Tommy เล่าให้ฟัง

Tommy

นี่คือพ็อดคาสท์ที่พาคุณดำดิ่งสู่เรื่องราวที่น่าสนใจ ทั้งการเล่าเรื่องจากประสบการณ์ มุมมองชีวิต และการรีวิวหนังสือดี ๆ ที่จะเปิดโลกความคิดให้กว้างขึ้น ฟังเพลิน ได้แรงบันดาลใจ และเก็บเกี่ยวไอเดียใหม่ ๆ ไปพร้อมกันกับทอมมี่!

  1. EP. 20 - เปลี่ยนชีวิตคุณด้วยการทำวิปัสสนา สมาธิ

    05/04/2025

    EP. 20 - เปลี่ยนชีวิตคุณด้วยการทำวิปัสสนา สมาธิ

    วันนี้เราจะพูดถึงหัวข้อสำคัญและลึกซึ้งที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต คือ “การฝึกจิตให้สงบ” ด้วยการ เจริญสมาธิ และ วิปัสสนา เพื่อให้เราก้าวพ้นความทุกข์ และไปสู่เป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนา นั่นคือ การหลุดพ้น หรือ “นิพพาน” และการเป็น อริยบุคคล ⸻ [ช่วงที่ 1 – เข้าใจปัญหาชีวิต: ทำไมเราต้องฝึกจิต?] (เวลาประมาณ 5 นาที) เราทุกคนเกิดมาพร้อมกับ “ความทุกข์” ในรูปแบบต่างๆ บางคนมีความเครียด บางคนมีความเศร้า หรือความกังวลใจ ไม่ว่าจะรวยแค่ไหน ก็ยังมีทุกข์ เพราะใจเราถูกครอบงำด้วย “กิเลส” เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง พระพุทธเจ้าทรงค้นพบว่า “ต้นตอของความทุกข์ทั้งหมด เกิดจากใจที่ไม่รู้เท่าทันความจริง” เพราะฉะนั้น การฝึกจิตจึงเป็นทางเดียวที่จะดับทุกข์อย่างแท้จริง ⸻ [ช่วงที่ 2 – สมาธิคือพื้นฐานของการฝึกจิต] (เวลาประมาณ 6-7 นาที) สมาธิ (Samādhi) แปลว่า “การตั้งมั่นของจิต” คือ การฝึกให้จิตไม่วอกแวก ไม่ไหลไปตามอารมณ์หรือความคิด เริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วย “อานาปานสติ” หรือการกำหนดลมหายใจ วิธีฝึกสมาธิเบื้องต้น: ​ นั่งในที่สงบ หลับตา หายใจเข้า-ออกตามธรรมชาติ​ รู้ลมหายใจโดยไม่ต้องบังคับ​ ถ้าฟุ้งซ่าน ไม่ต้องกังวล แค่กลับมารู้ลมใหม่ เมื่อฝึกไปเรื่อยๆ จะเกิดสมาธิขั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่า ฌาน (Jhana) ซึ่งมีทั้งหมด 8 ระดับ ฌาน 1-4 คือ รูปฌาน (สงบใจจากรูปเสียง) ฌาน 5-8 คือ อรูปฌาน (ลึกไปถึงการไม่ยึดติดแม้แต่วัตถุ) ไม่จำเป็นต้องถึงฌาน 8 ก็ได้ครับ แค่ใจสงบพอประมาณ ก็ใช้พิจารณาวิปัสสนาได้แล้ว ⸻ [ช่วงที่ 3 – วิปัสสนา: เห็นตามความเป็นจริง] (เวลาประมาณ 6-7 นาที) วิปัสสนา (Vipassanā) คือ การใช้จิตที่สงบมาพิจารณาธรรม เพื่อให้เกิด “ปัญญา” เห็นความจริงของชีวิต