แรงงานและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่

อโศก ศรีจันทร์, อัญชัน ทรงพุทธิ์,Rti

แรงงานและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่

  1. 6D AGO

    ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2569

    1. สหภาพแรงงาน TaiDoc Technology บุกยื่นหนังสือประท้วงที่ว่าการนิวไทเป จี้รัฐสั่งระงับโควตาแรงงานต่างชาติ แฉปล่อย บจง. เก็บค่าหัวคิวและค่าต่อสัญญาสูงเกินจริง         เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สหภาพแรงงานบริษัท TaiDoc Technology Corporation ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์รายใหญ่ของไต้หวัน เดินหน้าชุมนุมหน้าที่ว่าการนครนิวไทเป เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนเรียกร้องให้รัฐบาลนครนิวไทเปดำเนินการตามกฎหมาย ประกอบด้วยการสั่งระงับโควตานำเข้าแรงงานต่างชาติของบริษัท คืนตำแหน่งให้ผู้บริหารสหภาพที่ถูกเลิกจ้างกว่า 30 คนพร้อมจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย เรียกคืนเงินที่ฝ่ายนายจ้างปล่อยบริษัทจัดหางานเรียกเก็บโดยมิชอบ ตลอดจนหยุดกดดันสหภาพและยุติการตั้งกลุ่มตัวแทนฝ่ายนายจ้างเพื่อแทรกแซงองค์กรแรงงาน ทั้งนี้ กองแรงงานนครนิวไทเปได้ส่งเจ้าหน้าที่รับหนังสือและให้คำมั่นว่าจะปกป้องสิทธิแรงงานตามกฎหมายอย่างเต็มที่ สหภาพแรงงานบริษัท TaiDoc Technology Corporation ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์รายใหญ่ของไต้หวัน ยื่นหนังสือประท้วงหน้าที่ว่าการนิวไทเป จี้รัฐสั่งระงับโควตาแรงงานต่างชาติ แฉปล่อย บจง. เก็บค่าต่อสัญญาสูงเกินจริง (ภาพจาก news.nextapple.com)         สหภาพแรงงานเปิดเผยว่า TaiDoc Technology ทำกำไรมหาศาลในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 จากการจำหน่ายเครื่องวัดออกซิเจนในเลือดและชุดตรวจ ATK แต่กลับนำเข้าแรงงานต่างชาติเพื่อลดต้นทุนการผลิต และปล่อยให้บริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าหัวคิวสูงเกินจริง พร้อมใช้มาตรการบริหารจัดการแรงงานต่างชาติอย่างไม่เป็นธรรมมาโดยตลอด         สหภาพแรงงานซึ่งก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อราวครึ่งปีก่อน มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขข้อกำหนดการบริหารหอพักที่ไร้มนุษยธรรม ยกเลิกเงื่อนไขที่เลือกปฏิบัติต่อแรงงานหญิงตั้งครรภ์ และผลักดันการคุ้มครองสิทธิแรงงานให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยที่ผ่านมาได้เดินทางไปประท้วงที่กระทรวงแรงงานแล้วถึงสี่ครั้ง และผ่านกระบวนการไกล่เกลี่ยรวมถึงคำวินิจฉัยด้านการกระทำอันไม่เป็นธรรมทางแรงงานหลายครั้ง จนบริษัทต้องแก้ไขข้อกำหนดบางประการ รวมถึงเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับกรณีการตั้งครรภ์ สหภาพแรงงานบริษัท TaiDoc Technology Corporation ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์รายใหญ่ของไต้หวัน ยื่นหนังสือประท้วงหน้าที่ว่าการนิวไทเป จี้รัฐสั่งระงับโควตาแรงงานต่างชาติ แฉปล่อย บจง. เก็บค่าต่อสัญญาสูงเกินจริง (ภาพจาก news.nextapple.com)         อย่างไรก็ตาม สหภาพระบุว่าฝ่ายนายจ้างกลับทวีความแข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงเลิกจ้างแกนนำสหภาพกว่า 30 คน รวมแรงงานต่างชาติ 7 คนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังชี้นำพนักงานคนอื่นให้แทรกซึมเข้ามาในสหภาพ เปิดเพจสหภาพปลอมเพื่อสร้างความสับสน และพยายามบ่อนทำลายความเป็นอิสระขององค์กรแรงงาน อันถือเป็นการละเมิดกฎหมายสหภาพแรงงานและข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลอย่างชัดเจน         นอกจากนี้ สหภาพยังกล่าวหาว่าฝ่ายบริหารพยายามสร้างความแตกแยกและยุยงให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างแรงงานไต้หวันกับแรงงานต่างชาติ โดยใช้แรงงานต่างชาติกดค่าแรงคนท้องถิ่น และในขณะเดียวกันก็ใช้แรงงานท้องถิ่นเป็นเครื่องมือกดขี่แรงงานต่างชาติ ทั้งที่สหภาพยืนยันชัดเจนว่าพร้อมเปิดรับสมาชิกทุกสัญชาติโดยไม่แบ่งแยก สหภาพแรงงานบริษัท TaiDoc Technology Corporation ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์รายใหญ่ของไต้หวัน ยื่นหนังสือประท้วงหน้าที่ว่าการนิวไทเป จี้รัฐสั่งระงับโควตาแรงงานต่างชาติ แฉปล่อย บจง. เก็บค่าต่อสัญญาสูงเกินจริง (ภาพจาก news.nextapple.com)         เซียวฮุ่ยหมิ่น หัวหน้าฝ่ายแรงงานสัมพันธ์ กองแรงงานนครนิวไทเป กล่าวขณะรับหนังสือว่า การที่บริษัทเลิกจ้างแกนนำสหภาพทั้งหมดในระหว่างกระบวนการวินิจฉัยการกระทำที่ไม่เป็นธรรมด้านแรงงาน มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นการกระทำผิดกฎหมาย หากตรวจสอบพบว่าเป็นความจริงจะดำเนินการลงโทษอย่างหนัก พร้อมจัดสรรเงินสนับสนุนการดำเนินคดีเพื่อช่วยเหลือแกนนำสหภาพด้วย ส่วนประเด็นการระงับโควตาแรงงานต่างชาตินั้น แม้จะเป็นอำนาจของกระทรวงแรงงาน แต่กองแรงงานนิวไทเปประกาศชัดว่า หาก TaiDoc Technology ยื่นคำขอนำเข้าแรงงานต่างชาติเพิ่มเติม จะไม่ออกหนังสือรับรองการไม่ละเมิดกฎหมายแรงงานให้ เพื่อแสดงจุดยืนในการปกป้องสิทธิแรงงาน         ด้านบริษัท TaiDoc Technology ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า บริษ

