6 ขุดเพชรในพระไตรปิฎก

ในพระไตรปิฏกมีอะไร ทำความเข้าใจไปทีละข้อ, เปิดไปทีละหน้า, ให้จบไปทีละเล่ม, พบกับพระอาจารย์พระมหาไพบูลย์ อภิปุณโณ และ คุณเตือนใจ สินธุวณิก, ล้อมวงกันมาฟัง มั่วสุมกันมาศึกษา จะพบขุมทรัพย์ทางปัญญา ในช่วง "ขุดเพชรในพระไตรปิฏก". New Episode ทุกวันเสาร์ เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) มีคำถาม/ข้อเสนอแนะ หรือสมัครติดตามฟังทั้ง 7 รายการ ที่ panya.org Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  1. 3 days ago

    เหตุแห่งการแตกหัก [6944-6t]

    หมวดธรรม 10 ประการใน อักโกสวรรค หมวดว่าด้วยการด่า ข้อที่ 41 วิวาทสูตร ว่าด้วยเหตุให้เกิดวิวาทขึ้นในสงฆ์ พระอุบาลีทูลถามถึงสาเหตุที่ทำให้สงฆ์วิวาทกัน พระพุทธเจ้าทรงชี้พฤติกรรมภาพรวม 10 ประการของการ “บิดเบือนหลักการพื้นฐาน” ใน 5 คู่หลัก ๆ ดังนี้ ธรรมะ: อ้างอธรรมว่าเป็นธรรม / อ้างธรรมว่าเป็นอธรรมวินัย: อ้างสิ่งที่ไม่ใช่วินัยว่าเป็นวินัย / อ้างวินัยว่าไม่ใช่วินัยคำสอน: อ้างสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสว่าตรัส / อ้างสิ่งที่ตรัสว่าไม่ได้ตรัสจริยาวัตร: อ้างสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ทำว่าทำ / อ้างสิ่งที่ทำว่าไม่ได้ทำข้อบัญญัติ: อ้างสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติว่าบัญญัติ / อ้างสิ่งที่บัญญัติว่าไม่ได้บัญญัติ ข้อที่ 42 ปฐมวิวาทมูลสูตร ว่าด้วยมูลเหตุแห่งวิวาท สูตรที่ ๑ กล่าวถึง มูลเหตุ 10 ประการ ที่ทำให้พระสงฆ์เกิดความแตกแยกและทะเลาะวิวาทกัน โดยมีความสอดคล้องและเหมือนกับ วิวาทสูตร ข้อที่ 43 ทุติยวิวาทมูลสูตร ว่าด้วยมูลเหตุแห่งวิวาท สูตรที่ ๒ กล่าวถึง มูลเหตุ 10 ประการ (กลุ่มที่ 2) ที่ทำให้พระสงฆ์แตกแยกและทะเลาะวิวาทกัน ซึ่งเกิดจากการ "บิดเบือนกฎระเบียบและการลงโทษ (อาบัติ)" โดยจงใจสลับความจริง ใน 5 คู่หลัก ๆ ดังนี้ การมีความผิด: อ้างเรื่องไม่ผิดว่าผิด / อ้างเรื่องผิดว่าไม่ผิดน้ำหนักของโทษ: อ้างอาบัติเบาว่าเป็นหนัก / อ้างอาบัติหนักว่าเป็นเบาความชั่วหยาบ: อ้างความผิดร้ายแรงขั้นชั่วหยาบว่าไม่ชั่วหยาบ / อ้างความผิดไม่ชั่วหยาบว่าชั่วหยาบความเหลืออยู่ของโทษ: อ้างอาบัติที่ยังมีส่วนเหลือ (ยังไม่ขาดจากความเป็นพระ) ว่าไม่มีส่วนเหลือ / อ้างอาบัติที่ไม่มีส่วนเหลือ (ปาราชิก) ว่ามีส่วนเหลือการแก้ไขโทษ: อ้างความผิดที่แก้ไข/แสดงคืนได้ว่าทำไม่ได้ / อ้างความผิดที่แก้ไขไม่ได้ว่าทำได้*ทั้ง 3 สูตรนี้แสดงให้เห็น