หลักสำคัญของวิปัสสนา คือ “ไตรลักษณ์”: ​ อนิจจัง – ทุกอย่างไม่เที่ยง​ ทุกขัง – ไม่มีอะไรให้พึ่งพาได้อย่างแท้จริง​ อนัตตา – ไม่มีสิ่งใดเป็นตัวเรา ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ความโกรธ ลองสังเกตว่า… มันเกิดขึ้นอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ดับไป เราควบคุมมันไม่ได้จริงๆ ถ้าพิจารณาแบบนี้ซ้ำๆ จิตจะเริ่มเบาบางจากความยึดมั่น ผลของวิปัสสนา: ​ ความยึดติดจะค่อยๆ ลดลง​ ใจจะเริ่มปล่อยวาง​ กิเลสจะลดลงเองโดยธรรมชาติ ⸻ [ช่วงที่ 4 – บันได 4 ขั้นของอริยบุคคล] (เวลาประมาณ 6-8 นาที) เมื่อฝึกสมาธิและวิปัสสนาอย่างต่อเนื่อง จิตจะเริ่ม “ละกิเลส” และเกิด “ญาณทัศนะ” หรือการรู้แจ้ง พระพุทธเจ้าตรัสถึงผู้ที่บรรลุธรรมไว้ 4 ขั้น คือ: ​ โสดาบัน (พระโสดา)​ เห็นความจริงครั้งแรก ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส​ จะไม่ตกอบายอีก และกลับมาเกิดไม่เกิน 7 ชาติ​ สกิทาคามี (พระสกิทา)​ ลดความโลภ โกรธ หลงได้มาก​ กลับมาเกิดอีกครั้งเดียวเท่านั้น​ อนาคามี (พระอนาคา)​ ละราคะ-โทสะได้หมด​ ไปเกิดในพรหมโลก และไม่กลับมาโลกมนุษย์อีก​ อรหันต์ (พระอรหันต์)​ ละกิเลสได้หมดสิ้น ไม่เกิดอีก​ หลุดพ้นจากวัฏสงสารโดยสมบูรณ์ ⸻ [ช่วงที่ 5 – วิธีฝึกปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน] (เวลาประมาณ 5-6 นาที) ต่อไปนี้คือวิธีฝึกแบบง่ายๆ ที่ทำได้จริง: ​ นั่งสมาธิทุกวัน (วันละ 10-30 นาที)​ ใช้ลมหายใจเป็นหลัก​ หรือพุท-โธก็ได้​ ฝึกสติในชีวิตประจำวัน​ ล้างจาน เดิน กินข้าว อาบน้ำ ด้วยความรู้ตัว• เช่น “ขณะล้างจาน ก็รู้ว่ากำลังล้างจาน” 3. ฟังธรรมะ หรืออ่านหนังสือธรรมะทุกวัน • เพื่อให้ปัญญาค่อยๆ ตื่น 4. พิจารณาไตรลักษณ์ • เห็นความเปลี่ยนแปลง ความทุกข์ ความไม่มีตัวตน ในสิ่งต่างๆ รอบตัว 5. อยู่กับกัลยาณมิตร • คบเพื่อนดี ฟังครูบาอาจารย์ จะช่วยให้เราไม่หลงทาง ⸻ [OUTRO – ปิดท้ายเบาๆ] ชีวิตที่มีจิตใจสงบ ไม่หวั่นไหวต่อความเปลี่ยนแปลง คือชีวิตที่ใกล้พ้นทุกข์ที่สุด ทุกคนเริ่มต้นได้…แม้จะยังไม่เป็นพระ ไม่ใช่โยคี แต่การมีสติ การมีสมาธิ และการมองเห็นตามความจริง สามารถเปลี่ยนชีวิตเราได้จริงๆ ขอบคุณที่รับฟังพอดแคสต์ตอนนี้จาก “Stories to Inspire” แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้า ขอให้ทุกคนมีความสงบเย็นในใจ สวัสดีครับ

