9Natree Thailand

9Natree

9Natree Thailand Podcast. รีวิวและสรุปหนังสือภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย เพื่อยกระดับความรู้ของคนไทยให้ทัดเทียมคนทั่วโลก

  1. [รีวิว] Nobody's Girl A Memoir of Surviving Abuse and Fighting for Justice (Virginia Roberts Giuffre) สรุปหนังสือ

    11/03/2025

    [รีวิว] Nobody's Girl A Memoir of Surviving Abuse and Fighting for Justice (Virginia Roberts Giuffre) สรุปหนังสือ

    ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ Nobodys Girl A Memoir of Surviving Abuse and Fighting for Justice เขียนโดย Virginia Roberts Giuffre - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/NobodysGirlAMemoirofSurvivingAbuseandFightingforJustice - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/NobodysGirlAMemoirofSurvivingAbuseandFightingforJustice - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/B0FQPPMB1Q?tag=9natree-20 #NobodysGirlAMemoirofSurvivingAbuseandFightingforJustice #รีวิวNobodysGirlAMemoirofSurvivingAbuseandFightingforJustice #สรุปNobodysGirlAMemoirofSurvivingAbuseandFightingforJustice #หนังสือNobodysGirlAMemoirofSurvivingAbuseandFightingforJustice หนังสือเล่มนี้คือบันทึกความทรงจำเรื่อง “Nobody’s Girl: A Memoir of Surviving Abuse” ซึ่งเขียนขึ้นโดย Virginia Roberts Giuffre โดยมี Amy Wallace เป็นผู้ร่วมเขียน และจัดพิมพ์โดย Alfred A. Knopf ในปี 2025 เนื้อหาและโครงสร้างหลัก หนังสือนี้เป็นบันทึกความทรงจำของการรอดชีวิตจากการถูกล่วงละเมิด ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดของ Virginia โดยมุ่งหวังที่จะเผยให้เห็นความล้มเหลวเชิงระบบที่อนุญาตให้เกิดการค้ามนุษย์ต่อบุคคลที่เปราะบาง และกระตุ้นให้เกิดการอภิปรายเกี่ยวกับความอยุติธรรมร้ายแรงเหล่านี้ โครงสร้างของหนังสือแบ่งออกเป็นสี่ส่วนหลัก: 1. Part I. Daughter : ครอบคลุมวัยเด็กของเธอ ซึ่งเธอระบุว่าเธอประสบกับการล่วงละเมิดเกือบทุกรูปแบบ รวมถึงการร่วมประเวณีระหว่างญาติ การถูกทอดทิ้งจากผู้ปกครอง การทำโทษทางร่างกายอย่างรุนแรง การลวนลาม และการข่มขืน 2. Part II. Prisoner : เล่าถึงช่วงที่เธอถูกล่วงละเมิดทางเพศและถูกค้ามนุษย์โดย Jeffrey Epstein และ Ghislaine Maxwell 3. Part III. Survivor : บันทึกการหลบหนีและเริ่มต้นชีวิตใหม่ รวมถึงการได้พบกับสามีของเธอ 4. Part IV. Warrior : กล่าวถึงการต่อสู้ทางกฎหมายและสาธารณะของเธอ เพื่อทำให้ผู้ที่ล่วงละเมิดเธอต้องรับผิดชอบ ประเด็นสำคัญในเนื้อหา • จุดเริ่มต้นของการค้ามนุษย์: Virginia เล่าว่าเธอถูกชักชวนโดย Ron Eppinger ผู้ซึ่งบริหาร "Perfect 10" ซึ่งเธอเชื่อว่าเป็นโมเดลลิ่งเอเจนซี่ เมื่อเธออายุ 15 ปี • Jeffrey Epstein และ Ghislaine Maxwell: เธอถูก Jeffrey Epstein และ Ghislaine Maxwell ล่วงละเมิดและค้ามนุษย์เป็นเวลากว่าสองปี เธอระบุว่า Maxwell ซึ่งเป็นชาวอังกฤษที่มีพื้นเพสูงศักดิ์ ทำหน้าที่เป็น "แม่บ้าน" ในกลุ่มเด็กสาวที่ผิดปกติของ Epstein และถูกมองว่าเป็นผู้ล่าระดับสูงสุด • การค้าประเวณีข้ามชาติ: เธอถูกบังคับให้เดินทางไปทั่วโลกกับ Epstein และ Maxwell และถูก "ปล่อยยืม" ให้กับคนที่มีฐานะร่ำรวยและมีอำนาจหลายคน เช่น นักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ และสมาชิกราชวงศ์ • การหลบหนี: เธอได้พบกับ Robbie Giuffre ในประเทศไทย และตัดสินใจแต่งงานกับเขาภายใน 10 วันหลังพบกัน ซึ่งถือเป็นการหลบหนีจากวงจรของ Epstein ในเดือนตุลาคม 2002 เธอโทรศัพท์ไปหา Epstein เพื่อบอกว่าเธอจะ "ไม่กลับมาอีก" • แรงจูงใจในการเป็นนักรบ: การมีลูกสาวชื่อ Ellie Grace Giuffre ทำให้เธอรู้สึกว่าเธอต้องลงมือทำเพื่อปกป้องเด็กสาวคนอื่น ๆ ไม่ให้ต้องทนทุกข์ทรมานแบบเดียวกับที่เธอเคยเจอมา • การต่อสู้เพื่อความยุติธรรม: เธอได้เข้าร่วมในการฟ้องร้องทางแพ่งเพื่อเปิดเผยพฤติกรรมของ Epstein และ Maxwell รวมถึงการฟ้องร้อง Ghislaine Maxwell ในคดีหมิ่นประมาท และการฟ้องร้อง Prince Andrew ภายใต้กฎหมาย Child Victims Act ของนิวยอร์กในปี 2021 • การจากไป: Virginia Giuffre เสียชีวิตโดยการ ฆตต ที่ฟาร์มในเดือนเมษายน 2025 หลังจากการต่อสู้ทางกฎหมายและการต่อสู้กับบาดแผลทางใจมาอย่างยาวนาน หนังสือเล่มนี้อุทิศให้กับ "Survivor Sisters" ของเธอ และทุกคนที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการล่วงละเมิดทางเพศ

    10 min
  2. [รีวิว] The Idaho Four An American Tragedy (James Patterson, Vicky Ward) สรุปหนังสือ

    08/21/2025

    [รีวิว] The Idaho Four An American Tragedy (James Patterson, Vicky Ward) สรุปหนังสือ

    ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ The Idaho Four An American Tragedy เขียนโดย James Patterson, Vicky Ward - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/TheIdahoFourAnAmericanTragedy - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/TheIdahoFourAnAmericanTragedy - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/B0DVSP125W?tag=9natree-20 #TheIdahoFourAnAmericanTragedy #รีวิวTheIdahoFourAnAmericanTragedy #สรุปTheIdahoFourAnAmericanTragedy #หนังสือTheIdahoFourAnAmericanTragedy 1. "The Idaho Four" เป็นหนังสือประเภทใด และเนื้อหาหลักของเรื่องคืออะไร? "The Idaho Four" เป็นหนังสือแนวเรื่องจริงที่อ่านเหมือนนิยาย โดยผู้เขียน James Patterson และ Vicky Ward ระบุว่าทุกรายละเอียดในหนังสือเล่มนี้มาจากแหล่งข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งจากการสัมภาษณ์และเอกสารข้อเท็จจริง หนังสือเล่าเรื่องราวของการฆาตกรรมอันน่าเศร้าของนักศึกษามหาวิทยาลัยไอดาโฮสี่คน ได้แก่ Ethan Chapin, Xana Kernodle, Maddie Mogen และ Kaylee Goncalves เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2022 ซึ่งรู้จักกันในชื่อ "Idaho Four" เป้าหมายของหนังสือไม่ใช่การคาดเดาผลการพิจารณาคดีของ Bryan Kohberger ผู้ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม แต่เป็นการเล่าถึงผลกระทบของอาชญากรรมเหล่านี้ต่อเมืองเล็กๆ ในอเมริกา รวมถึงการสำรวจเบื้องลึกของการสืบสวนคดีที่ซับซ้อนนี้ 2. ใครคือ "The Idaho Four" และพวกเขามีชีวิตเป็นอย่างไรก่อนเกิดเหตุ? "The Idaho Four" คือนักศึกษาสี่คนของมหาวิทยาลัยไอดาโฮที่ถูกฆาตกรรม: Kaylee Goncalves และ Maddie Mogen: สองเพื่อนซี้ผมบลอนด์ที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก พวกเธอเลือกมหาวิทยาลัยไอดาโฮเพราะต้องการเข้าร่วมชมรมกรีก แม้จะถูกแยกไปอยู่คนละบ้านของชมรม แต่พวกเธอก็ยังคงสนิทกันมาก Kaylee มีนิสัยชอบเข้าสังคมและใฝ่ฝันอยากทำงานด้านไอที ส่วน Maddie เป็นคนเงียบกว่าและชอบการถ่ายภาพและงานด้านการตลาด ทั้งคู่ย้ายมาอยู่ด้วยกันที่บ้านเช่า 1122 King Road ในช่วงปีสุดท้ายของการศึกษา Xana Kernodle: เพื่อนร่วมบ้าน Pi Phi ของ Maddie ที่มีบุคลิกร่าเริงและไม่เกรงกลัวใคร เธอเติบโตมาอย่างอิสระและขาดความอบอุ่นจากแม่ เธอสนิทกับเพื่อนร่วมบ้านมาก โดยเฉพาะ Emily Alandt และ Ethan Chapin ซึ่งต่อมากลายเป็นแฟนของเธอ Xana เริ่มสนใจที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นและวางแผนอนาคตร่วมกับ Ethan Ethan Chapin: นักกีฬาหนุ่มผู้มากความสามารถจาก Mount Vernon รัฐวอชิงตัน เขาเป็นหนึ่งในสามพี่น้องฝาแฝด และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพี่น้องมาก Ethan เป็นคนเรียบง่ายและรักการผจญภัย เขาเริ่มคบหากับ Xana และใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่บ้าน 1122 King Road 3. Bryan Kohberger ผู้ต้องสงสัยหลัก มีภูมิหลังและความเชื่อมโยงกับคดีนี้อย่างไร? Bryan Kohberger เป็นนักศึกษาปริญญาโทและผู้ช่วยสอนในสาขาอาชญาวิทยาที่ Washington State University ใน Pullman, Washington ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Moscow, Idaho หนังสือเล่มนี้ได้นำเสนอภูมิหลังที่ซับซ้อนของเขา ซึ่งรวมถึง: พฤติกรรมในวัยรุ่น: มีปัญหาในการเข้าสังคม ถูกรังแก และมีประวัติการใช้ยาเสพติด โดยเฉพาะเฮโรอีน เขายังเคยถูกจับกุมในข้อหาลักทรัพย์โทรศัพท์มือถือของน้องสาวเพื่อนำไปขาย ความสนใจในอาชญาวิทยา: เขาศึกษาจิตวิทยาและต่อมาก็อาชญาวิทยาในระดับปริญญาโท โดยแสดงความสนใจอย่างมากในชั้นเรียนที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์อาชญากรรมและโปรไฟล์ฆาตกรต่อเนื่อง เช่น Ted Bundy และ Elliot Rodger เขายังได้เขียนเรียงความเกี่ยวกับ "การจัดการฉากอาชญากรรม" และความสำคัญของ DNA ปัญหาทางสังคมและพฤติกรรมต่อผู้หญิง: เขาถูกมองว่าเป็นคนแปลกและมีปัญหากับผู้หญิงในชั้นเรียน รวมถึงพยายามเข้าหาผู้หญิงในบาร์และถูกร้องเรียนเรื่องพฤติกรรมคุกคาม มีการระบุว่าเขามีมุมมองแบบอนุรักษ์นิยมเกี่ยวกับบทบาททางเพศ และเชื่อว่าผู้หญิงควรอยู่บ้าน การเฝ้าติดตามบ้านที่เกิดเหตุ: มีการกล่าวหาว่าโทรศัพท์มือถือของ Kohberger ถูกตรวจพบในพื้นที่ใกล้เคียงบ้าน 1122 King Road อย่างน้อย 12 ครั้งก่อนเกิดเหตุ โดยส่วนใหญ่ในช่วงดึก หนังสือเล่มนี้ระบุว่าหลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยง Kohberger กับคดีคือปลอกมีดที่พบในที่เกิดเหตุซึ่งมี DNA ของเขา รวมถึงข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือและการเคลื่อนไหวของรถยนต์ Hyundai Elantra สีขาวของเขา 4. มีการตอบสนองเริ่มต้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองมอสโกว์ต่อเหตุการณ์นี้อย่างไร? เมื่อ Chief James Fry ของกรมตำรวจ Moscow ได้รับแจ้งเหตุฆาตกรรมหมู่ 4 ศพที่ 1122 King Road เขาตระหนักทันทีว่านี่เป็นคดีที่ใหญ่เกินกว่าที่กรมตำรวจเมืองเล็กๆ จะรับมือได้เพี...