ห่วงโซ่แห่งความเสื่อม คือ สงฆ์จะเริ่มแตกสามัคคีจากการบิดเบือนบิดพริ้วในหลักคำสอนภาพรวมก่อน (วิวาทสูตร / ปฐมวิวาทมูลสูตร) และจะลุกลามจนกลายเป็นการใช้อำนาจหน้าที่บิดเบือนกฎเกณฑ์การลงทัณฑ์กลั่นแกล้งกันทางวินัย (ทุติยวิวาทมูลสูตร) เมื่อทั้งหลักการและระบบยุติธรรมบิดเบี้ยว สังฆมณฑลย่อมเกิดการทะเลาะวิวาทและอยู่ร่วมกันอย่างไม่มีความสุข ข้อที่ 44 กุสินารสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่กรุงกุสินารา พระพุทธเจ้าทรงแสดง ธรรม 10 ประการสำหรับภิกษุผู้จะตักเตือนหรือกล่าวหา (โจทก์) ผู้อื่น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความบาดหมางและวิวาทกันในสงฆ์ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้ ตรวจสอบตนเอง 5 ประการ (ก่อนจะไปว่าคนอื่น):กายบริสุทธิ์: พฤติกรรมทางกายของตนเองต้องไม่มีข้อบกพร่องวาจาบริสุทธิ์: พฤติกรรมทางวาจาของตนเองต้องสะอาดมีจิตเมตตา: ตั้งจิตไว้ด้วยความปรารถนาดี ไม่มีพยาบาทแฝงเป็นพหูสูต: มีความรู้ในพระธรรมวินัยเป็นอย่างดีแม่นยำปาติโมกข์: ทรงจำและเข้าใจข้อกฎหมายของสงฆ์ได้อย่างถูกต้องตั้งมั่นในใจ 5 ประการ (ขณะที่เข้าไปตักเตือน):ถูกกาล: พูดในเวลาที่เหมาะสมสัตย์จริง: พูดเฉพาะเรื่องที่เป็นความจริงอ่อนหวาน: พูดด้วยถ้อยคำสุภาพ นุ่มนวลมีประโยชน์: พูดเรื่องที่เป็นสาระและเกิดผลดีเมตตา: พูดด้วยความรักความหวังดี ไม่พูดด้วยความโกรธ*ก่อนจะชี้ความผิดให้ใคร “ตนเองต้องพร้อมและบริสุทธิ์ก่อน” และเมื่อจะพูด “ต้องพูดด้วยท่าทีและเจตนาที่ดี” หากทำได้ครบ 10 ประการนี้ การตักเตือนย่อมนำไปสู่การแก้ไขและความสามัคคี ไม่นำไปสู่การทะเลาะวิวาท ข้อที่ 45 ราชันเตปุรัปปเวสนสูตร ว่าด้วยโทษในการเข้าไปในพระราชวังชั้นใน พระพุทธเจ้าทรงแสดง “โทษ 10 ประการ” ที่ภิกษุจะถูกหวาดระแวงสงสัย หากเข้าไปในพระราชวังชั้นใน ซึ่งมักทำให้เกิดความเสื่อมเสียและภัยอันตราย โดยแบ่งกลุ่มความระแวงออกเป็น 3 มิติหลัก ๆ ดังนี้ ระแวงเรื่องชู้สาวและศีลธรรม (ข้อ 1-2):ระแวงว่าภิกษุมีใจปฏิพัทธ์หรือทำชู้สาวกับพระมเหสี/หญิงสนมระแวงว่าภิกษุทำหญิงฝ่ายในตั้งครรภ์ ในกรณีที่พระราชาทรงลืมการเสด็จไปหาหญิงนั้น ๆระแวงเรื่องพฤติกรรมมิชอบ (ข้อ 3-4):ระแวงว่าเป็นคนขโมยทรัพย์สินมีค่าภายในวังที่สูญหายไประแวงว่าเป็นคนนำความลับภายในพระราชวังออกไปแพร่งพรายสู่ภายนอกระแวงเรื่องการเมือง ชิงอำนาจ และการทหาร (ข้อ 5-10):ระแวงว่าสมรู้ร่วมคิดในการกบฏหรือลอบปลงพระชนม์ระแวงว่าแทรกแซงการเมืองระแวงว่าก้าวก่ายงานทหารร