    7 min
  2. EP. 19 - 13 Things Mentally Strong People Don’t Do by Amy Morin - สิ่งทึ่คนที่มีจิตใจเข้มแข็งเค้าไม่ทำกัน

    04/15/2025

    EP. 19 - 13 Things Mentally Strong People Don’t Do by Amy Morin - สิ่งทึ่คนที่มีจิตใจเข้มแข็งเค้าไม่ทำกัน

    13 Things Mentally Strong People Don’t Do” โดย Amy Morin แต่ในตอนนี้ ผมคัดมาให้เน้น ๆ 10 สิ่งที่คนที่แข็งแกร่งทางจิตใจจะไม่ทำ ที่ผมคิดว่าเหมาะกับคนฟังของเรามากที่สุด ⸻ [ช่วงที่ 1: ความหมายของความแข็งแกร่งทางจิตใจ] ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า “ความแข็งแกร่งทางจิตใจ” คืออะไร? มันไม่ใช่การทำตัวเข้มแข็ง ไม่ร้องไห้ หรือไม่รู้สึกอะไรเลย แต่คือการรู้จักควบคุมอารมณ์ มีวินัยในตัวเอง และสามารถลุกขึ้นได้เมื่อชีวิตล้มลง คนที่แข็งแกร่งทางจิตใจไม่ใช่คนที่ไม่เคยเจอปัญหา แต่คือคนที่ ไม่ยอมให้ปัญหาเหล่านั้นควบคุมชีวิตของเขา ⸻ [ช่วงที่ 2: 10 สิ่งที่คนแข็งแกร่งทางจิตใจไม่ทำ] ​ ไม่เสียเวลาเสียดายตัวเอง​ พวกเขาไม่มัวแต่จมอยู่กับความสงสารตัวเอง​ แทนที่จะถามว่า “ทำไมสิ่งนี้ถึงเกิดกับฉัน” พวกเขาจะถามว่า “ฉันจะเรียนรู้อะไรจากมันได้บ้าง” ​ ไม่ยอมให้คนอื่นควบคุมชีวิตของตัวเอง​ คนที่แข็งแกร่งจะไม่ให้ใครมากำหนดความสุขหรืออารมณ์ของเขา​ เขาเลือกที่จะมีอำนาจเหนือความรู้สึกของตัวเอง ​ ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง​ พวกเขารู้ว่าโลกเปลี่ยนตลอดเวลา และเลือกที่จะปรับตัวมากกว่าต่อต้าน​ ความไม่แน่นอนไม่ใช่ศัตรู แต่มันคือโอกาสในการเติบโต ​ ไม่เสียพลังไปกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้​ เช่น สภาพอากาศ การจราจร หรือพฤติกรรมของคนอื่น​ พวกเขาโฟกัสแค่สิ่งที่ควบคุมได้ เช่น การตอบสนองของตัวเอง ​ ไม่พยายามทำให้ทุกคนพอใจ​ เพราะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้​ พวกเขาซื่อสัตย์ต่อตัวเอง และกล้าที่จะพูดว่า “ไม่” เมื่อจำเป็น ​ ไม่กลัวที่จะเสี่ยงอย่างมีเหตุผล​ พวกเขาไม่ใช่คนบ้าบิ่น แต่กล้าเสี่ยงแบบคำนวณไว้แล้ว​ เพราะรู้ว่าการเติบโตมักอยู่ในพื้นที่ที่ไม่สบายใจ ​ ไม่ยึดติดกับอดีต​ พวกเขาเรียนรู้จากอดีต แต่ไม่ปล่อยให้อดีตมากำหนดปัจจุบัน​ พวกเขารู้ว่า “สิ่งที่เคยเกิดขึ้น” ไม่ใช่ “สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอีก” ​ ไม่ทำผิดซ้ำ ๆ​ เมื่อพลาด เขาจะวิเคราะห์และปรับปรุง ไม่ใช่โทษโชคหรือคนอื่น​ พวกเขาเติบโตจากบทเรียน ไม่ใช่จากการหนีปัญหา ​ ไม่อิจฉาความสำเร็จของคนอื่น​ พวกเขามองความสำเร็จของผู้อื่นเป็นแรงบันดาลใจ ไม่ใช่ภัยคุกคาม​ เพราะรู้ว่าทุกคนมีเส้นทางของตัวเอง ​ ไม่ยอมแพ้หลังจากล้มเหลว​ ความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้• พวกเขาลุกขึ้นใหม่ทุกครั้งที่ล้มลง และเข้มแข็งขึ้นทุกครั้ง ⸻ [ช่วงที่ 3: สรุปและแรงบันดาลใจ] ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะคนเหล่านี้ “เกิดมาเข้มแข็ง” แต่เพราะเขา “เลือกที่จะฝึกตัวเอง” ให้มีวินัยทางความคิด อารมณ์ และการกระทำในทุกวัน ถ้าคุณอยากเป็นคนที่แข็งแกร่งทางจิตใจ ไม่ต้องเปลี่ยนทุกอย่างในชั่วข้ามคืน แต่เริ่มจาก การไม่ทำหนึ่งอย่าง ที่ไม่ช่วยคุณ แล้วค่อย ๆ พัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ จำไว้ว่า จิตใจที่แข็งแกร่งไม่ได้มาจากความโชคดี แต่มาจากการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ⸻

    5 min
  3. EP. 18 - The Subtle Art of not giving a F*ck - By Mark Manson : ศิลปะแห่งการชั่งหัวมัน

    04/02/2025

    EP. 18 - The Subtle Art of not giving a F*ck - By Mark Manson : ศิลปะแห่งการชั่งหัวมัน