    7 min
  3. [รีวิว] Black AF History (Michael Harriot ) สรุปหนังสือ

    08/21/2025

    [รีวิว] Black AF History (Michael Harriot ) สรุปหนังสือ

    ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ Black AF History เขียนโดย Michael Harriot - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/BlackAFHistory - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/BlackAFHistory - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/B08NWX9S9D?tag=9natree-20 #BlackAFHistory #รีวิวBlackAFHistory #สรุปBlackAFHistory #หนังสือBlackAFHistory 1. "ห้องกลาง" มีความสำคัญอย่างไรต่อการศึกษาและมุมมองทางประวัติศาสตร์ของผู้เขียน? "ห้องกลาง" เป็นหัวใจสำคัญของบ้านตระกูล Harriot และเป็นแหล่งความรู้ที่หล่อหลอมมุมมองทางประวัติศาสตร์ของผู้เขียนมาห้าชั่วอายุคน ห้องนี้เต็มไปด้วยหนังสือหลากหลายประเภท ตั้งแต่นิยายวิทยาศาสตร์ไปจนถึงประวัติศาสตร์ และมีอุปกรณ์ล้ำสมัย เช่น โทรทัศน์และเครื่องเล่นเพลง นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นเวทีสำหรับการแสดงความสามารถของครอบครัว ศาลจำลอง และที่สำคัญที่สุดคือเป็น "โรงเรียนประถม Dorothy Harriot สำหรับลูกๆ ของ Dorothy Harriot" ที่คุณแม่ของผู้เขียนเป็นผู้สอนเอง การศึกษาแบบโฮมสคูลนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้ทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังเป็น "การทดลอง" ที่อิงจากความเชื่อของคุณแม่ที่ว่า "เด็กผิวดำไม่สามารถตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ได้อย่างเต็มที่เมื่ออยู่ในที่ที่มีคนผิวขาว" การศึกษาใน "ห้องกลาง" นั้นตรงกันข้ามกับแนวคิดเรื่อง "การศึกษาที่ผิด" ของ Carter G. Woodson ซึ่งชี้ให้เห็นว่าในระบบการศึกษาของอเมริกา การดำรงอยู่ของคนผิวดำทั้งหมด "ถูกศึกษาในฐานะปัญหาหรือถูกมองว่าไม่มีนัยสำคัญ" ผู้เขียนตระหนักว่าการศึกษาของเขาใน "ห้องกลาง" นั้น "วิศวกรรมย้อนกลับ" ด้วยหลักสูตรที่สร้างขึ้นจากผลงานของนักคิดผิวสีผู้ยิ่งใหญ่ เช่น W. E. B. Du Bois และ Zora Neale Hurston ทำให้เขามองว่าประวัติศาสตร์ของอเมริกาผ่านเลนส์ของคนผิวดำ ไม่ใช่เลนส์ที่ขาวโพลน สิ่งนี้ทำให้เขาไม่ต้อง "แกะกระจกบ้านพิศวง" ของอดีตอเมริกา เพราะสำหรับเขา อเมริกาที่มีอยู่ใน "ห้องกลาง" คือ "อเมริกาที่แท้จริง" ซึ่งความดำรงอยู่ของคนผิวดำเป็นศูนย์กลางที่ทุกสิ่งหมุนวนไปรอบๆ 2. ชาวผิวขาวถูก "ประดิษฐ์ขึ้น" ในอเมริกาอย่างไร และแนวคิดนี้เชื่อมโยงกับการเป็นทาสและอำนาจอย่างไร? แนวคิดเรื่อง "ความเป็นคนผิวขาว" เป็นสิ่งที่ทันสมัยมาก โดยเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 และ 20 ก่อนหน้านั้น วัฒนธรรมส่วนใหญ่ไม่ได้มีคำว่า "เชื้อชาติ" แต่มีการแบ่งชนชั้นในรูปแบบต่างๆ ชาวผิวขาวไม่ได้ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนในตอนแรก คนไอริช ยิว หรืออิตาลีไม่ได้ถูกมองว่าเป็นคนผิวขาวเสมอไป พวกเขาจะถูก "ยอมรับเข้าสู่ชมรม" ก็ต่อเมื่อพวกเขาพิสูจน์ได้ว่าพวกเขาสามารถเข้าร่วมในการกดขี่ผู้ที่แตกต่างจากพวกเขาได้ การประดิษฐ์ความเป็นคนผิวขาวนี้เกิดขึ้นเนื่องจากความต้องการทาส และกลายเป็น "หมวดหมู่ข้ามชาติพันธุ์" เพื่อรวมประชากรยุโรปหลากหลายเชื้อชาติให้เป็น "เชื้อชาติ" เดียว ความเหนือกว่าของคนผิวขาวกลายเป็นหลักการพื้นฐานของอเมริกา โดยปรากฏในกฎหมายและการปฏิบัติ เช่น การให้คุณค่ากับชีวิตคนผิวดำน้อยกว่าในรัฐธรรมนูญ และการจำกัดสิทธิ์พลเมืองเฉพาะ "คนผิวขาวอิสระ" แนวคิดนี้ยังนำไปสู่กฎ "หนึ่งหยดเลือด" ที่กำหนดให้ผู้ที่มีเชื้อสายแอฟริกันเพียงเล็กน้อยก็ถือว่าเป็นคนผิวดำ การประดิษฐ์ความเป็นคนผิวขาวไม่ได้เกี่ยวกับชีววิทยา แต่เป็นเรื่องของอำนาจ ความกลัว และความไม่มั่นคงที่พยายามสร้างความชอบธรรมให้กับการกดขี่และการควบคุม 3. อะไรคือความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง "ประวัติศาสตร์ของคนผิวดำ" กับ "ประวัติศาสตร์อเมริกัน" ทั่วไป และมุมมองเหล่านี้ขัดแย้งกันอย่างไร? แหล่งข้อมูลนำเสนอว่า "ประวัติศาสตร์ของคนผิวดำ" เป็นเรื่องราวที่แท้จริงและมักถูกละเลย ซึ่งท้าทายการเล่าเรื่องแบบขาวโพลนของ "ประวัติศาสตร์อเมริกัน" ทั่วไป ความแตกต่างที่สำคัญคือจุดศูนย์กลางของการเล่าเรื่อง: ในประวัติศาสตร์อเมริกันแบบดั้งเดิม ความเป็นคนผิวขาวมักเป็นศูนย์กลางที่ทุกสิ่งหมุนวนไปรอบๆ ในขณะที่ "ประวัติศาสตร์ของคนผิวดำ" จะยึดเอาความเป็นคนผิวดำเป็นศูนย์กลาง โดยเปิดเผยเรื่องราวที่ถูกปิดบังและมุมมองที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น: การตั้งถิ่นฐาน: ประวัติศาสตร์อเมริกันมองชาวยุโรปเป็น "ผู้ตั้งถิ่นฐาน" แต่ "ประวัติศาสตร์ของคนผิวดำ" มองพวกเขาเป็น "ขโมยที่ดิน" หรือ "ผู้บุกรุก" ซึ่งการกระทำของพวกเขาคือการปล้นทรัพย์ การใช้ความรุนแรง และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ จุดเริ่มต้น: ประวัติศาสตร์อเมริกันเริ่มด้วยการมาถึงของชาวยุโรปที่ Jamestown ในปี 1607 แต่