  2. FEB 26

    ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569

    1. เป็นไปได้ไหม? กระทรวงแรงงานไต้หวันประกาศปฏิรูปใหญ่ ตั้งเป้า 3 ปี ยกเลิกค่าหัวคิวแรงงานต่างชาติ       กระทรวงแรงงานไต้หวันเดินหน้าปฏิรูปสิทธิแรงงานครั้งใหญ่ ต่อเนื่องจากการลงนามข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไต้หวันกับสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมุ่งเป้าขจัดภาระหนี้สินของแรงงานต่างชาติ ผ่านนโยบายค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวเป็นศูนย์ พร้อมห้ามนายจ้างยึดเอกสารประจำตัว และยกระดับเสรีภาพในการจัดตั้งสหภาพแรงงานหรือสิทธิการรวมกลุ่มของแรงงานให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล พิธีลงนามข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไต้หวันกับสหรัฐอเมริกา (ภาพจาก knews.com.tw)       นายหงเซินฮั่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานไต้หวันจัดแถลงข่าว ชี้แจงมาตรการดำเนินงานระยะต่อไปภายหลังการลงนามข้อตกลงดังกล่าวว่า ภาระหนี้สินที่เกิดจากการเรียกเก็บค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวในอัตราที่สูงเกินควรของบริษัทจัดหางาน คือต้นตอสำคัญที่ทำให้แรงงานต่างชาติหลบหนีออกนอกระบบกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย และสร้างความไม่มั่นคงต่อตลาดแรงงานในภาพรวม กระทรวงจึงกำหนดให้ "การขจัดหนี้สินแรงงานต่างชาติ" เป็นวาระเร่งด่วนของการปฏิรูปครั้งนี้ โดยจะประกาศแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ นายหงเซินฮั่น (คนที่ 2 จากซ้าย) รมว. แรงงานไต้หวันจัดแถลงข่าวระบุว่า ภาระหนี้สินที่เกิดจากการเรียกเก็บค่าบริการจัดหางานในอัตราที่สูงเกินควร คือต้นตอสำคัญที่ทำให้แรงงานต่างชาติหลบหนี (ภาพจาก knews.com.tw)       สาระสำคัญของมาตรา 3.9 ในข้อตกลงดังกล่าว ระบุห้ามใช้แรงงานบังคับโดยเด็ดขาด พร้อมปรับมาตรฐานให้สอดคล้องกับหลักสากล และกำหนดเส้นตาย 3 ปี ให้ไต้หวันยกเลิกการเรียกเก็บค่าหัวคิวจากแรงงานต่างชาติ ห้ามนายจ้างหรือบริษัทจัดหางานยึดหนังสือเดินทางหรือเอกสารแสดงตัวตนของแรงงาน เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเรือประมงนอกชายฝั่ง ตลอดจนผลักดันนโยบาย "0 ค่าบริการจัดหางาน" ให้บรรลุผลภายในกำหนดเวลาดังกล่าว รวมทั้งแก้ไขกฎหมายเพื่อลดเกณฑ์การจัดตั้งสหภาพแรงงานในโรงงานด้วย นายหงเซินฮั่น (คนที่ 2 จากซ้าย) รมว. แรงงานไต้หวันจัดแถลงข่าวระบุว่า ภาระหนี้สินที่เกิดจากการเรียกเก็บค่าบริการจัดหางานในอัตราที่สูงเกินควร คือต้นตอสำคัญที่ทำให้แรงงานต่างชาติหลบหนี (ภาพจาก knews.com.tw)       สำหรับแนวทางแก้ปัญหาหนี้สินของแรงงานต่างชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเสนอกลไกหลัก 3 แนวทางที่จะดำเนินการควบคู่กัน ได้แก่ หนึ่ง ให้นายจ้างเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดหางานทั้งหมดแทนแรงงานต่างชาติ สอง ใช้ระบบจัดส่งโดยรัฐหรือการจ้างตรงแบบรัฐต่อรัฐ และสาม ให้นายจ้างดำเนินการรับสมัครและว่าจ้างเองโดยตรง โดยไม่ผ่านบริษัทจัดหางาน ทั้งนี้ ในระยะ 3 ปีแรก จะใช้แนวทางให้คำปรึกษาและส่งเสริมความเข้าใจเป็นหลัก เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมได้ปรับตัวก่อนการบังคับใช้เต็มรูปแบบ กลุ่ม NGO และแรงงานต่างชาติชุมนุมประท้วง บจง. เรียกเก็บค่าหัวคิวและต่อสัญญาในอัตราสูง เรียกร้องให้ยกเลิกระบบการจัดส่งโดยบริษัทจัดหางาน (eventsinfocus.org)       รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเน้นย้ำว่า ประชาคมโลกให้ความสนใจประเด็น "แรงงานขัดหนี้" หรือการบังคับใช้แรงงานแทนการชำระหนี้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากแรงงานต่างชาติไม่ต้องแบกรับภาระหนี้ก้อนโตตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน อัตราการหลบหนีออกนอกระบบจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ กระทรวงแรงงานจะประกาศ "แนวทางปฏิบัติสำหรับการป้องกันการบังคับใช้แรงงานในสถานประกอบการ" พร้อมเสนอร่างกฎหมายห้ามยึดเอกสารสำคัญของแรงงานเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติ และจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับกระทรวงเศรษฐการ เพื่อให้คำแนะนำแก่ภาคอุตสาหกรรมและสร้างความเข้าใจเรื่องแรงงานบังคับอย่างเป็นระบบ แรงงานเวียดนามชูป้ายแสดงรายการค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน ซึ่งสูง 5,000-7,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน เรียกร้องให้ยกเลิกระบบการจัดส่งโดยบริษัทจัดหางาน (eventsinfocus.org)       นอกเหนือจากสิทธิแรงงานต่างชาติ ข้อตกลงฉบับนี้ยังครอบคลุมการปรับลดเกณฑ์การจัดตั้งสหภาพแรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงภา

  3. FEB 19

    ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569

    1. เตือนภัยเมาแล้วขับ! แรงงานไทยที่ไทจงขี่จักรยานไฟฟ้าพุ่งชนเสาไฟฟ้า ศีรษะกระแทกรุนแรงหัวใจหยุดเต้น แพทย์เร่งช่วยชีวิต       เมื่อบ่ายวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันแรกของช่วงหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน แรงงานไทยรายหนึ่งประสบอุบัติเหตุขณะขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าข้างทาง ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณศีรษะและอยู่ในภาวะหัวใจหยุดเต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาฉุกเฉิน แพทย์ช่วยกู้ชีพเต็มกำลัง ส่วนสาเหตุของอุบัติเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ขณะที่พนักงานอัยการมีคำสั่งให้ตรวจเลือดเพื่อพิสูจน์ว่ามีการดื่มสุราขณะขับขี่หรือไม่ สถานที่เกิดเหตุแรงงานไทยขี่จักรยานไฟฟ้าพุ่งชนเสาไฟฟ้า ศีรษะกระแทกรุนแรงหัวใจหยุดเต้น (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)       โฆษกสถานีตำรวจฟงหยวนแถลงว่า เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ของวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งเกิดเหตุอุบัติเหตุทางถนนบริเวณถนนฉางผิงตอนที่ 5 ในเขตเสินกัง นครไทจง เจ้าหน้าที่ตำรวจรุดไปยังที่เกิดเหตุโดยทันที พบนายอรุณ (นามสมมุติ) อายุ 40 ปี แรงงานไทยซึ่งทำงานอยู่ในนครไทจง ขี่รถจักรยานไฟฟ้าไปตามถนนโดยไม่มีการเฉี่ยวชนกับยานพาหนะคันอื่น แต่เกิดเสียหลักด้วยสาเหตุที่ยังไม่ทราบแน่ชัด ก่อนพุ่งเข้าชนเสาไฟฟ้าริมทางอย่างแรง สถานที่เกิดเหตุแรงงานไทยขี่จักรยานไฟฟ้าพุ่งชนเสาไฟฟ้า ศีรษะกระแทกรุนแรงหัวใจหยุดเต้น (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)       เจ้าหน้าที่กู้ชีพตรวจสอบพบว่าผู้บาดเจ็บไม่มีสัญญาณชีพ อยู่ในภาวะหัวใจหยุดเต้น และมีบาดแผลรุนแรงบริเวณศีรษะ หน่วยกู้ภัยนครไทจงได้นำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาฉุกเฉินโยทันที อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้ประสบอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บสาหัส สัญญาณชีพจึงยังไม่คงที่และอยู่ในภาวะวิกฤต ตำรวจระบุว่าได้รายงานต่อพนักงานอัยการเพื่อขออนุญาตเก็บตัวอย่างเลือดตรวจพิสูจน์ว่า ขณะเกิดเหตุมีการดื่มสุราหรือไม่ สำหรับสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุ กำลังดำเนินการวิเคราะห์และสรุปผลต่อไป สถานที่เกิดเหตุแรงงานไทยขี่จักรยานไฟฟ้าพุ่งชนเสาไฟฟ้า ศีรษะกระแทกรุนแรงหัวใจหยุดเต้น (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)       โฆษกสถานีตำรวจฟงหยวนได้เตือนให้ผู้ขับขี่เพิ่มความระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนน ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงการขับขี่ในขณะที่ร่างกายอ่อนเพลียหรือภายหลังดื่มสุรา เพื่อป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้โดยง่าย 2. แรงงานเวียดนามในเถาหยวนจุดพลุริมถนนใกล้บ้านเรือน เกือบพุ่งชนรถที่สัญจรผ่านไปมา ชาวบ้านเดือดร้อนแจ้งตำรวจ       ในช่วงกลางดึกของเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์สร้างความไม่พอใจแก่ชาวไต้หวันในหลายพื้นที่ ทั้งในตัวเมืองเถาหยวนและที่เขตต้าหยวน เมื่อกลุ่มแรงงานเวียดนามรวมตัวจุดพลุและดอกไม้ไฟ พร้อมขว้างลงกลางถนนในลักษณะที่เป็นอันตราย ส่งเสียงดังสนั่นรบกวนความสงบของชุมชนโดยรอบ จนชาวบ้านต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าระงับเหตุและสั่งให้สลายการชุมนุม กลุ่มแรงงานเวียดนามจุดพลุและดอกไม้ไฟ ขว้างลงกลางถนน ส่งเสียงดังสนั่นรบกวนความสงบของชุมชนโดยรอบ เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าระงับเหตุและสั่งให้สลายการชุมนุม (ภาพจาก @Threads-lion8511010)       เมื่อเวลาประมาณ 00.00 น. ของวันที่ 17 ก.พ. ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินจีนหรือวันตรุษจีน บริเวณถนนและย่านที่พักอาศัยหลังสถานีรถไฟเถาหยวน มีกลุ่มแรงงานเวียดนามจำนวนหนึ่งรวมตัวจุดดอกไม้ไฟและประทัด เสียงดังสนั่นสร้างความรำคาญแก่ประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ ผู้พบเห็นเหตุการณ์ยังระบุว่า มีแรงงานบางรายจุดพลุแล้วขว้างลงกลางถนนทันทีเกือบพุ่งชนยานพาหนะที่สัญจรผ่านไปมา ก่อให้เกิดความเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง กลุ่มแรงงานเวียดนามจุดพลุและดอกไม้ไฟ ขว้างลงกลางถนน ส่งเสียงดังสนั่นรบกวนความสงบของชุมชนโดยรอบ เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าระงับเหตุและสั่งให้สลายการชุมนุม (ภาพจาก @Threads-lion8511010)       สถานีตำรวจต้าซู่ชี้แจงว่า แม้ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นคืนส่งท้ายปีเก่าเข้าสู่วันขึ้นปีใหม่ แต่บริเวณถนนเหยียนผิงด้านหลังสถานีรถไฟกลับมีเสียงประทัดดังต่อเนื่องจากการเฉลิมฉลองของแรงงานต่างชาติ เจ้าหน้าที่เกรงว่าจะก่อใ