  2. 23 Oct

    พ้นแล้วด้วยจิตและปัญญา [6943-6t]

    หมวดธรรม 5 ประการใน โยธาชีววรรค หมวดว่าด้วยนักรบอาชีพ “ธรรมะ” ที่จะทำให้มีการบรรลุธรรมขั้นสูง คือ “เจโตวิมุตติ” และ “ปัญญาวิมุตติ” เมื่อเจริญให้มากซึ่งสมถะและวิปัสสนา จนเป็นผลให้มีการหลุดพ้นด้วยจิตกับปัญญา ข้อที่ 71-72 ปฐม-ทุติยเจโตวิมุตติผลสูตร ว่าด้วยธรรมมีเจโตวิมุตติเป็นผล สูตรที่ ๑-๒ พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม ๕ ประการ ที่เมื่อบุคคลนำไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและทำให้มากแล้ว จะส่งผลให้บรรลุถึง เจโตวิมุตติ (ใจหลุดพ้นจากราคะ) และ ปัญญาวิมุตติ (ปัญญาหลุดพ้นจากอวิชชา) กลายเป็นพระอรหันต์ในที่สุด สูตรที่ ๑ (คว่ำกิเลส): เน้นการตัดความหลงใหลในกามและสิ่งยั่วยุรอบตัว เป็นการทำลาย ราคะและความยึดติด โดยใช้กายและสิ่งภายนอกเป็นอารมณ์กรรมฐาน (อสุภะ, ปฏิกูลในอาหาร, ไม่ยินดีในโลก, มรณสัญญา, อนิจจสัญญา)สูตรที่ ๒ (วิปัสสนา): เน้นการแทงตลอดใน ไตรลักษณ์ เพื่อทำลายความเห็นผิดและอวิชชา โดยไล่เรียงจากการเห็นความไม่เที่ยง สู่ความเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นำไปสู่การละ (ปหานะ) และความคลายกำหนัดตัณหา (วิราคะ) จนกระทั่งจิตปล่อยวางทุกสิ่งและเข้าสู่นิพพาน ข้อที่ 73-74 ปฐม-ทุติยธัมมวิหารีสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้อยู่ด้วยธรรม สูตรที่ ๑-๒ พระพุทธองค์ทรงต้องการเตือนสติผู้ศึกษาธรรมไม่ให้หลงติดอยู่กับ "เปลือกนอกหรือกิจกรรมทางวิชาการ" แต่ให้มุ่งเน้นไปที่ "แก่นแท้ของการปฏิบัติจริงเพื่อขัดเกลาจิตใจ" โดยพระพุทธองค์ทรงชี้ว่า การเรียน การสอน การสวด หรือการคิดตรึกตรอง แม้จะเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็น แต่หากหยุดอยู่แค่นั้น ย่อมเรียกว่า เป็นเพียง "ผู้มากด้วยการเรียน/การแสดง/การสาธยาย/การตรึก" เท่านั้น ยังไม่ชื่อว่าเป็น "ธัมมวิหารี" (ผู้อยู่ด้วยธรรม) ที่แท้จริง สูตรที่ ๑ (เน้นสมถะ): ตัดสินจาก พฤติกรรมและการกระทำ คือ เรียนรู้ธรรมแล้ว ต้องไม่ปล่อยวันคืนให้ล่วงไปเปล่า ไม่ละเลยการหลีกเร้น (ปลีกวิเวก) และมุ่งทำจิตใจให้สงบภายใน (ทำสมาธิ/ภาวนา)สูตรที่ ๒ (เน้นวิปัสสนา): ตัดสินจาก ภูมิธรรมและปัญญา คือ เรียนรู้ธรรมแล้ว นำข้อธรรมนั้นมาพิจารณาจน "รู้แจ้งแทงตลอดเนื้อความแห่งธรรมที่ยิ่งขึ้นไปด้วยปัญญา" (เข้าใจความจริงของรูปนาม/ไตรลักษณ์ ไม่ใช่จำได้แค่ตัวอักษร)*หากปฏิบัติตามทั้ง ๒ สูตรนี้อย่างสมดุล จึงจะขึ้นชื่อว่าเป็น "ผู้อยู่ด้วยธรรม" ที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต โยธาชีวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  3. 16 Oct