    **The Subtle Art of Not Giving a F*ck** โดย **Mark Manson** หนังสือเล่มนี้ไม่ได้บอกให้คุณ "มองโลกในแง่ดี" หรือ "คิดบวกเข้าไว้" แต่สอนให้เรา **เลือกสิ่งที่ควรแคร์และปล่อยวางสิ่งที่ไม่สำคัญ** เพื่อให้เรามีความสุขและใช้ชีวิตได้อย่างแท้จริง --- ### **[ช่วงที่ 1: แก่นแท้ของหนังสือ]** หนังสือเล่มนี้ตั้งคำถามกับแนวคิดที่ว่า "เราควรมีชีวิตที่ไม่มีปัญหาและความทุกข์" Mark Manson บอกว่า **ชีวิตที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับการหลีกเลี่ยงปัญหา แต่มันขึ้นอยู่กับการเลือกปัญหาที่เรายินดีจะรับมือ** ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูล ข่าวสาร และโซเชียลมีเดียที่ทำให้เรารู้สึกว่า "เราต้องแคร์ทุกอย่าง" หนังสือเล่มนี้ช่วยให้เราตระหนักว่า **เราไม่สามารถให้ความสำคัญกับทุกเรื่องได้** เราต้องเลือกว่าจะให้ความสำคัญกับอะไร และตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป --- ### **[ช่วงที่ 2: 5 แนวคิดสำคัญจากหนังสือ]** ผมได้คัดเลือก **5 แนวคิดที่ทรงพลังที่สุด** จากหนังสือเล่มนี้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน #### **1. ความสุขไม่ได้มาจากการไม่มีปัญหา แต่มาจากการเลือกปัญหาที่เรายินดีจะรับมือ** หลายคนคิดว่าความสุขคือการใช้ชีวิตแบบไร้ปัญหา แต่ความจริงคือ **ปัญหามีอยู่ทุกที่ อยู่ที่ว่าเราจะเลือกปัญหาแบบไหน** - ถ้าคุณอยากมีร่างกายที่ดี คุณต้องยอมรับความเหนื่อยจากการออกกำลังกาย - ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จในอาชีพ คุณต้องยอมรับแรงกดดันและความเสี่ยง แทนที่จะถามว่า *"ฉันอยากมีชีวิตแบบไหน?"* ให้ถามว่า *"ฉันยอมรับปัญหาแบบไหนได้?"* แล้วคุณจะพบว่าความสุขของคุณอยู่ตรงไหน #### **2. คุณไม่ใช่คนพิเศษ และโลกนี้ไม่ได้เป็นหนี้คุณ** Mark Manson ท้าทายแนวคิดที่ว่า "ทุกคนเป็นคนพิเศษและควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุด" ความจริงคือ **ไม่มีใครที่พิเศษโดยกำเนิด และโลกนี้ไม่ได้ติดหนี้อะไรเราเลย** การที่เรายอมรับความจริงข้อนี้ จะทำให้เราหยุดเรียกร้องสิ่งต่างๆ และเริ่มลงมือทำเพื่อสร้างสิ่งที่เราต้องการจริงๆ #### **3. ความล้มเหลวเป็นสิ่งที่ดี เพราะมันคือหนทางสู่ความก้าวหน้า** ในโลกที่เต็มไปด้วยความกดดัน หลายคนกลัวความล้มเหลว แต่ความจริงคือ **คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่ล้มเหลวมากกว่าคนทั่วไป** - Michael Jordan เคยพลาดลูกชู้ตสำคัญนับพันครั้ง - Thomas Edison ล้มเหลวมากกว่า 1,000 ครั้งก่อนจะประดิษฐ์หลอดไฟได้ แทนที่จะกลัวความล้มเหลว ให้มองว่ามันคือกระบวนการเรียนรู้ และเป็นบันไดสู่ความสำเร็จ #### **4. คุณจะมีอิสรภาพ เมื่อคุณเรียนรู้ที่จะยอมรับข้อจำกัดของตัวเอง** Mark Manson บอกว่า **การยอมรับความจริงว่าเราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ จะทำให้เรามีอิสรภาพที่แท้จริง** - ถ้าคุณรู้ว่าคุณไม่สามารถเป็นที่รักของทุกคนได้ คุณจะไม่เสียเวลาพยายามเอาใจทุกคน - ถ้าคุณรู้ว่าคุณไม่สามารถเก่งทุกอย่างได้ คุณจะเลือกมุ่งเน้นสิ่งที่คุณทำได้ดีที่สุด เมื่อเรายอมรับข้อจำกัดของตัวเอง เราจะสามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระและมีความสุขมากขึ้น #### **5. ค่าของคุณขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณให้ความสำคัญ** สุดท้ายแล้ว **ชีวิตของคุณมีค่าแค่ไหน ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณเลือกให้ความสำคัญ** - ถ้าคุณให้ความสำคัญกับเงินมากกว่าครอบครัว คุณอาจจะมีเงินมาก แต่ขาดความอบอุ่น - ถ้าคุณให้ความสำคัญกับการสร้างผลกระทบต่อสังคม คุณอาจไม่รวยมาก แต่คุณจะมีความหมายในชีวิต ถามตัวเองว่า *"ฉันให้ความสำคัญกับอะไรในชีวิต?"* คำตอบของคุณจะเป็นตัวกำหนดว่าชีวิตคุณจะเป็นอย่างไร --- ### **[ช่วงที่ 3: ข้อคิดและการนำไปใช้]** 1. **เลือกปัญหาที่คุณพร้อมจะรับมือ** แทนที่จะพยายามหลีกเลี่ยงปัญหา ให้เลือกปัญหาที่คุ้มค่ากับคุณ 2. **ยอมรับว่าคุณไม่ใช่คนพิเศษ** แล้วลงมือทำสิ่งที่สำคัญกับคุณ 3. **มองความล้มเหลวเป็นเรื่องปกติ** และใช้มันเป็นบทเรียนในการเติบโต 4. **ยอมรับข้อจำกัดของตัวเอง** แล้วใช้ชีวิตให้เต็มที่ในแบบของคุณ 5. **เลือกให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีค่า** และตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป --- วันนี้เราได้พูดถึง *The Subtle Art of Not Giving a F*ck* และแนวคิดที่สามารถเปลี่ยนวิธีคิดของเราได้ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้สอนให้เราหยาบคายหรือไม่สนใจอะไรเลย แต่สอนให้เรา **เลือกสิ่งที่ควรแคร์ และปล่อยวางสิ่งที่ไม่สำคัญ** สุดท้ายแล้ว **ชีวิตที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับการไม่มีปัญหา แต่ขึ้นอยู่กับการ ”เลือก” ปัญหาที่เรายินดีจะรับมือ**