  4. FEB 12

    ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569

    1. เทศกาลตรุษจีนหยุดยาว 9 วันเริ่มขึ้นแล้ว ปีนี้เป็นต้นไปมีการเพิ่ม “วันจ่าย” เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ เตือนนายจ้างต้องปฏิบัติตามกฎหมาย       เทศกาลตรุษจีน 2569 ระหว่างวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ ถึงเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ ถูกกำหนดให้เป็นวันหยุดที่นายจ้างต้องให้ลูกจ้างหยุดงานตามกฎหมาย เมื่อรวมวันเสาร์และวันอาทิตย์ หยุดยาวรวม 9 วัน ตลาดตรุษจีนตี๋ฮั่วเจียในกรุงไทเป เปิดเมื่อ 31 ม.ค. ถึง 15 ก.พ. 2026 ชาวไต้หวันจำนวนมากไปจับจ่ายซื้อสินค้ารับตรุษจีนอย่างคึกคัก (ภาพจาก ftvnews.com.tw)       กองแรงงาน กรุงไทเปแจ้งให้สถานประกอบการและนายจ้างทุกแห่งทราบว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ได้มีการเพิ่ม“วันจ่าย (小年夜 เสี่ยวเหนียนเย่)” ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์เพิ่มเป็นครั้งแรก โดยสลับไปหยุดชดเชยในวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ นายจ้างจึงต้องปรับปรุงระเบียบการบริหารแรงงานให้สอดคล้องกับข้อกำหนดดังกล่าว และหลีกเลี่ยงการใช้หลักปฏิบัติเดิมซึ่งอาจก่อให้เกิดข้อพิพาทด้านแรงงานได้ 2. เทศกาลตรุษจีนปีนี้หยุดยาว 9 วัน หากทำงานล่วงเวลาคิดค่าจ้างอย่างไร?       ในช่วงระหว่างเทศกาลตรุษจีน หากลูกจ้างต้องเข้าทำงาน นายจ้างจะจ่ายค่าจ้างอย่างไร? กระทรวงแรงงานให้คำตอบว่า ช่วงหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน หากนายจ้างต้องการให้ลูกจ้างเข้าทำงาน จะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อน การจ่ายค่าจ้างต้องเป็นไปตามกฎหมายกำหนด กล่าวคือทำงานล่วงเวลาหรือโอทีในวันหยุดนักขัตฤกษ์ ต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มขึ้น 1 วัน แต่หากตรงกับวันหยุดพักประจำสัปดาห์ ต้องจ่ายค่าจ้างใน 2 ชั่วโมงแรก 1.34 เท่าและชั่วโมงที่ 4-8 จ่ายค่าจ้างทำงานล่วงเวลา 1.67 เท่าของค่าจ้างปกติตามลำดับ       กรณีที่สถานประกอบการใด มีวันหยุดพักประจำสัปดาห์เหมือนกับระบบราชการ วันที่ 16-20 กุมภาพันธ์รวม 5 วัน เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันที่ 14 และ 21 กุมภาพันธ์เป็นวันหยุดพักผ่อนประจำสัปดาห์ สามารถทำงานล่วงเวลาหรือโอทีได้ ส่วนวันอาทิตย์ที่ 15 และ 22 กุมภาพันธ์เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ที่ทำโอทีไม่ได้ ยกเว้นมีเหตุฉุกเฉินหรือภัยธรรมชาติ       ตามกฎหมายกำหนด ในวันหยุดนักขัตฤกษ์หรือวันหยุดราชการ นายจ้างมีหน้าที่ให้ลูกจ้างหยุดงาน 1 วัน พร้อมจ่ายค่าจ้างตามปกติ หากนายจ้างมีความจำเป็นต้องให้ลูกจ้างมาปฏิบัติงานในช่วง 16-20 กุมภาพันธ์ จะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็นการล่วงหน้า และกรณีที่ให้ทำงานไม่เกิน 8 ชั่วโมง นายจ้างต้องจ่ายค่าโอทีเพิ่มอย่างน้อยเท่ากับค่าจ้าง 1 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด หรืออาจตกลงให้มีการชดเชยวันหยุดในวันทำงานอื่นแทนได้ ช่วงตรุษจีน ผู้คนในไต้หวันนิยมแขวนหรือติดกระดาษแดงที่เขียนคำมงคล (ภาพจาก ftvnews.com.tw)       ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ค่าจ้างขั้นต่ำได้ปรับเพิ่มเป็น 29,500 เหรียญไต้หวันต่อเดือน ส่วนลูกจ้างชาวไต้หวันที่ทำงานเป็นรายชั่วโมง ปรับเพิ่มเป็น 196 เหรียญไต้หวันต่อชั่วโมง หากนายจ้างให้แรงงานต่างชาติที่รับค่าจ้างขั้นต่ำทำงานในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ ต้องจ่ายค่าโอทีเพิ่มขึ้นอีก 1 วัน (ไม่เกิน 8 ชั่วโมง) หรือ 984 เหรียญไต้หวัน ส่วนการทำงานในวันพักผ่อนประจำสัปดาห์ ได้แก่ 14 และ 21 กุมภาพันธ์ จ่ายค่าจ้างใน 2 ชั่วโมงแรก 1.34 เท่าและชั่วโมงที่ 4-8 จ่ายค่าจ้างทำงานล่วงเวลา 1.67 เท่าของค่าจ้างปกติ หรือรวม 8 ชั่วโมง 1,588 เหรียญไต้หวัน สำหรับวันหยุดประจำสัปดาห์ ได้แก่ 15 และ 22 กุมภาพันธ์ เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ที่ทำโอทีไม่ได้ ยกเว้นมีเหตุฉุกเฉินหรือภัยธรรมชาติ       สำนักงานมาตรฐานแรงงานและความเสมอภาคในการทำงาน กระทรวงแรงงานกล่าวว่า การทำงานในวันหยุดช่วงเทศกาลตรุษจีนดูเหมือนซับซ้อน แต่หากยึดหลักแบ่งวันหยุดเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์และวันหยุดประจำสัปดาห์ จะทำให้คิดง่ายขึ้น และกฎหมายอนุญาตให้สถานประกอบการสามารถจัดวันทำงานและวันหยุดพักผ่อนประจำสัปดาห์กันเองได้ ภายใต้หลักการแรงงานต้องได้รับวันหยุดงาน 2 วัน ทุก ๆ ระยะเวลา 7 วัน ในจำนวนนี้ เป็นวันหยุด 1 วัน วันพักผ่อน 1 วัน ดังนั้น วันหยุดประจำสัปดาห์จึงอาจไม่ตรงกับวันเสาร์และวันอาทิตย์ตามระบบราชการได้ เพื่อลดกรณีพิพาทจากการทำงานล่วงเวลา นายจ้างจึงควรหารือและได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อน ทั้งนี้ หากนายจ้างฝ่าฝืนกฎหมาย ลูกจ้างสามารถร้องเรียนต่อกองแรงงานท