    8 min
  4. [รีวิว] On Power (Mark R. Levin) สรุปหนังสือ

    08/07/2025

    [รีวิว] On Power (Mark R. Levin) สรุปหนังสือ

    ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ On Power เขียนโดย Mark R. Levin - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/OnPower - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/OnPower - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/B0F29YRH3P?tag=9natree-20 #OnPower #รีวิวOnPower #สรุปOnPower #หนังสือOnPower 1. อำนาจคืออะไร และเหตุใดจึงมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์และสังคม? อำนาจเป็นพลังงานหรือแรงที่อยู่รอบตัวเราตลอดเวลา มีอยู่ทุกหนทุกแห่งในชีวิตส่วนตัวและในสังคมทั้งหมด และมีความสำคัญในทุกๆ ด้าน มันเป็นความจริงหลักและคุณลักษณะของการมีอยู่ของมนุษย์ การทำความเข้าใจอำนาจมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะมันกำหนดการจัดระเบียบทางสังคม คุณภาพชีวิต และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ว่าบุคคลจะเป็นอิสระหรือถูกกดขี่ หรืออยู่ระหว่างนั้น นอกจากนี้ยังกำหนดชะตากรรมส่วนบุคคล ชะตากรรมของชุมชน และชะตากรรมของประเทศ อำนาจสามารถแสดงออกได้หลายรูปแบบ เช่น อำนาจโดยนัย อำนาจที่จำเป็น อำนาจที่สันนิษฐาน อำนาจที่ได้รับมอบหมาย อำนาจที่กำหนด อำนาจที่จำกัด อำนาจที่แบ่งแยก อำนาจที่ไม่ชัดเจน และอำนาจที่ยึดมา ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อเสรีภาพและเป็นตัวกำหนดว่ามีเสรีภาพมากเกินไป หรือน้อยเกินไป ขึ้นอยู่กับการใช้อำนาจ ผู้ใช้อำนาจ และการผูกพันด้วยสิทธิมนุษยชน 2. "อำนาจเชิงลบ" และ "อำนาจเชิงบวก" ต่างกันอย่างไร? อำนาจเชิงลบ คืออำนาจที่ใช้โดยการบังคับหรือวิธีการบีบบังคับอื่นๆ ที่ไม่ชัดเจนนัก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจำกัดอัตลักษณ์ส่วนบุคคล อธิปไตย และเสรีภาพ ในรูปแบบที่ก้าวร้าวที่สุด มันพยายามที่จะกลืนกินและควบคุมสังคม ไม่ใช่ให้บริการสังคม โดยพรากเจตจำนงเสรี ความภาคภูมิใจในตนเอง ความทะเยอทะยาน การพัฒนา และจิตวิญญาณของมนุษย์จากบุคคล มันควบคุมสังคมผ่านอำนาจที่รวมศูนย์ ท้าทายไม่ได้ และมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง มันต้องจำกัดการพูดและการถกเถียง บิดเบือนภาษา และสร้างความหมายใหม่ให้คำที่มีอยู่หรือสร้างคำใหม่เพื่อประโยชน์ของตนเอง ในสังคมตะวันตกสมัยใหม่ อำนาจเชิงลบมักจะปรากฏในรูปของ "อำนาจเชิงลบอ่อน" ซึ่งเป็นการรวมศูนย์อำนาจอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้พลเมืองมีส่วนร่วมน้อยลง และมักจะนำไปสู่การปกครองโดยสาขาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง อำนาจเชิงบวก ในทางกลับกัน เริ่มต้นจากสมมติฐานที่ว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงอธิปไตย และผ่านพระเจ้า บุคคลและประชาชนเป็นผู้ทรงอธิปไตย ดังนั้น อำนาจที่เข้าใจและใช้อย่างถูกต้องในบริบทของรัฐบาลจึงเกี่ยวกับความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ไม่ใช่ของผู้ปกครอง ประชาชนเป็นผู้ทรงอธิปไตย ไม่ใช่อำนาจการปกครอง และที่สำคัญคือ ความเชื่อในความจริงนิรันดร์ที่พระเจ้าประทานให้ กฎธรรมชาติ และสิทธิที่ไม่อาจโอนให้กันได้ คือพื้นฐานของสังคมที่มีศีลธรรมและคุณธรรมที่อยู่เหนือชนชั้นปกครอง โครงสร้างอำนาจเชิงบวกพยายามที่จะควบคุมและจำกัดด้านมืดของลักษณะและประสบการณ์ของมนุษย์ และเน้นย้ำถึงศักยภาพของสังคมที่อารยะและยุติธรรม 3. รัฐธรรมนูญของอเมริกาถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับอำนาจอย่างไร และอะไรคือหลักการสำคัญของมัน? รัฐธรรมนูญของอเมริกาถูกสร้างขึ้นด้วยเจตนาที่ชัดเจนเพื่อป้องกันประสบการณ์ที่ล้มเหลวของสาธารณรัฐในอดีต และการปกครองแบบเผด็จการ ผู้ก่อตั้งและผู้ร่างรัฐธรรมนูญทราบถึงทั้งอำนาจเชิงบวกและเชิงลบ พวกเขาออกแบบรัฐบาลแบบผสมที่แบ่งอำนาจออกเป็นสามสาขา: นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ซึ่งแต่ละสาขามีความรับผิดชอบเฉพาะและแตกต่างกัน แต่ก็แข่งขันกันเพื่ออำนาจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ "อำนาจตรวจสอบอำนาจ" หลักการสำคัญของมันคือการจำกัดอำนาจของรัฐบาลกลางและรับประกันว่าอำนาจที่เหลือของรัฐจะไม่อาจถูกละเมิดได้ ซึ่งสะท้อนแนวคิดที่ว่ารัฐบาลถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อปกป้องสิทธิธรรมชาติของแต่ละบุคคล โดยได้รับอำนาจอันชอบธรรมจากความยินยอมของผู้ที่ถูกปกครอง 4. ภาษาเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจเชิงบวกและเชิงลบอย่างไร? อำนาจเชิงลบ ต้องการเทคนิคการสื่อสารเชิงลบ ซึ่งรวมถึงการบิดเบือน หลอกลวง การซ้ำซาก การปกปิด การเบี่ยงเบนความสนใจ และการสร้างความหวาดกลัว ด้วยภาษาที่น่ากลัว เห็นแก่ตัว และถูกจัดฉาก วัตถุประสงค์คือเพื่อใช้อำนาจเหนือภาษาและควบคุมประชากรโดยไม่มีการยับยั้งทางศีลธรรม ในบริบททางการเมือง การสื่อสารแบบนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นและทำให้พลเมืองโก