    7 min
  4. EP.17 - ถ้าถึงวาระสุดท้าย จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว คุณจะคิดถึงอะไร - “The Top Five Regrets of the Dying“

    03/29/2025

    EP.17 - ถ้าถึงวาระสุดท้าย จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว คุณจะคิดถึงอะไร - “The Top Five Regrets of the Dying“

    หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว มันทำให้ผมคิดถึง Episode Podcast ที่เราจะมาคุยกันวันนี้ครับ.. วันนี้เราจะมาพูดถึงหนังสือที่ทรงพลังและกระตุ้นให้เราฉุกคิดเกี่ยวกับชีวิตของเราเอง นั่นก็คือ “The Top Five Regrets of the Dying” หรือ “5 ความเสียใจของผู้ที่ใกล้ตาย” หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Bronnie Ware ซึ่งเป็นอดีตพยาบาลดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย เธอได้พูดคุยและสังเกตความรู้สึกของผู้ป่วยที่กำลังเผชิญหน้ากับวาระสุดท้ายของชีวิต และพบว่ามี 5 สิ่งที่คนส่วนใหญ่เสียใจที่สุดก่อนจากโลกนี้ไป ถ้าพร้อมแล้ว ไปสำรวจ 5 ความเสียใจที่เราสามารถเรียนรู้และหลีกเลี่ยงได้กันครับ ⸻ 1. ฉันหวังว่าฉันมีความกล้าที่จะใช้ชีวิตตามแบบที่ต้องการ ไม่ใช่ตามที่คนอื่นคาดหวัง หนึ่งในความเสียใจที่พบบ่อยที่สุดคือ การไม่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ แต่กลับทำตามความคาดหวังของสังคมหรือครอบครัว หลายคนเลือกเรียนหรือทำงานในสายที่ไม่ได้รัก เพียงเพราะมันดูมั่นคง หรือทำให้คนรอบข้างพอใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขากลับรู้สึกว่าสิ่งที่ทำไปไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา สิ่งที่เราเรียนรู้ได้: • จงถามตัวเองเสมอว่า “นี่คือชีวิตที่ฉันต้องการจริงๆ หรือเปล่า?” • อย่าปล่อยให้เสียงของคนอื่นดังกว่าเสียงของหัวใจตัวเอง • ถ้าคุณมีความฝัน ลองให้โอกาสตัวเองได้ทำ อย่ารอจนสายเกินไป ⸻ 2. ฉันหวังว่าฉันไม่ได้ทำงานหนักเกินไป ผู้ชายเกือบทุกคนที่ Bronnie ดูแลต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาเสียใจที่ ใช้เวลากับงานมากเกินไป จนพลาดช่วงเวลาดีๆ กับครอบครัวและคนรัก หลายคนมุ่งมั่นสร้างฐานะ จนไม่ได้อยู่ดูแลลูกๆ หรือใช้เวลาสร้างความสัมพันธ์กับคนสำคัญ สิ่งที่เราเรียนรู้ได้: • งานเป็นสิ่งสำคัญ แต่ อย่าปล่อยให้มันกลืนกินทั้งชีวิตของคุณ • หาเวลาให้กับครอบครัว เพื่อน และตัวเอง