  5. FEB 5

    ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569

    1. ปี 68 สายด่วน 1955 ให้บริการร้องทุกข์กว่า 1.9 แสนสาย ช่วยทวงคืนค่าจ้างค้างจ่ายกว่า 3,000 ราย แรงงานเวียดนามใช้บริการมากสุด 35.7% แรงงานไทย 3.6%        กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงานเปิดเผยผลการดำเนินงานของสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ในปี 2568 ที่ผ่านมาว่า ให้บริการทางโทรศัพท์ไปแล้ว 194,185 สาย เทียบกับ  202,747 สายของปี 2567 ลดลงประมาณ 4.3% ในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่หรือ 87% เป็นโทรศัพท์สอบถามข้อมูลและขอคำปรึกษา ซึ่งส่วนใหญ่สอบถามปัญหาการย้ายงาน การให้บริการของล่าม ตามด้วยปัญหาในสัญญาจ้าง อาทิ ค่าที่พักอาหาร การยกเลิกสัญญาก่อนกำหนดและผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศเป็นต้น และแรงงานเวียดนามโทรศัพท์ใช้บริการมากที่สุด แรงงานไทยใช้บริการน้อยที่สุด ส่วนคนไต้หวันใช้บริการแจ้งข้อมูลแรงงานผิดกฎหมายเป็นส่วนใหญ่ สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 เป็นสื่อกลางช่วยแก้ปัญหากรณีพิพาทระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมงและตลอดปีโดยไม่เว้นวันหยุด       กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงานแถลงว่า ขั้นตอนการให้บริการของสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 หลังจากได้รับเรื่องร้องทุกข์แล้ว จะส่งให้กองแรงงานท้องที่ผ่านระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แบบเรียลไทม์ เพื่อให้กองแรงงานท้องที่ดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาภายในเวลากำหนด นอกจากนี้ ยังประสานกับหน่วยงาน NGO จัดหาบ้านพักฉุกเฉินหรือนำส่งรักษาพยาบาล สำหรับแรงงานที่ได้รับความเดือดร้อนหรือถูกทำร้ายร่างกาย โดยมีล่ามคอยเป็นเพื่อนช่วยแปลภาษาและแก้ไขข้อพิพาทด้วย ทั้งนี้ สายด่วนคุ้มครองแรงงาน ให้บริการทั้งแรงงานต่างชาติ แรงงานท้องถิ่น นายจ้างและบริษัทจัดหางาน โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา มีคนท้องถิ่นโทรศัพท์ใช้บริการประมาณ 31% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสแรงงานผิดกฎหมายและการจ้างแรงงานต่างชาติอย่างผิดกฎหมาย ประมาณ 6.6% เป็นการสอบถามข้อระเบียบในการว่าจ้าง ชั่วโมงการทำงานและการบริหารแรงงานต่างชาติจากนายจ้างและบริษัทจัดหางาน สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 มีล่าม 5 ภาษาจำนวน 45 คน คอยให้บริการรับโทรศัพท์จากแรงงานต่างชาติตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวันไม่เว้นวันหยุด       กรมพัฒนากำลังแรงงานกล่าวว่า สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ให้บริการที่หลากหลายตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากทางโทรศัพท์แล้ว ยังให้บริการสอบถามข้อมูล ให้คำปรึกษา รับเรื่องร้องทุกข์หรือขอความช่วยเหลือผ่านข้อความของกลุ่ม Line@ 1955 แบบเรียลไทม์เป็นภาษาจีน ภาษาไทย เวียดนาม อังกฤษและอินโดนีเซีย บรรยากาศภายในห้องทำงานของสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955       กรมพัฒนากำลังแรงงานเปิดเผยข้อมูลพบว่า ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ให้บริการทางโทรศัพท์ไปแล้ว 194,185 สาย ในจำนวนนี้เป็นโทรศัพท์สอบถามข้อมูลและขอรับคำปรึกษา 169,162 สายหรือประมาณ 87.11% ของโทรศัพท์ที่ใช้บริการทั้งหมด ในส่วนของการร้องทุกข์ทั่วไปจำนวน 23,979 สาย โทรศัพท์ขอรับความช่วยเหลือฉุกเฉิน 1,044 สาย ส่งให้กองแรงงานท้องที่ดำเนินการต่อโดยผ่านระบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบเรียลไทม์ ช่วยแรงงานต่างชาติโอนย้ายนายจ้างได้สำเร็จ 2,541 ราย ทวงคืนค่าจ้างค้างจ่ายและเงินสิทธิประโยชน์อื่น ๆ 3,035 คดี การทำงานของเจ้าหน้าที่ไทยสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955       จากการวิเคราะห์ช่วงเวลาที่แรงงานต่างชาติโทรศัพท์ขอรับคำปรึกษาหรือร้องเรียนต่อสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 มากที่สุด หรือ 51.1% โทรศัพท์ในช่วงนอกเวลาทำงาน ซึ่งรวมวันหยุดและกลางคืน สำหรับชาติที่โทรศัพท์ใช้บริการมากสุดได้แก่ เวียดนาม 35.7% ตามด้วยแรงงานอินโดนีเซีย 20.3% ฟิลิปปินส์ 9% ส่วนแรงงานไทยใช้บริการเพียง 3.6% นอกจากแรงงานต่างชาติแล้ว สายด่วน 1955 ยังเปิดให้แรงงานท้องถิ่นใช้บริการด้วย มีชาวไต้หวันโทรศัพท์ใช้บริการ 31% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสแรงงานผิดกฎหมายและการจ้างแรงงานต่างชาติอย่างผิดกฎหมาย ส่วนนายจ้างและบริษัทจัดหางาน ที่โทรศัพท์สอบถามกฎระเบียบ ข้อบังคับด้านการบริหารแรงงานต่างชาติมี 6.6% แสดงว่า การให้บริการแบบไม่มีวันหยุดตลอด 24 ชั่วโมง สอดคล้องกับความต้องการของแรงงานต่างชาติและผู้ใช้บริการชาวไต้หวัน คณะเจ้าหน้าที่จากกระทรวงแรงงานของไทยเดินทางมาดูงานที่สายด่วน 1955       กระทรวงแรงงานไต้หวันกล่าวว่า สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 นอกจากเป็น