    10 min
  5. [รีวิว] Behind the Badge (SSGT Johnny Joey Jones) สรุปหนังสือ

    08/07/2025

    [รีวิว] Behind the Badge (SSGT Johnny Joey Jones) สรุปหนังสือ

    ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ Behind the Badge เขียนโดย SSGT Johnny Joey Jones - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/BehindtheBadge - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/BehindtheBadge - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/B0DKB6WCPL?tag=9natree-20 #BehindtheBadge #รีวิวBehindtheBadge #สรุปBehindtheBadge #หนังสือBehindtheBadge 1. อะไรคือแรงจูงใจเบื้องหลังการเลือกอาชีพในบริการสาธารณะ เช่น ตำรวจ นักผจญเพลิง หรือเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า? แรงจูงใจในการเลือกอาชีพบริการสาธารณะเหล่านี้มีความหลากหลายและลึกซึ้ง หลายคนได้รับแรงบันดาลใจจากประเพณีของครอบครัว เช่น Katelyn Kotfila ที่มีพ่อและปู่เป็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย หรือ Justin Heflin ที่เติบโตมากับพ่อที่เป็นนาวิกโยธินและตำรวจ บางคนได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์สำคัญในชีวิต เช่น Steve Hennigan ที่ตัดสินใจเข้าร่วมนาวิกโยธินหลังเหตุการณ์ระเบิดที่เบรุต หรือ Mark Lamb ที่เข้าร่วมงานตำรวจเมื่ออายุ 34 ปีเพราะต้องการจุดมุ่งหมายในชีวิตหลังจากเหตุการณ์ 9/11 นอกจากนี้ ความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน การช่วยเหลือผู้อื่น และความตื่นเต้นในการเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่ธรรมดา ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดผู้คนเข้าสู่อาชีพเหล่านี้ ดังที่ Clay Headrick นักผจญเพลิงกล่าวว่า เขาเป็นเพียง "คนธรรมดาที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีและพบว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ธรรมดา" และ Vincent Vargas ที่ปรารถนาจะ "ช่วยเหลือผู้คน" 2. เจ้าหน้าที่บริการสาธารณะต้องเสียสละอะไรบ้างในการปฏิบัติงาน? การเสียสละของเจ้าหน้าที่บริการสาธารณะมีหลากหลายมิติ ทั้งในด้านชีวิตส่วนตัว ความสัมพันธ์ สุขภาพกายและสุขภาพจิต ตัวอย่างเช่น Keith Dempsey และ Terry Mills หัวหน้าเจ้าหน้าที่ที่ต้องขับรถผ่าน "สนามรบ" ในชีวิตประจำวันของพวกเขา ทั้งอุบัติเหตุรถยนต์และเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัว เจ้าหน้าที่เหล่านี้เห็น "สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่เราสามารถทำต่อกันในฐานะมนุษย์ได้" แต่พวกเขาก็ยังคงมาทำงานทุกวัน นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงต่อชีวิตและร่างกาย ซึ่งอาจเป็นการบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตในหน้าที่ หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นทีละน้อยตลอดอาชีพที่ยาวนาน เช่น การเห็นพลเรือนผู้บริสุทธิ์หรือเพื่อนเจ้าหน้าที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ตำรวจยังต้องใช้ชีวิตภายใต้มาตรฐานที่สูงมากและ "ในบ้านกระจก" ที่ทุกการกระทำถูกจับตา และอาจนำไปสู่ภัยคุกคามต่อครอบครัวของพวกเขา ซึ่งทำให้บางคนเลือกที่จะไม่สวมแหวนแต่งงานเพื่อปกปิดสถานะครอบครัว 3. เจ้าหน้าที่บริการสาธารณะรับมือกับผลกระทบทางจิตใจจากงานที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญได้อย่างไร? ผลกระทบทางจิตใจจากการเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญเป็นส่วนสำคัญของอาชีพนี้ และหลายคนต้องต่อสู้กับมัน Vincent Vargas อดีตทหารและเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนชายแดน เปิดเผยว่าเขามีอาการ PTSD โดยที่กลิ่นและสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกับสงครามในอัฟกานิสถานทำให้เขาสับสนว่ากำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ใด และทำให้เขาดื่มเหล้าเป็นกลไกในการรับมือ Clay Headrick นักผจญเพลิงก็กล่าวถึงการที่เขาต้องขอความช่วยเหลือจากแพทย์เพื่อรับมือกับภาวะซึมเศร้าและจัดการกับมันตลอดชีวิต ในขณะที่ Steve Hennigan เจ้าหน้าที่ LAPD ส่งเสริมให้เพื่อนร่วมงานและแม้แต่คนแปลกหน้าพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาเผชิญหน้า โดยไม่มองว่าการพูดคุยเป็นสัญญาณของความอ่อนแอ เขายังตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากกลายเป็นคน "ชาชิน" และไม่รู้สึกตื่นเต้นเหมือนเดิมเนื่องจากร่างกายปรับตัวเข้ากับความเครียด สิ่งสำคัญคือการรับรู้ว่าไม่ได้อยู่คนเดียวในการต่อสู้เหล่านี้ และการมีเครือข่ายสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงานและผู้มีประสบการณ์ก็เป็นสิ่งจำเป็น 4. บทบาทของ "สามัคคีธรรม" และการทำงานเป็นทีมมีความสำคัญอย่างไรในหน่วยงานบริการสาธารณะ? "สามัคคีธรรม" หรือความเป็นพี่น้องและการทำงานเป็นทีมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จและความเป็นอยู่ที่ดีของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานบริการสาธารณะ Tommy Wehrle เจ้าหน้าที่ SWAT Sniper ระบุว่า "ความสนิทสนมกลมเกลียวแน่นแฟ้นขึ้นเมื่อเชี่ยวชาญในสาขามากขึ้น" และระดับของความไว้วางใจโดยปริยายและความเป็นพี่น้องในหน่วย SWAT เป็นสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะไม่พบอีกแล้วในชีวิต Clay Headrick อธิบายว่าในหน่วยดับเพลิง "เราเป็นครอบครัวและไม่มีใครจะยุ่งกับเราได้นอกจากพวกเราเอง" และหากเพื่อนร่วมงานมีปัญหา มันก็จะเป็นปัญหาของทุกคน แนวคิดนี้ขยายไปถึง

    7 min
  6. [รีวิว] Bulletproof Problem Solving (Charles Conn, Robert McLean) สรุปหนังสือ