เพราะความทรงจำที่ดีไม่มีวันย้อนกลับมาได้ • จัดสมดุลชีวิตให้ดี อย่ารอจนเกษียณแล้วค่อยใช้ชีวิต ⸻ 3. ฉันหวังว่าฉันกล้าแสดงความรู้สึกของตัวเองมากกว่านี้ หลายคนเลือกที่จะเก็บความรู้สึกไว้ ไม่กล้าแสดงออกเพราะกลัวถูกปฏิเสธ หรือกลัวว่าคนอื่นจะมองไม่ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขากลับเสียใจที่ไม่ได้บอกความรู้สึกเหล่านั้นออกไป สิ่งที่เราเรียนรู้ได้: • อย่ากลัวที่จะพูดในสิ่งที่รู้สึก ถ้าคุณรักใคร จงบอกเขา • ถ้าคุณไม่พอใจอะไร จงแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ แทนที่จะเก็บมันไว้จนกลายเป็นความขมขื่น • การแสดงความรู้สึกออกไปเป็นสิ่งสำคัญ เพราะบางครั้งเราอาจไม่มีโอกาสได้ทำมันอีก ⸻ 4. ฉันหวังว่าฉันใช้เวลากับเพื่อนมากกว่านี้ เมื่อผู้คนเข้าสู่วัยชรา พวกเขาตระหนักว่าความสัมพันธ์ที่แท้จริงสำคัญกว่าทรัพย์สินหรือความสำเร็จทางอาชีพ หลายคนเสียใจที่ปล่อยให้เพื่อนเก่าห่างหายไป เพราะมัวแต่ยุ่งกับชีวิตตัวเอง สิ่งที่เราเรียนรู้ได้: • อย่าปล่อยให้มิตรภาพจางหายไป เพราะเวลาผ่านไป เราอาจไม่สามารถย้อนกลับไปหาเพื่อนคนนั้นได้อีก • หาเวลาติดต่อเพื่อนเก่า นัดพบปะกันบ้าง • ความสัมพันธ์ที่ดีเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีคุณค่าและมีความสุข ⸻ 5. ฉันหวังว่าฉันปล่อยให้ตัวเองมีความสุขมากกว่านี้ หลายคนใช้ชีวิตอยู่ในกรอบของ “ความคาดหวัง” และ “ความกลัว” จนลืมไปว่า ความสุขเป็นสิ่งที่เราเลือกได้ บางคนยึดติดกับความสมบูรณ์แบบ หรือกลัวการเปลี่ยนแปลงจนไม่กล้าทำสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข สิ่งที่เราเรียนรู้ได้: • อย่ารอให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบก่อน แล้วค่อยมีความสุข จงหาความสุขจากสิ่งเล็กๆ ในชีวิต • ปล่อยวางสิ่งที่ทำให้เครียด หรือความกังวลที่ไม่จำเป็น • ชีวิตมีค่าเกินกว่าที่จะใช้ไปกับความทุกข์ ⸻ วันนี้เราได้พูดถึง “5 ความเสียใจของผู้ที่ใกล้ตาย” ซึ่งเป็นบทเรียนที่สำคัญในการใช้ชีวิตให้คุ้มค่า 1. จงกล้าที่จะใช้ชีวิตตามแบบของตัวเอง 2. อย่าทำงานหนักจนละเลยคนที่รัก 3. กล้าแสดงความรู้สึกของตัวเอง 4. ให้ความสำคัญกับมิตรภาพและความสัมพันธ์ 5. อนุญาตให้ตัวเองมีความสุข สุดท้ายนี้ ผมอยากให้ทุกคน ใช้ชีวิตอย่างที่ไม่ต้องมีความเสียใจในวันสุดท้าย ทำในสิ่งที่อยากทำ บอกรักคนที่อยากบอก และหาความสุขจากปัจจุบัน