  6. JAN 29

    ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569

    1. อุบัติเหตุจากการทำงานยังคงสูง! ปี 2568 ทั่วไต้หวันมีจำนวน 251 ราย ตกจากที่สูงคร่าชีวิต 70 ราย ภาคการก่อสร้างหนักสุด กระทรวงแรงงานงัดแผนลดอุบัติภัยเร่งด่วน       กระทรวงแรงงานไต้หวันเปิดเผยสถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุร้ายแรงในการทำงานของทุกภาคอุตสาหกรรมประจำปี 2568 โดยระบุว่า ยอดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจากการทำงานรวมทั้งสิ้น 251 ราย เทียบกับปี 2567 ที่มี 287 ราย ลดลง 36 ราย ขณะที่ภาคการก่อสร้างมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุร้ายแรง 105 ราย คิดเป็นร้อยละ 42 ของทั้งหมด และลดลงจากปีก่อนหน้า 40 ราย อย่างไรก็ตาม ในจำนวนดังกล่าว มากถึง 70 ราย หรือคิดเป็นอัตราส่วนร้อยละ 67 เสียชีวิตจากการตกจากที่สูง ในปี 2568 ภาคการก่อสร้างมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุร้ายแรง 105 ราย คิดเป็น 42% ของทั้งหมด ในจำนวนนี้มากถึง 70 ราย หรือ 67% เสียชีวิตจากการตกจากที่สูง (knews.com.tw)       จางอี้ปิน ผู้อำนวยการกองวางแผนบูรณาการ กรมความปลอดภัยและอาชีวอนามัย กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในไซต์งานก่อสร้างลดลง 40 ราย มาจากการชะลอตัวของโครงการก่อสร้างในช่วงปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ปัญหาการเร่งรัดงานก่อสร้างอย่างไม่เหมาะสมลดลง ควบคู่กับการที่กระทรวงแรงงานเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบด้านแรงงานในงานก่อสร้าง โดยมุ่งเน้นอันตรายความเสี่ยงสูง เช่น การตกจากที่สูงและอัคคีภัย พร้อมทั้งดำเนินมาตรการกำกับดูแลและให้คำแนะนำอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม อัตราการเสียชีวิตจากการตกจากที่สูงในภาคการก่อสร้างยังคงอยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 67 หรือ 70 ราย และอุบัติเหตุในโครงการก่อสร้างของภาคเอกชนมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70 ในปี 2568 ภาคการก่อสร้างมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุร้ายแรง 105 ราย คิดเป็น 42% ของทั้งหมด ในจำนวนนี้มากถึง 70 ราย หรือ 67% เสียชีวิตจากการตกจากที่สูง (knews.com.tw)       สำหรับภาคอุตสาหกรรมการผลิต จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุร้ายแรงเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 7 ราย รวมเป็น 63 ราย คิดเป็นร้อยละ 25 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด จางอี้ปินระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมภายในประเทศ ทั้งในด้านทรัพยากรในการป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงานและความรู้ด้านการบริหารจัดการความปลอดภัย ในปี 2568 ภาคการก่อสร้างมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุร้ายแรง 105 ราย คิดเป็น 42% ของทั้งหมด ในจำนวนนี้มากถึง 70 ราย หรือ 67% เสียชีวิตจากการตกจากที่สูง (knews.com.tw)       เมื่อพิจารณาจำแนกตามพื้นที่พบว่า ปี 2568 ที่ผ่านมา นครไทจงมีจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุร้ายแรงในการทำงาน 36 ราย สูงสุดในไต้หวัน คาดว่าเป็นผลจากการมีโครงการก่อสร้างของภาคเอกชนจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวลดลงจากปีก่อน 4 ราย รองลงมาคือ นครนิวไทเปและนครเถาหยวน ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 32 รายเท่ากัน เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า นครนิวไทเปลดลง 8 ราย นครเถาหยวนลดลง 2 ราย ส่วนนครเกาสงจำนวนผู้เสียชีวิตลดลงมากที่สุด 17 ราย ในทางตรงกันข้าม กรุงไทเปมีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 8 ราย มากที่สุดในบรรดาทุกพื้นที่ สะท้อนให้เห็นว่ายังมีช่องว่างในการยกระดับการส่งเสริมความปลอดภัยในการทำงานของรัฐบาลท้องถิ่นแต่ละแห่ง แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 3 หรือเทอร์มินอล 3 ท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน (knews.com.tw)       การวิเคราะห์ประเภทของสาเหตุที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุพบว่า ภาคการก่อสร้างยังคงเผชิญความเสี่ยงหลักจากอุบัติเหตุการตกจากที่สูง โดยในปีที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตมากถึง 70 ราย คิดเป็นร้อยละ 67 ของผู้เสียชีวิตในภาคการก่อสร้างทั้งหมด แม้จะลดลงจากปีก่อน 12 ราย แต่สัดส่วนอุบัติเหตุในโครงการของภาคเอกชนยังคงสูงกว่าร้อยละ 70 ซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งเสริมความเข้มแข็งต่อไป ส่วนภาคอุตสาหกรรมการผลิต ประเภทอุบัติเหตุที่ทำให้เสียชีวิตมากที่สุดคือการตกจากที่สูงเช่นกัน จำนวน 27 ราย รองลงมาคือการถูกหนีบหรือถูกดึงเข้าเครื่องจักร 10 ราย และอุบัติเหตุจากการถูกชน กระทรวงแรงงานนอกจากแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแล้ว ยังเสนอแผนปฏิบัติการเสริมสร้างการลดอุบัติเหตุในสถานที่ทำงานควบคู่กันไปด้วย (ภาพจาก knews.com.tw)       กรมความปลอดภัยและอาชีวอนามัยชี้แจงว่า สถิติที่ประกา

