมนยาวกว่า 180 เมตร และบ้านกลับหัวจุดเช็กอินถ่ายรูปสุดเก๋สไตล์สไปเดอร์แมนโหนตึก ณ บริเวณถนนโบราณตี่ฮั่วเจีย สำหรับตารางการจุดพลุประจำปีนี้จะมีทั้งหมด 3 รอบ ในวันที่ 25 ก.ค./ 5 ส.ค. และ 15 ส.ค. ตั้งแต่เวลา 20:00 น. เป็นต้นไป โดยพิกัดจุดชมพลุและถ่ายรูปยอดนิยมประกอบด้วยบริเวณท่าเรือต้าเต้าเฉิง (Dadaocheng Wharf): ประตูน้ำหมายเลข 3 ถึง 5, ท่าเรือซานฉงจงเซี่ยว (Sanchong Zhongxiao Wharf), ลานจัตุรัสเป่ยเหมิน (Beimen Square) และสะพานไทเป (Taipei Bridge) ด้านวิธีการการเดินทางที่แนะนำที่สุด: นั่งรถไฟฟ้า MRT สายสีเขียวซงซาน-ซินเตี้ยน (Songshan-Xindian Line) ลงสถานีเป่ยเหมิน Beimen (ประตูทางออกที่ 3) จากนั้นเดินเลียบถนนเจิ้งโจวไปทางทิศตะวันตกประมาณ 10 นาที เข้าสู่ประตูน้ำหมายเลข 3 (เดินง่ายและเลี่ยงฝูงชนได้ดีที่สุด) โดยในวันที่มีการจุดพลุจะมีการปิดการจราจรรอบท่าเรือตั้งแต่เวลา 15:30 - 23:00 น. ห้ามรถยนต์และจักรยานยนต์เข้า-ออก ส่วนจักรยานสาธารณะ YouBike บริเวณรอบงานจะงดให้บริการช่วงเวลา 17:00 - 23:00 น. จึงแนะนำให้วางแผนโดยการเดินเท้าและรถไฟฟ้าเป็นหลัก ประเด็นต่อมาคือร้านสะดวกซื้ออัจฉริยะในไต้หวัน ที่ 4 แบรนด์ร้านสะดวกยักษ์ใหญ่ในไต้หวันพยายามพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดย 7-Eleven ที่มีมากกว่า 8,000 สาขาทั่วไต้หวัน เริ่มปรับเปลี่ยนโมเดลการให้บริการจนปัจจุบันมีสาขาประมาณ 10% ที่ไม่ได้เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมงอีกต่อไป ขณะที่ FamilyMart ซึ่งมีมากกว่า 4,000 สาขา ก็ได้หันมาทดลองใช้โมเดลร้านค้าอัตโนมัติในช่วงกะดึก ส่วน Hi-Life ที่มีกว่า 1,800 สาขา ก็ปรับลดเวลาทำการไปแล้วราว 2% รวมถึง OK Mart ที่เริ่มปรับเวลาเปิด-ปิดในบางสาขาเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อรับมือกับวิกฤตขาดแคลนกำลังคน ผู้ประกอบการต่างงัดนวัตกรรมมาสู้ศึกอย่างเข้มข้น โดย 7-Eleven ได้นำระบบชำระเงินและรับพัสดุด้วยตนเอง รวมถึงระบบ AI สั่งซื้อสินค้ามาใช้ ซึ่งช่วยลดชั่วโมงการทำงานในร้านลงได้เกือบ 2 ล้านชั่วโมงต่อปี ส่วน FamilyMart ก็นำ AI มาช่วยคำนวณและแนะนำปริมาณการสั่งซื้อสินค้า ช่วยประหยัดเวลาสั่งของไปได้มากกว่า 75% พร้อมทั้งผลักดันบริการตนเอง (Self-service) เช่น ตู้อบไมโครเวฟและการจ่ายเงินด้วยตนเองเพื่อลดภาระของพนักงาน ในบริบทของไต้หวันคำว่า “ร้านสะดวกซื้ออัจฉริยะ” ไม่ได้หมายถึงร้านที่ไร้พนักงาน 100% แต่เป็นการใช้โมเดล “ลดการปฏิสัมพันธ์ (Low-touch)” หรือ “จัดสรรพนักงานเฉพาะช่วงเวลา” โดยมีลักษณะเด่นสำคัญคือ 1. มีระบบชำระเงินอัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมงที่ลูกค้าสามารถสแกนบาร์โค้ดสินค้าหรือใช้ระบบจดจำใบหน้าเพื่อชำระเงินด้วยตนเอง 2. มีการบริหารคลังสินค้าผ่านระบบคลาวด์ โดยระบบหลังบ้านจะคอยเช็กจำนวนสินค้าคงคลัง และจะมีพนักงานเข้ามาจัดเรียง-เติมสินค้าตามรอบเวลาที่กำหนด 3. สลับเข้าสู่โหมดไร้พนักงานตามช่วงเวลา โดยในช่วงเร่งด่วนจะมีพนักงานให้บริการตามปกติ แต่ในช่วงเวลาที่มีผู้ใช้บริการน้อย เช่น ดึกดื่นหรือเช้าตรู่ ร้านจะเปลี่ยนเป็นโหมดไร้พนักงานโดยอัตโนมัติ 4. มีความแตกต่างจากตู้หยอดเหรียญทั่วไป เพราะตู้หยอดเหรียญเป็นระบบปิดที่ผู้บริโภคไม่สามารถหยิบจับสินค้ามาดูแล้ววางกลับที่เดิมได้ แต่ร้านสะดวกซื้ออัจฉริยะใช้ชั้นวางแบบเปิด ที่ให้ประสบการณ์การช้อปปิ้งใกล้เคียงกับร้านปกติมากที่สุด ทว่าก็ต้องแลกมาด้วยระบบการจัดการหลังบ้านที่มีความซับซ้อนสูงกว่ามาก

About

สโมสรผู้ฟัง