    07/05/2025

    [รีวิว] Bulletproof Problem Solving (Charles Conn, Robert McLean) สรุปหนังสือ

    ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ Bulletproof Problem Solving เขียนโดย Charles Conn, Robert McLean - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/BulletproofProblemSolving - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/BulletproofProblemSolving - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/B07PFRCCY4?tag=9natree-20 #BulletproofProblemSolving #รีวิวBulletproofProblemSolving #สรุปBulletproofProblemSolving #หนังสือBulletproofProblemSolving 1. "Bulletproof Problem Solving" คืออะไร และเหตุใดจึงสำคัญในศตวรรษที่ 21? "Bulletproof Problem Solving" คือกระบวนการที่ครอบคลุมและวนซ้ำได้ 7 ขั้นตอนสำหรับการตัดสินใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับความท้าทายที่ซับซ้อนในชีวิตส่วนตัว การทำงาน และขอบเขตเชิงนโยบาย ในอดีต การแก้ปัญหาถูกมองว่าเป็นโดเมนของบางอาชีพ เช่น วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และการให้คำปรึกษาด้านการจัดการ อย่างไรก็ตาม ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของศตวรรษที่ 21 ความสามารถในการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์จึงไม่ได้เป็นเพียงทักษะในโดเมนที่จำกัดอีกต่อไป แต่เป็นความคาดหวังของบุคคลและทีมงานในทุกภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจ องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และภาครัฐ ผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ถูกจ้างงานโดยพิจารณาจากทักษะการวิเคราะห์และการคิดที่แสดงให้เห็น ประเมินจากการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์ และได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากความสามารถในการระดมทีมที่คล่องตัวเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หนังสือเล่มนี้เน้นย้ำว่าการแก้ปัญหาที่ดีเกิดขึ้นจากการฝึกฝน ไม่ใช่พรสวรรค์ โดยเน้นที่การตั้งคำถามที่ดี การสร้างสมมติฐานที่คมชัด การจัดโครงสร้างปัญหาอย่างมีเหตุผล การจัดลำดับความสำคัญอย่างเคร่งครัด การวิเคราะห์อย่างชาญฉลาด และการสังเคราะห์ผลลัพธ์เพื่อเล่าเรื่องราวที่กระตุ้นการกระทำ 2. วงจรการแก้ปัญหาแบบ "Bulletproof Problem Solving" ประกอบด้วยขั้นตอนอะไรบ้าง? วงจรการแก้ปัญหาแบบ "Bulletproof Problem Solving" ประกอบด้วย 7 ขั้นตอนที่สามารถดำเนินการซ้ำได้ภายในกรอบเวลาใดก็ได้ โดยใช้ข้อมูลที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน เมื่อถึงจุดสิ้นสุดเบื้องต้นแล้ว คุณสามารถทำซ้ำกระบวนการเพื่อดึงข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น แม้จะไม่ได้ระบุทั้ง 7 ขั้นตอนโดยละเอียดในแหล่งข้อมูล แต่ก็มีการกล่าวถึงขั้นตอนหลักๆ ดังนี้: กำหนดปัญหา: ขั้นตอนนี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดขอบเขตของปัญหาอย่างชัดเจนและระบุเป้าหมายที่ต้องการ รวมถึงการปรับปรุงคำแถลงปัญหาให้ชัดเจนขึ้นเมื่อความเข้าใจของทีมพัฒนาขึ้น แยกส่วนปัญหาและจัดลำดับความสำคัญ: การใช้ "logic trees" เพื่อแสดงภาพและแยกย่อยปัญหาออกเป็นองค์ประกอบต่างๆ ทำให้สามารถติดตามส่วนต่างๆ ของปัญหาเพื่อการวิเคราะห์และสร้างข้อมูลเชิงลึกนำไปสู่แนวทางแก้ไขได้ การจัดลำดับความสำคัญเกี่ยวข้องกับการตัดกิ่งก้านที่ไม่สำคัญออกไป สร้างแผนงานและกระบวนการทีมที่ดี: การวางแผนงานและการจัดการโครงการ การสร้าง "one-day answers" และการใช้กระบวนการทีมที่มีประสิทธิภาพเพื่อการวางแผนงานและการวิเคราะห์ ดำเนินการวิเคราะห์: การใช้หลักการประมาณ และกฎง่ายๆ ในการประมาณขนาดและทิศทางของปัจจัยสำคัญของปัญหา และใช้การแก้ปัญหาโดยตั้งคำถาม เพื่อเจาะลึกการวิเคราะห์ สังเคราะห์ผลลัพธ์และเล่าเรื่องราวที่ยอดเยี่ยม: การรวบรวมชิ้นส่วนงานวิเคราะห์ทั้งหมดเข้าด้วยกันและจัดระเบียบโครงสร้างเพื่อสร้างเรื่องราวที่น่าสนใจซึ่งกระตุ้นการกระทำ มักใช้โครงสร้างแบบพีระมิดและการอัปเดต "one-day answer" ขั้นตอนเหล่านี้เน้นการสร้างสมมติฐานเชิงรุกและการทดสอบอย่างต่อเนื่องเพื่อนำไปสู่โซลูชันที่ชัดเจน 3. "Logic trees" คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไรในการแก้ปัญหา? "Logic trees" เป็นโครงสร้างที่ใช้ในการแสดงองค์ประกอบของปัญหาอย่างชัดเจน และติดตามระดับต่างๆ ของปัญหา ซึ่งเปรียบได้กับลำต้น กิ่ง ก้าน และใบไม้ สามารถจัดเรียงได้จากซ้ายไปขวา ขวาไปซ้าย หรือจากบนลงล่าง ขึ้นอยู่กับว่าการแสดงภาพองค์ประกอบใดจะง่ายที่สุด มีหลายประเภท รวมถึง: Hypothesis trees: ใช้เพื่อสร้างและทดสอบสมมติฐาน Decision trees: ใช้ในการแสดงภาพการตัดสินใจและผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ Factor/Lever trees: ใช้เพื่อระบุปัจจัยและคันโยกหลักที่มีผลต่อปัญหา Deductive logic trees: สร้างขึ้นจากหลักการทั่วไปไปสู่ข้อสรุปเฉพาะ โดยที่ส่วนประกอบต่างๆ จะรวมกันทางตรรกะหรือคณิตศาสตร์เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ประโยชน์ของ "logic trees" คือ: การแสดงภาพที่ชัดเจน: ช่วยให้ทุกคนเข้าใจองค์ประกอบต่างๆ ของปัญหา ความครอบคลุม: จับภาพทุกสิ่งที่เกี่ยว...