  7. JAN 22

    ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 23 มกราคม 2569

    1. ไต้หวันสั่งคุมเข้ม! สกัดปัญหานักศึกษาต่างชาติ “ฝึกงานแฝงแรงงานเถื่อน” ย้ำค่าตอบแทนต้องไม่ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ       เมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา กระทรวงเศรษฐการได้แก้ไขและประกาศใช้ “ระเบียบการขอรับนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียนและมาฝึกงานในไต้หวัน” ป้องกันปัญหาการนำนักศึกษาต่างชาติมาใช้เป็นแรงงานราคาถูก พร้อมกำชับว่าหากมีการทำงานจริง ค่าตอบแทนรวมต้องไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด หากหน่วยงานฝึกงานฝ่าฝืนข้อกำหนดดังกล่าว กระทรวงเศรษฐการมีอำนาจเพิกถอนหรือยกเลิกหนังสืออนุมัติการฝึกงาน และจะไม่พิจารณาอนุมัติคำขอให้นักศึกษาต่างชาติเข้ามาฝึกงานอีกเป็นระยะเวลา 6 เดือน วิทยาลัยอาชีวศึกษาที่เกาสง Chung Shan Industrial & Commercial School : CSIC มีนักศึกษาจากเวียดนาม อินโดนีเซียจำนวนมาก (ภาพจาก twreporter.org)       จากปัญหาอัตราการเกิดต่ำและสังคมผู้สูงอายุที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก จึงเปิดให้นักศึกษาต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานเพื่อเติมเต็มช่องว่างด้านแรงงาน ภายใต้ชื่อการฝึกงาน แต่พบว่านักศึกษาเหล่านี้ มักไม่ได้รับความคุ้มครองด้านประกันภัยแรงงานและประกันสุขภาพ อีกทั้งค่าตอบแทนยังต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมาย ไม่เพียงแต่ภาคการผลิตเท่านั้น แม้แต่ภาคบริการ เช่น ธุรกิจอาหารและที่พัก รวมถึงธุรกิจเสริมสวย ต่างมีการว่าจ้างนักศึกษาต่างชาติเข้าทำงาน ส่งผลให้ปรากฏปัญหาใช้การฝึกงานบังหน้า ที่แท้จริงแล้วคือการใช้แรงงานค่าแรงถูกอย่างต่อเนื่อง ไต้หวันคุมเข้ม! สกัดปัญหานักศึกษาต่างชาติถูกใช้เป็นแรงงานราคาถูก ย้ำค่าตอบแทนต้องไม่ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ (ภาพจาก ctee.com.tw)       เพื่อคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของนักศึกษาต่างชาติดังกล่าว ควบคู่กับการตอบสนองต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม กระทรวงเศรษฐการไต้หวันจึงได้แก้ไขและประกาศใช้ระเบียบการขอรับนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียนและมาฝึกงานในไต้หวัน โดยมีการปรับปรุงสาระสำคัญ 5 ประเด็นหลักดังนี้ :       - คุณสมบัติ : ต้องเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่กระทรวงศึกษาธิการรับรอง เรียนมาแล้วอย่างน้อย 1 ภาคการศึกษาก่อนเดินทางเข้ามาในไต้หวัน อายุต้องสอดคล้องกับระดับการศึกษา สาขาที่เรียนต้องสัมพันธ์กับลักษณะการฝึกงาน และต้องมีทักษะภาษาจีนหรืออังกฤษในระดับพื้นฐาน เพื่อให้การฝึกงานเกิดผลอย่างแท้จริง นักศึกษาจากประเทศอาเซียน ขณะเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน (ภาพจาก twreporter.org)       - ค่าตอบแทน : ในกรณีที่มีการปฏิบัติงานหรือใช้แรงงานนอกเหนือจากการฝึกอบรมวิชาการ ยอดรวมของเงินอุดหนุนและเบี้ยเลี้ยงรายเดือนต้องไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามประกาศของกระทรวงแรงงาน       - ชั่วโมงการทำงาน : จำกัดเวลาฝึกงานไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ห้ามทำงานในช่วงเวลา 22.00 น. ถึง 06.00 น. ของวันถัดไป เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากตัวนักศึกษา       - การประกันภัยภาคบังคับ : หน่วยงานที่รับฝึกงานต้องจัดทำประกันภัยที่เหมาะสมให้แก่นักศึกษา ซึ่งรวมถึงประกันอุบัติเหตุกลุ่มหรือประกันอุบัติเหตุจากการทำงาน       - กลไกการตรวจสอบ : กระทรวงเศรษฐการจะร่วมกับกระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สุ่มตรวจสถานประกอบการ หากหน่วยงานฝึกงานฝ่าฝืนข้อกำหนด จะถูกเพิกถอนการอนุมัติการรับฝึกงานทันที และสั่งระงับสิทธิ์การขอรับนักศึกษาต่างชาติเข้าฝึกงานเป็นเวลา 6 เดือน ไต้หวันคุมเข้ม! ป้องกันปัญหานักศึกษาต่างชาติถูกใช้เป็นแรงงานราคาถูก ย้ำค่าตอบแทนต้องไม่ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ (ภาพจาก udn.com)       กระทรวงเศรษฐการระบุเพิ่มเติมว่า การแก้ไขหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมของปีนี้เป็นต้นไป พร้อมกันนี้ได้มีการปรับปรุงแบบคำขอและเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยสถานประกอบการและนิติบุคคลสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัครฉบับปรับปรุงใหม่ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการพิจารณาและอนุมัติการลงทุน เพื่อดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป 2. 9 เดือนแรกปี 68 ชาวต่างชาติในไต้หวันก่อคดีอาชญากรรมถูกจับ 8,293 คน เวียดนามอันดับหนึ่ง 4,000 คน ตามด้วยไทยร่วม 1,000 คน คดีฉ้อโกงมากสุด  3,013 คน เมาแล้วขับ 1,869 คน       สำนักงานตำรวจ กร