    คุณสมบัติของ "ผู้ไกล่เกลี่ย" [6942-6t]

    หมวดธรรม 10 ประการใน อุปาลิวรรค หมวดว่าด้วยพระอุบาลี สะท้อนบทบาทของ พระอุบาลีเถระ (ผู้เลิศทางพระวินัย) ในฐานะฝ่ายตุลาการผู้บริหารหมู่คณะ (สูตร 1-8) และ พระอานนท์เถระ (ผู้เลิศทางพหูสูต) ในฐานะคลังคัมภีร์ผู้รักษาความถูกต้องของคำสอน (สูตร 9-10) ข้อที่ 31-32 อุปาลิสูตร และ ปาติโมกขัฏฐปนาสูตร พระอุบาลีทูลถามเพื่อวางรากฐานโครงสร้างหมู่คณะ โดย อุปาลิสูตร ระบุประโยชน์ 10 ประการของการบัญญัติสิกขาบทเพื่อควบคุมคนพาล คุ้มครองคนดี ส่วน ปาติโมกขัฏฐปนาสูตร กำหนดเหตุ 10 ประการในการงดสวดปาติโมกข์เมื่อพบผู้ไม่บริสุทธิ์อยู่ในมณฑลพิธี เพื่อรักษามาตรฐานความบริสุทธิ์ขององค์กร ข้อที่ 33 อุพพาหิกาสูตร ว่าด้วยคุณสมบัติของภิกษุผู้รื้อฟื้นอธิกรณ์ พระอุบาลีทูลถามถึงองค์คุณ 10 ประการของภิกษุผู้รื้อฟื้นอธิกรณ์ ชี้ให้เห็นว่าผู้ทำหน้าที่เป็น "คนกลาง" ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในสังคม ต้องทรงศีล เชี่ยวชาญในพระธรรมวินัย มีวาทศิลป์ และปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากอคติทั้ง 4 ประการ ข้อที่ 34-36 อุปสัมปทาสูตร, นิสสยสูตร และ สามเณรสูตร พระอุบาลีทูลถามเกณฑ์มาตรฐาน 10 ประการของผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ให้นิสสัย และพระผู้ดูแลสามเณร เน้นย้ำว่าผู้ปกครองต้องมีความพร้อมรอบด้าน ทั้งคุณธรรมขั้นสูง (อเสขธรรม) ความรู้ในธรรมวินัย และศักยภาพในการเยียวยาศิษย์ทั้งทางกายและจิตวิญญาณ ข้อที่37-40 สังฆเภทสูตร, สังฆสามัคคีสูตร, ปฐมอานันทสูตร และ ทุติยอานันทสูตร ตอกย้ำปัจจัย 10 ประการที่มีผลต่อความมั่นคงของศาสนา โดย สังฆเภทสูตรและปฐมอานันทสูตร ชี้ว่าความแตกแยกเกิดจากการบิดเบือนคำสอน นำสิ่งผิดมาอ้างว่าถูก ส่วน สังฆสามัคคีสูตรและทุติยอานันทสูตร ชี้ว่าความสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อทุกคนแสดงและปฏิบัติตามหลักธรรมวินัยอย่างตรงไปตรงมาตามความเป็นจริง พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต อุปาลิวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  4. 9 Oct

    นักรบของพระศาสดา [6941-6t]