    8 min
  7. [รีวิว] Big Dumb Eyes (Nate Bargatze) สรุปหนังสือ

    06/05/2025

    [รีวิว] Big Dumb Eyes (Nate Bargatze) สรุปหนังสือ

    ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ Big Dumb Eyes เขียนโดย Nate Bargatze - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/BigDumbEyes - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/BigDumbEyes - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/1538768461?tag=9natree-20 #BigDumbEyes #รีวิวBigDumbEyes #สรุปBigDumbEyes #หนังสือBigDumbEyes 1. "Big Dumb Eyes" หมายถึงอะไร และมีความสำคัญอย่างไรต่อผู้เขียน? คำว่า "Big Dumb Eyes" เป็นการเล่นคำที่ผู้เขียน, Nate Bargatze, ใช้เพื่ออธิบายความเข้าใจผิดที่ผู้คนมีเกี่ยวกับเขา ผู้คนมักจะพูดกับเขาช้าๆ และเว้นวรรคราวกับว่าเขาไม่เข้าใจง่ายๆ เนื่องจากสายตาของเขาที่ดู "ใหญ่และโง่" ในบทนำของหนังสือ เขายังเล่าเรื่องตลกเกี่ยวกับผู้คนที่เข้าใจผิดว่า "Big Dumb Eyes" เป็น "Big Demise" ซึ่งเขาเน้นย้ำว่าไม่ใช่สิ่งที่หนังสือเล่มนี้สื่อถึง ชื่อนี้จึงสะท้อนถึงการรับรู้จากภายนอกเกี่ยวกับตัวเขาและอารมณ์ขันที่เกิดจากการเข้าใจผิดเหล่านี้ 2. หนังสือเล่มนี้มีโครงสร้างอย่างไร และผู้เขียนพยายามสร้างประสบการณ์การอ่านแบบใด? ผู้เขียนตั้งใจออกแบบหนังสือให้แตกต่างจากหนังสือทั่วไปที่เขาไม่ชอบอ่าน เขาระบุว่า "หนังสือทุกเล่มมีแต่คำพูดมากมาย" และ "ไม่เคยผ่อนคลาย" ในทางตรงกันข้าม หนังสือของเขาไม่มีลำดับที่แท้จริง ไม่มีเหตุผลเบื้องหลังมากนัก ผู้อ่านสามารถเปิดไปที่บทใดก็ได้โดยไม่ต้องมีข้อมูลพิเศษหรือความรู้ใดๆ เขาให้สัญญาว่าจะมีการ "หยุดพัก" และ "หน้าเปล่าๆ" เพื่อช่วยให้ผู้อ่าน "หายใจออก" และหลีกเลี่ยงการใช้คำศัพท์ยากๆ ซึ่งสะท้อนถึงสไตล์ตลกที่เรียบง่ายและเข้าถึงง่ายของเขา 3. อะไรคือลักษณะสำคัญของเมืองบ้านเกิดของผู้เขียนในรัฐเทนเนสซี? บ้านเกิดของผู้เขียนคือเลควูด ซึ่งเป็น "เมืองเล็กๆ ที่อยู่ในเมืองเล็กๆ อีกเมืองหนึ่ง" ที่ชื่อว่าโอลด์ฮิกกอรี่ในรัฐเทนเนสซี ผู้เขียนอธิบายว่าเมืองนี้เล็กมากจนทุกคนรู้จักกัน ทำให้ไม่ค่อยมีการก่ออาชญากรรมร้ายแรง เขาเล่าถึงสภาพแวดล้อมที่ผู้คนรู้จักกันดีและตำรวจดูเหมือนจะคุ้นเคยกับชาวเมือง เมืองนี้ยังเป็น "เมืองบริษัท" ที่มีโรงงานดูปองท์ ซึ่งแต่เดิมผลิตดินปืนและต่อมาผลิตสารเคมี เขายังเน้นย้ำถึงความเรียบง่ายและเป็นบ้านนอกของเมือง โดยยกตัวอย่างเช่น ความพยายามไร้ประโยชน์ในการเล่นเลื่อนบนเนินโคลน 4. การที่พ่อของผู้เขียนเป็นตัวตลกส่งผลต่อชีวิตและมุมมองของเขาอย่างไร? พ่อของผู้เขียนเป็นตัวตลกมืออาชีพชื่อ "โย-โย" ซึ่งทำให้การแข่งขันกับความสนใจที่พ่อได้รับเป็นเรื่องยาก พ่อของเขาไม่เหมือนพ่อคนอื่นๆ ที่ "เป็นปกติ" เพราะบ้านของพวกเขาเต็มไปด้วยอุปกรณ์มายากล เช่น มะนาวปลอม เหรียญปลอม และไพ่เจ็ดร้อยล้านสำรับ การเป็นลูกตัวตลกส่งผลต่อประสบการณ์วัยเด็กของเขา เช่น การที่เพื่อนๆ สนใจการแสดงมายากลของพ่อมากกว่างานวันเกิดของเขาเอง พ่อของผู้เขียนยังเป็นแรงบันดาลใจในด้านอารมณ์ขันที่มาจากความมืดมิด เช่น การที่เขาล้อเลียนอาการพูดติดอ่างของตัวเองที่เกิดจากอุบัติเหตุถูกสุนัขกัดเมื่ออายุสามขวบ 5. ผู้เขียนพยายามที่จะลดความซับซ้อนในชีวิตประจำวันของเขาอย่างไร? ผู้เขียนเน้นความซับซ้อนของการตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การเลือกถุงเท้า เขามีความต้องการเฉพาะเจาะจงอย่างมากเกี่ยวกับถุงเท้า และหากไม่เป็นไปตามนั้น เขาก็จะไม่สามารถทำอย่างอื่นได้เลย เขายังเล่าถึงการที่เขาเคยใส่เข็มขัดสีน้ำตาลเส้นเดียวมา 20 ปี และการเปลี่ยนจากเสื้อผ้า Nike ทั้งหมดเป็น Puma ทั้งหมด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความชอบของเขาในการเปลี่ยนแปลงที่ยังคงมีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก ความฝันสูงสุดของเขาคือการใส่ชุดเดิมทุกวันโดยไม่มีใครคิดว่าแปลก ซึ่งเป็นแนวคิดที่เรียบง่ายที่สุดสำหรับเขา 6. อะไรคือแนวคิดของผู้เขียนเกี่ยวกับงานที่เรียบง่ายและไม่ซับซ้อน? ผู้เขียนเชื่อว่างานที่ดีที่สุดคืองานที่ชื่อตำแหน่งงานตรงกับสิ่งที่คุณทำทุกประการ เขายกตัวอย่างเช่น นักดับเพลิง นักมวยปล้ำมืออาชีพ และนักร้องเพลงร็อค เขาเองก็เคยเป็น "พนักงานจดมิเตอร์น้ำ" ซึ่งเป็นงานที่ตรงไปตรงมาไม่มีความลับหรือเทคนิคพิเศษ เขามักจะทำงานเสร็จภายในเที่ยงวันและใช้เวลาที่เหลือเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ เช่น ซ่อนรถของบริษัทและใช้เวลาที่บ้านเพื่อน การที่เขาถูกไล่ออกจากการเป็นพนักงานส่งพิซซ่าเพราะเขาเผลอหลับไป แสดงให้เห็นว่าเขาต้องการงานที่เรียบง่ายที่เขา "เป็นนายตัวเอง" ได้อย่างแท้จริง 7. ผู้เขียนมีปั