  8. JAN 15

    ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569

    1. แก๊งคอลเซ็นเตอร์รับซื้อบัญชีม้าจากแรงงานต่างชาติถูกกฎหมาย ใช้วิธีชักชวนคนบ้านเดียวกัน อ้างหาเงินก้อนสุดท้ายก่อนกลับบ้าน พบแรงงานอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์รุนแรงที่สุด         สถานีตำรวจไทเปแถลงว่า คดีฉ้อโกงยังไม่มีแนวโน้มลดลง ขบวนการมิจฉาชีพได้ปรับเปลี่ยนเป้าหมายการรับซื้อบัญชีม้า จากเดิมที่มุ่งเน้นแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย มาเป็นแรงงานต่างชาติที่มีสถานะถูกกฎหมายและกำลังจะเดินทางกลับประเทศ โดยใช้กลยุทธ์ "เพื่อนร่วมชาติชวนเพื่อนร่วมชาติ" ชักชวนให้ "หารายได้ก้อนสุดท้ายก่อนเดินทางกลับประเทศ" แลกกับการขายบัญชีธนาคารและบัตรเอทีเอ็มพร้อมรหัสผ่านให้แก๊งมิจฉาชีพนำไปใช้ฟอกเงิน ก่อนรีบเดินทางออกนอกไต้หวันเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดทางกฎหมาย เตือนอย่าเชื่อสื่อโซเชียลรับซื้อบัญชีและบัตร ATM ระวังติดคุก ในภาพเป็นเฟซบุ๊กรับซื้อบัตร ATM อย่างโจ๋งครึ่ม (ภาพจากเฟซบุ๊ก)            โฆษกสถานีตำรวจไทเประบุว่า จากสถิติการตรวจยึดบัญชีม้าของชาวต่างชาติในปี 2568 พบว่า บัญชีม้าที่เป็นการยินยอมขายโดยสมัครใจของแรงงานต่างชาติถูกกฎหมายมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 75 อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ เมื่อเจ้าหน้าที่ออกหมายเรียกเฉลี่ย 50 ราย จะมีผู้มาพบพนักงานสอบสวนเพียง 1 รายเท่านั้น ส่วนที่เหลือเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว จากสถิติการตรวจยึดบัญชีม้าของชาวต่างชาติในปี 2568 พบบัญชีม้าที่เป็นการยินยอมขายโดยสมัครใจของแรงงานต่างชาติถูกกฎหมายมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 75            ข้อมูลสถิติช่วงเดือนมกราคมถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ระบุว่า ในบรรดาบัญชีม้าของชาวต่างชาติที่ถูกตรวจพบ เป็นแรงงานต่างชาติถูกกฎหมายถึง 66 ราย แรงงานหลบหนีที่กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายมีเพียง 2 ราย และชาวต่างชาติทั่วไป 20 ราย โดยแรงงานถูกกฎหมายที่เกี่ยวข้องมากที่สุดเป็นสัญชาติอินโดนีเซีย 22 ราย รองลงมาคือเวียดนาม 21 ราย และฟิลิปปินส์ 18 ราย สะท้อนให้เห็นว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ล็อกเป้าหมายไปที่แรงงานต่างชาติถูกกฎหมาย ซึ่งมีจำนวนมากและอยู่ในระบบการบริหารจัดการที่ค่อนข้างโปร่งใส            เจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามการฉ้อโกงเปิดเผยว่า ระหว่างการชักชวนซื้อบัญชีม้า สมาชิกขบวนการมักใช้วิธีล้างสมอง โดยบอกแรงงานว่า "กว่าตำรวจหรืออัยการจะเรียกสอบ คุณก็หมดสัญญาทำงานและออกนอกประเทศไปแล้ว กฎหมายไต้หวันเอาผิดคุณไม่ได้" เพื่อจูงใจให้แรงงานตัดสินใจขายบัญชีก่อนเดินทางกลับประเทศ            เจ้าหน้าที่ประเมินอย่างไม่เป็นทางการว่า ในคดีบัญชีม้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างชาติ เมื่อออกหนังสือแจ้งให้มาพบพนักงานสอบสวน โดยเฉลี่ย 50 คดี จะมีแรงงานมาปรากฏตัวเพียง 1 ราย และเมื่อถึงขั้นตอนนัดพิจารณาคดีหรือมีคำพิพากษา แรงงานรายนั้นมักเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว ในทางปฏิบัติ แรงงานเหล่านี้แทบไม่เดินทางกลับมาไต้หวันอีก ทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้            ตำรวจเตือนว่า แรงงานต่างชาติจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่า การขายบัญชีเป็นเพียงการหารายได้เสริม แต่ในความเป็นจริงเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงและฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน อีกทั้งหากถูกจำกัดการเดินทางออกนอกประเทศก่อนออกเดินทาง จะถูกดำเนินคดี ถูกเพิกถอนใบอนุญาตทำงาน และถูกบังคับให้ออกนอกประเทศหลังพ้นโทษ            ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีของแรงงานต่างชาติถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือก่ออาชญากรรม หน่วยงานด้านการเงิน อัยการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดตั้งคณะทำงานข้ามหน่วยงาน เพื่อติดตามและเฝ้าระวังบัญชีของแรงงานที่ขาดการติดต่อหรือกำลังจะเดินทางออกนอกประเทศ หากพบความเคลื่อนไหวของเงินที่ผิดปกติ จะดำเนินการอายัดบัญชีทันที พร้อมแจ้งให้ตำรวจและอัยการทราบ นอกจากนี้ หากแรงงานเดินทางออกนอกประเทศ บัตรถิ่นที่อยู่หรือ ARC หมดอายุ หรือไม่มีเงินเดือนเข้าบัญชีนานกว่า 2 เดือน ระบบจะระงับธุรกรรมโดยอัตโนมัติทันที ตำรวจลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ให้แรงงานต่างชาติในโรงงานต่าง ๆ ในเมืองจางฮั่ว ทราบถึงผลร้ายของการขายบัญชีม้า (ภาพจากสถานีตำรวจจางฮั่ว) 2. ระทึก! แรงงานเวียดนามตุนประทัด–ดอกไม้ไฟกว่า 50 กก. ไลฟ์สดผ่านโซเชียลขายช่วงปีใหม่ ถูกจับโทษปรับสูงสุด 300,000       เจ้าหน้าที่ดับเพลิงนครเถ

About

แรงงานและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่