    หมวดธรรม 5 ประการใน โยธาชีวรรค หมวดว่าด้วยนักรบอาชีพ ข้อที่ 75-76 ปฐม-ทุติยโยธาชีวสูตร ว่าด้วยนักรบอาชีพ สูตรที่ ๑-๒ ทรงเปรียบเทียบกำลังใจและความอดทนในการปฏิบัติธรรมของ “ภิกษุกับนักรบอาชีพ 5 จำพวก” ที่ลงสู่สนามรบ โดยใช้เรื่องราวของข้าศึกและสงครามมาอุปมาถึง “กิเลส” โดยสรุปความแตกต่างและหัวใจสำคัญของทั้งสองสูตรได้ดังนี้ ปฐมโยธาชีวสูตร (สูตรที่ ๑) กล่าวถึงนักรบ 5 ประเภท คือในประเภทที่ 1-4 นี้ แค่เห็นฝุ่นคลุ้งขึ้น, เห็นยอดธง, ได้ยินเสียงกึกก้อง และหวาดสะดุ้งต่อการประหารของข้าศึก เกิดอดทนไม่ได้ เปรียบมาในนักบวชที่ได้ฟังหรือได้เห็นได้พูดคุยกับมาตุคามแล้ว มีการถูกต้องสัมผัสทางกาย เกิดความเพลิดเพลิน ยินดี พอใจในผัสสะนั้น บอกคืนสิกขาไป ส่วนนักรบประเภทที่ 5 คือ เป็นยอดของนักรบที่เป็นผู้ชนะในสงคราม เปรียบกับนักบวชที่กำหนดรู้ เห็นกิเลสแล้วละเสีย แล้วเจริญฌานทำให้แจ้งถึงความสิ้นอาสวะพระสูตรที่ ๑ เน้นระดับความอดทนต่อสิ่งเร้าที่ค่อยๆ รุนแรงขึ้น (ฝุ่น → ยอดธง → เสียงกึกก้อง → การประหาร) ทุติยโยธาชีวสูตร (สูตรที่ ๒) ก็คล้ายกันเปรียบนักรบที่ถูกฆ่าตายบ้าง ตายในระหว่างจะไปรักษา รักษาแล้วตายหรือหายบ้าง เปรียบมาในนักบวชที่เมื่อเห็นมาตุคามแล้วเกิดผัสสะอยากบอกคืนสิกขา และนักรบประเภทสุดท้ายคือ เข้ายึดค่ายเป็นผู้ชนะในสงครามนั้น กล่าวคือ รู้จักสำรวมอินทรีย์ ฆ่าเสียซึ่งกิเลส เจริญสมาธิ ทำวิมุตติญาณทัสสนะให้เกิดขึ้นได้พระสูตรที่ ๒ เน้นไปที่กลไกการแก้ไขเมื่อกิเลสเข้าจู่โจม ว่าภิกษุรูปนั้นจะยอมจำนน, แก้ไขได้เอง, ต้องให้เพื่อนช่วย หรือไม่ยอมฟังใครจนต้องพ่ายแพ้ไป *ทั้งสองสูตรชี้ให้เห็นว่า "สงครามภายในใจ" เพื่อเอาชนะกิเลสและตัณหานั้น มีความยากลำบาก เสี่ยงอันตราย และต้องใช้ความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวไม่ต่างจากนักรบที่ออกไปรบในสนามรบจริง แต่อย่างไรก็ตาม “กิเลสและตัณหา” นั้น มีผัสสะเป็นแดนเกิด การมี “สติ” สำรวมในอินทรีย์ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เรารอดพ้นจากกิเลสและตัณหาได้ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต โยธาชีวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  5. 2 Oct

    ราชากับสัจธรรม [6940-6t]