    7 min
  5. EP. 16 - กฏแห่งอำนาจ.. ทำอย่างไรเราจะมีอำนาจ? - By Robert Greene

    03/27/2025

    EP. 16 - กฏแห่งอำนาจ.. ทำอย่างไรเราจะมีอำนาจ? - By Robert Greene

    New York Times Bestseller Book - 48 Lows of Power [ช่วงที่ 1: หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอะไร?] The 48 Laws of Power เป็นหนังสือที่วิเคราะห์วิธีที่บุคคลผู้มีอำนาจ เช่น พระราชา ผู้นำ นักการเมือง และนักธุรกิจ ใช้กลยุทธ์ต่างๆ ในการควบคุมและสร้างอิทธิพล หนังสือเล่มนี้นำเรื่องราวของบุคคลสำคัญในอดีตมาเป็นตัวอย่าง เพื่อให้เราเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้ถูกนำไปใช้จริงอย่างไร แต่ต้องบอกก่อนว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ได้แนะนำให้ทุกคนต้อง “ใช้เล่ห์กล” หรือ “เป็นคนร้าย” แต่เป็นการสอนให้เรารู้เท่าทันอำนาจ และปกป้องตัวเองจากคนที่ใช้กลยุทธ์เหล่านี้กับเรา ⸻ [ช่วงที่ 2: กฎ 5 ข้อที่สำคัญที่สุดจากหนังสือ] ในบรรดา 48 กฎ ผมคัดเลือกมา 5 กฎที่สำคัญและสามารถนำไปปรับใช้ได้ในชีวิตจริง ​ ห้ามบดบังแสงของผู้ที่อยู่เหนือกว่า (Never Outshine the Master)​ ความหมาย: กฎนี้พูดถึงการที่เราควรรักษาความสัมพันธ์ที่ดีและมีความเคารพต่อผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงกว่าเรา เช่น เจ้านายหรือหัวหน้าที่มีอำนาจเหนือเรา การแสดงความเก่งกาจหรือการเป็นที่สนใจมากเกินไปอาจทำให้พวกเขารู้สึกไม่สบายใจ และกลายเป็นภัยในอนาคต​ วิธีที่ควรใช้: แทนที่จะพยายามโดดเด่นจนเกินไป ให้ทำให้พวกเขารู้สึกว่าเป็นคนที่เก่งที่สุดในห้องและมีอำนาจที่สุด การให้การยอมรับและสนับสนุนในความคิดเห็นของพวกเขาจะช่วยให้คุณได้ความไว้วางใจและการสนับสนุนจากพวกเขามากขึ้น​ ตัวอย่างในประวัติศาสตร์: เช่นในกรณีของ Nicolas Fouquet ซึ่งในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เขาพยายามแสดงความร่ำรวยและความเก่งกาจของตัวเองจนเกินไป ซึ่งทำให้พระเจ้าหลุยส์ทรงไม่พอพระทัย และส่งผลให้เขาถูกจำคุกไปในที่สุด ⸻ ​ พูดให้น้อย ฟังให้มาก (Say Less Than Necessary)​ ความหมาย: การพูดมากเกินไปไม่เพียงแต่ทำให้คุณเสี่ยงต่อการพูดผิดพลาด แต่ยังทำให้คุณสูญเสียอำนาจในการควบคุมสถานการณ์ไปด้วย คำพูดมากมายมักจะนำไปสู่การเปิดเผยข้อมูลที่ไม่จำเป็น ซึ่งอาจถูกใช้ย้อนกลับมาเล่นงานเราได้​ วิธีที่ควรใช้: พูดเท่าที่จำเป็นและมีความหมาย เมื่อคุณพูดน้อยลง จะทำให้คนอื่นต้องใช้ความพยายามในการคาดเดาความคิดของคุณ ซึ่งทำให้คุณมีอำนาจในการควบคุมการสื่อสารและสร้างภาพลักษณ์ที่มีความน่าสนใจ​ ตัวอย่างในประวัติศาสตร์: Julius Caesar หรือ Napoleon Bonaparte ทั้งสองมีความสามารถในการพูดน้อยและเลือกใช้คำพูดให้เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถครอบครองความสนใจและความเคารพจากคนรอบข้างได้ ⸻ ​ ใช้เสน่ห์และจิตวิทยาเพื่อสร้างอิทธิพล (Use Charm and Psychology to Influence Others)​ ความหมาย: การใช้เสน่ห์และจิตวิทยาเป็นเครื่องมือที่มีพลังมากในการสร้างอิทธิพล โดยไม่จำเป็นต้องใช้กำลังหรือความรุนแรง การเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก และความต้องการของผู้อื่น จะทำให้คุณสามารถโน้มน้าวใจพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ​ วิธีที่ควรใช้: คุณสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นโดยการฟังและเข้าใจพวกเขา สร้างความเชื่อมโยงที่ทำให้พวกเขารู้สึกพิเศษและมีความสำคัญ ซึ่งจะทำให้พวกเขายินดีที่จะทำตามคำแนะนำหรือคำสั่งของคุณ​ ตัวอย่างในประวัติศาสตร์: Cleopatra ใช้เสน่ห์และจิตวิทยาในการสร้างความสัมพันธ์กับสองผู้นำใหญ่คือ Julius Caesar และ Mark Antony โดยการใช้การสื่อสารที่เฉียบคมและเสน่ห์ที่ไม่อาจต้านทานได้ ซึ่งช่วยให้เธอสามารถขยายอำนาจของตัวเองในยุคโบราณ ⸻ ​ รักษาภาพลักษณ์ให้ลึกลับ (Always Keep Others in Suspense: Cultivate an Air of Mystery)​ ความหมาย: การที่คุณไม่เปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่างให้คนอื่นรู้ จะทำให้คุณสามารถควบคุมความสนใจและรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองให้น่าสนใจ คนจะอยากรู้ว่าคุณคิดอะไรและทำอะไร ดังนั้นการทำตัวให้ลึกลับจึงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง​ วิธีที่ควรใช้: แสดงด้านที่น่าสนใจแต่ไม่เปิดเผยทุกอย่าง ทำให้คนอื่นอยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวคุณและคิดว่าคุณมีอะไรซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งจะทำให้พวกเขารู้สึกว่าคุณเป็นคนที่มีอำนาจ​ ตัวอย่างในประวัติศาสตร์: Theodore Roosevelt ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้ใช้ความลึกลับเป็นเครื่องมือในการทำให้ผู้คนสนใจในตัวเขา เขาจะไม่เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดแก่สาธารณชนและมักสร้างความตื่นเต้นในทุกการปรากฏตัวของเขา ⸻ ​ สร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์ที่ทรงพลัง (Build Powerful Connections)​ ความหมาย: กฎนี้เน้นความสำคัญของการสร้างเครือข่ายที่มีอำนาจและการสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่แค่เพียงการพึ่