    8 min
  8. [รีวิว] The Power of Now (Eckhart Tolle) สรุปหนังสือ

    06/05/2025

    [รีวิว] The Power of Now (Eckhart Tolle) สรุปหนังสือ

    ประเด็นที่น่าสนใจของหนังสือ The Power of Now เขียนโดย Eckhart Tolle - พิกัด Lazada/Shopee: https://9natree.top/book/ThePowerofNow - พิกัด Kinokuniya: https://9natree.top/p/Kinokuniya/ThePowerofNow - Kindle [EN] : https://www.amazon.com/dp/B002361MLA?tag=9natree-20 #ThePowerofNow #รีวิวThePowerofNow #สรุปThePowerofNow #หนังสือThePowerofNow 1. "พลังแห่งปัจจุบัน" คืออะไร และเหตุใดจึงสำคัญ? พลังแห่งปัจจุบัน คือพลังของการดำรงอยู่ของคุณ หรือสภาวะแห่งจิตสำนึกที่ปราศจากรูปแบบความคิด มันเป็นสิ่งสำคัญเพราะมันคือมิติเดียวที่คุณมีชีวิตอยู่จริงและสามารถรับรู้ความเป็นอยู่ ได้อย่างแท้จริง ทั้งอดีตและอนาคตไม่มีอยู่จริงในตัวของมันเอง แต่เป็นเพียงร่องรอยความทรงจำหรือการคาดการณ์ของจิตใจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเท่านั้น การยึดติดกับอดีตหรืออนาคตจะทำให้เกิดความวิตกกังวล ความทุกข์ และความไม่พอใจ ในขณะที่การจดจ่ออยู่กับปัจจุบันจะนำมาซึ่งความสงบสุข ความสุข และการเชื่อมโยงกับความเป็นอยู่ ซึ่งเป็นธรรมชาติที่แท้จริงของคุณ 2. จิตใจของเราเป็น "โรค" ได้อย่างไร และเราจะปลดปล่อยตัวเองจากการเป็นทาสของมันได้อย่างไร? จิตใจกลายเป็น "โรค" เมื่อมันใช้งานเราแทนที่เราจะใช้งานมัน การคิดกลายเป็นเรื่องบังคับและต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการคิดซ้ำๆ ไร้ประโยชน์ และบ่อยครั้งก็เป็นไปในทางลบ จิตใจที่ครอบงำนี้ทำให้เกิดความทุกข์ ความวิตกกังวล และสร้างอัตตา ขึ้นมา ซึ่งเป็นตัวตนที่ถูกสร้างขึ้นจากความคิดและยึดติดกับสิ่งภายนอก ทำให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวและเป็นที่มาของความกลัว เพื่อปลดปล่อยตัวเอง เราต้องเริ่มต้นด้วยการ "เฝ้าดูผู้คิด" นั่นคือการรับฟังเสียงในหัวของเราโดยไม่ตัดสิน การสังเกตนี้จะทำให้เกิดช่องว่างในกระแสความคิด นำไปสู่การตระหนักรู้ถึงการมีอยู่ของเราในฐานะผู้สังเกต ซึ่งอยู่เหนือความคิด เมื่อเราถอนพลังงานจากการยึดติดกับความคิด จิตใจก็จะสูญเสียอำนาจครอบงำ และเราจะเริ่มเข้าถึงสติปัญญาที่อยู่เหนือความคิด เช่น ความงาม ความรัก ความคิดสร้างสรรค์ และความสงบภายใน 3. "ความเป็นอยู่" คืออะไร และเหตุใดผู้เขียนจึงหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า "พระเจ้า"? ความเป็นอยู่ คือสถานะธรรมชาติของการรวมเป็นหนึ่งกับความเป็นอยู่ ที่รู้สึกได้ เป็นการเชื่อมโยงกับบางสิ่งที่ไม่อาจประมาณค่าและไม่อาจทำลายได้ ซึ่งเป็นคุณอย่างแท้จริง แต่ก็ยิ่งใหญ่กว่าคุณมาก ผู้เขียนหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า "พระเจ้า" บ่อยครั้ง เนื่องจากคำนี้ได้สูญเสียความหมายไปจากการใช้งานผิดๆ มานับพันปี มักจะสร้างภาพลักษณ์ทางจิตใจของใครบางคนหรือบางสิ่งภายนอกตัวคุณ ทำให้มันกลายเป็นแนวคิดที่ปิดกั้น ความเป็นอยู่ไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยจิตใจหรือทำให้เป็นวัตถุแห่งความรู้ได้ มันสามารถสัมผัสได้ในฐานะ "ฉันเป็น" ที่ดำรงอยู่ตลอดเวลา เหนือชื่อและรูปแบบใดๆ การตระหนักรู้ถึงสิ่งนี้คือการตรัสรู้และเป็นความจริงที่นำมาซึ่งอิสรภาพ 4. บทบาทของ "เวลาเชิงจิตวิทยา" ในชีวิตของเราคืออะไร และเราจะหยุดสร้างมันได้อย่างไร? เวลาเชิงจิตวิทยาคือการที่จิตใจยึดติดกับอดีตและอนาคต ทำให้ปัจจุบันเป็นเพียงแค่ทางผ่านไปสู่เป้าหมายในอนาคต อัตตาไม่สามารถทำงานและควบคุมได้หากปราศจากเวลา มันจึงมองว่าปัจจุบันที่ไร้กาลเวลาเป็นภัยคุกคาม การยึดติดกับเวลาเชิงจิตวิทยานี้เป็น "ความเจ็บป่วยทางจิตอย่างร้ายแรงและอันตราย" เพราะมันทำให้เกิดความกลัว ความวิตกกังวล ความไม่พอใจ และขัดขวางไม่ให้เราประสบกับความสุขที่แท้จริง เพื่อหยุดสร้างเวลาเชิงจิตวิทยา เราต้องตระหนักอย่างลึกซึ้งว่าปัจจุบันคือสิ่งเดียวที่เรามี และทำให้ "ตอนนี้" เป็นจุดสนใจหลักในชีวิตของเรา ยอมรับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะไม่พึงประสงค์แค่ไหนก็ตาม ซึ่งจะช่วยให้เราหลุดพ้นจากรูปแบบการต่อต้านของจิตใจ 5. "กายแห่งความเจ็บปวด" คืออะไร และเราจะสลายมันได้อย่างไร? กายแห่งความเจ็บปวดคือเศษความเจ็บปวดทางอารมณ์ที่สะสมอยู่ในตัวเราจากประสบการณ์ในอดีต ซึ่งรวมถึงความเจ็บปวดในวัยเด็กและจากความไม่รู้สึกตัวของโลก กายแห่งความเจ็บปวดนี้จะตื่นขึ้นและพยายามเข้าควบคุมความคิดและพฤติกรรมของเรา เพื่อสลายมัน เราต้องนำความตระหนักรู้มาสู่ความเจ็บปวดนั้น นั่นคือการเป็นผู้สังเกตการณ์ที่อยู่ตรงหน้าสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตัวเรา เมื่อเราสังเกตความรู้สึกเหล่านั้นโดยไม่ตัดสินและไม่ยึดติด ความเจ

    9 min

About

9Natree Thailand Podcast. รีวิวและสรุปหนังสือภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย เพื่อยกระดับความรู้ของคนไทยให้ทัดเทียมคนทั่วโลก

You Might Also Like