    8 min
  6. EP.14 - ฝันว่าทะเลาะกับคน และไม่อยากตื่นนอน เป็นสัญญาณอันตราย

    03/24/2025

    EP.14 - ฝันว่าทะเลาะกับคน และไม่อยากตื่นนอน เป็นสัญญาณอันตราย

    วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องที่หลายคนอาจเคยเจอ “ทำไมถึงฝันว่าทะเลาะกับคน?” ใครเคยตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกงงๆ หรือไม่สบายใจเพราะฝันว่าไปทะเลาะกับเพื่อนสนิท หรือบางทีก็คนในครอบครัวบ้าง? และเคยรู้สึกไม่อยากลุกจากเตียงต่อจากนั้นหรือเปล่าครับ? วันนี้ทอมมี่จะเล่าให้ฟังว่า ความฝันและความรู้สึกนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกัน และเราจะมาแชร์วิธีจัดการกับสิ่งเหล่านี้ให้ชีวิตกลับมาสดใส ⸻ [ช่วงที่ 1: ความฝันคืออะไร] ทอมมี่: ก่อนอื่น มาคุยกันก่อนครับว่า “ความฝันคืออะไร” ในทางวิทยาศาสตร์ ความฝันเกิดขึ้นในช่วง REM Sleep หรือ Rapid Eye Movement Sleep ซึ่งเป็นช่วงที่สมองของเราทำงานคล้ายกับตอนตื่น แต่ร่างกายอยู่ในภาวะหลับสนิท ความฝันจึงมักเป็นการสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง หรือสิ่งที่จิตใต้สำนึกของเรากำลังประมวลผล เมื่อคุณฝันว่าทะเลาะกับคน อาจไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ แต่มันอาจสะท้อนถึงบางอย่างในชีวิต เช่น ความเครียด ความกังวล หรือความขัดแย้งที่ยังไม่ได้แก้ไข ⸻ [ช่วงที่ 2: ความฝันว่าทะเลาะกับคนเกี่ยวข้องกับการไม่อยากตื่นนอนหรือไม่?] ทอมมี่: คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ “ความฝันว่าทะเลาะกับคนและการไม่อยากตื่นนอนเกี่ยวข้องกันหรือไม่?” ทอมมี่บอกได้เลยครับว่ามันอาจเกี่ยวข้องกันในเชิงจิตวิทยา 1. ความเครียดและอารมณ์ที่ถูกกดดัน • การฝันว่าทะเลาะกับคนอาจสะท้อนถึงความเครียดหรือความขัดแย้งที่ยังไม่ได้แก้ไขในชีวิตจริง • ในขณะเดียวกัน ความเครียดแบบนี้อาจทำให้คุณรู้สึกหมดพลังและไม่อยากลุกจากเตียงเพื่อเผชิญหน้ากับความจริง 2. ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ • ถ้าคุณรู้สึกเหนื่อยล้าหรือหมดพลังใจ ความฝันอาจทำให้คุณรู้สึกว่าชีวิตมีปัญหาหนักหน่วง ซึ่งส่งผลต่อการไม่อยากตื่นนอน 3. ความขัดแย้งภายในตัวเอง • บางครั้งคนที่คุณทะเลาะด้วยในฝัน อาจไม่ได้หมายถึงคนคนนั้นจริงๆ แต่เป็นตัวแทนของความขัดแย้งที่คุณมีต่อตัวเอง เช่น ความไม่พอใจในตัวเอง หรือความรู้สึกผิด ดังนั้น แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรง แต่ทั้งความฝันและการไม่อยากตื่นนอนมักเป็นผลจากความเครียดหรืออารมณ์ที่กดดันในชีวิตจริงครับ ⸻ [ช่วงที่ 3: วิธีจัดการกับความฝันและการตื่นนอนอย่างสดใส] ทอมมี่: ถ้าคุณฝันว่าทะเลาะกับคนบ่อยๆ หรือรู้สึกไม่อยากตื่นนอน ลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้ดูครับ 1. วิธีจัดการกับความฝัน: • จดบันทึกความฝัน ลองเขียนสิ่งที่คุณจำได้เกี่ยวกับความฝันทุกเช้า คุณอาจค้นพบสาเหตุหรือรูปแบบของปัญหาที่จิตใต้สำนึกพยายามบอก • สำรวจอารมณ์ของตัวเอง ถามตัวเองว่าคุณกำลังมีความขัดแย้งหรือความกังวลอะไรในชีวิตจริงที่ยังไม่ได้แก้ไข • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หากความฝันเกิดขึ้นบ่อยและรบกวนชีวิตประจำวัน การพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์อาจช่วยได้ 2. วิธีทำให้อยากตื่นตอนเช้าและตื่นมาอย่างสดใส: • ตั้งเป้าหมายที่น่าตื่นเต้น ลองตั้งกิจกรรมที่คุณชอบ เช่น การดื่มกาแฟแก้วโปรด หรืออ่านหนังสือที่คุณรัก • ปรับเวลานอนให้เหมาะสม พยายามนอนหลับให้เพียงพอ 7-9 ชั่วโมง และเข้านอนในเวลาเดิมทุกคืน • เปิดรับแสงแดดยามเช้า แสงแดดช่วยกระตุ้นฮอร์โมนเซโรโทนินในร่างกาย ทำให้คุณรู้สึกสดชื่นและตื่นตัว • ใช้เพลงหรือพอดแคสต์ช่วย ลองฟังเพลงหรือพอดแคสต์ที่สร้างแรงบันดาลใจตอนเช้า เช่น “ทอมมี่เล่าให้ฟัง” เพื่อเริ่มต้นวันใหม่

    6 min

About

นี่คือพ็อดคาสท์ที่พาคุณดำดิ่งสู่เรื่องราวที่น่าสนใจ ทั้งการเล่าเรื่องจากประสบการณ์ มุมมองชีวิต และการรีวิวหนังสือดี ๆ ที่จะเปิดโลกความคิดให้กว้างขึ้น ฟังเพลิน ได้แรงบันดาลใจ และเก็บเกี่ยวไอเดียใหม่ ๆ ไปพร้อมกันกับทอมมี่!