    หมวดธรรม 10 ประการ ในมหาวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องใหญ่ ข้อที่ 27-28 ปฐม-ทุติยมหาปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาใหญ่ สูตรที่ ๑-๒ มีเนื้อหาหลักว่าด้วยธรรมะที่เป็น "ปัญหา ๑ ถึง ๑๐" โครงสร้างของพระสูตรจะใช้หลักการตั้งหัวข้อว่า "ปัญหา ๑ อุทเทส ๑ ไวยากรณ์ ๑" ไล่ไปจนถึงเลข ๑๐ โดยมีคำเฉลย (ไวยากรณ์) เพื่อให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาจนเกิดปัญญาและหลุดพ้นจากกองทุกข์ โดยมีความแตกต่างและสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้ ปฐมมหาปัญหาสูตร (สูตร ๑): พระพุทธเจ้าทรงแสดงเพื่อชี้ให้เห็น "สภาวะของโลกและสังสารวัฏ" (เช่น ขันธ์ ๕, อายตนะ ๖, โลกธรรม ๘, อกุศลกรรมบถ ๑๐) เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่ายและมองเห็นโทษทุติยมหาปัญหาสูตร (สูตร ๒): พระกชังคลาภิกษุณีจำแนกโดยเน้น "เครื่องมือในการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น" (เช่น สติปัฏฐาน ๔, อินทรีย์ ๕, นิสสรณียธาตุ ๖, โพชฌงค์ ๗, อริยมรรคมีองค์ ๘,เสขธรรม ๑๐) เพื่อให้ผู้ฟังเห็นแนวทางในการลงมือปฏิบัติอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ข้อที่ 29-30 ปฐม-ทุติยโกสลสูตร ว่าด้วยพระเจ้าปเสนทิโกศล สูตรที่ ๑-๒ เป็นพระสูตรที่มีพระเจ้าปเสนทิโกศลเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งคู่ แต่มีเนื้อหาและจุดประสงค์ที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ ปฐมโกสลสูตร (สูตรที่ ๑): พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่า "แม้แต่สิ่งที่ดีเลิศที่สุดในทางโลกและภพภูมิ ก็ล้วนไม่เที่ยงและต้องแปรปรวนเป็นธรรมดา" ทรงยกยอดของความยิ่งใหญ่ในทางโลกอย่าง พระเจ้าปเสนทิโกศล (ผู้ครองแคว้นกาสีและโกศล) และยอดของภพภูมิอย่าง ท้าวมหาพรหม ในพันโลกธาตุ ว่าสุดท้ายก็หนีความเปลี่ยนแปลงไม่พ้น เพื่อสอนให้อริยสาวกเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เป็นเลิศเหล่านั้นทุติยโกสลสูตร (สูตรที่ ๒): เป็นการแสดง "ความนอบน้อมอย่างสูงสุดและความกตัญญู" ของพระเจ้าปเสนทิโกศลต่อพระพุทธเจ้า หลังจากทรงชนะศึกสงครามมา พร้อมกราบทูลเหตุผล 10 ประการ ที่ทรงเคารพรักพระพุทธเจ้าอย่างหมดหัวใจ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต มหาวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  6. 25 Sept

    ธรรมเพื่อความสิ้นอาสวะ [6939-6t]

    หมวดธรรม 5 ประการ ในสัญญาวรรค หมวดว่าด้วยสัญญา ข้อที่ 63-64 ปฐม-ทุติยวัฑฒิสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นเหตุเจริญ สูตรที่ ๑-๒ พระสูตรที่ว่าด้วย "ธรรมเป็นเหตุเจริญ 5 ประการ" ได้แก่ ความเจริญด้วย ศรัทธา..ศีล..สุตะ..จาคะ..ปัญญา ซึ่งเป็นหลักประกันความเจริญก้าวหน้าอันประเสริฐในชีวิตของพุทธศาสนิกชน โดยทั้งสองสูตรมีเนื้อหาหลักธรรมเหมือนกันทุกประการ แต่ต่างกันเพียง กลุ่มบุคคลที่พระพุทธองค์ทรงมุ่งเน้น ข้อที่ 65-66 สากัจฉสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้ควรสนทนาด้วย และ สาชีวสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้ควรแก่สาชีพ (เป็นที่พึ่งและไขข้อสงสัย) ว่าด้วย "คุณสมบัติ 5 ประการของกัลยาณมิตรหรือพระภิกษุผู้ประเสริฐ" ได้แก่ ถึงพร้อมด้วย ศีล..สมาธิ..ปัญญา..วิมุตติ..วิมุตติญาณทัสสนะ ซึ่งโครงสร้างของหลักธรรมทั้งสองพระสูตรนี้ เหมือนกันทุกประการ แต่มีความแตกต่างกันในเรื่องของ บริบทและเป้าหมายในการนำไปใช้ ข้อที่ 67-68 ปฐม-ทุติยอิทธิปาทสูตร ว่าด้วยอิทธิบาท สูตรที่ ๑-๒ กล่าวถึง "ธรรมที่เป็นไปเพื่อความสำเร็จสูงสุด" โดยทั้งสองพระสูตรมีตัวฐานโครงสร้างหลักธรรม 5 ประการที่ เหมือนกันทุกประการ ได้แก่ อิทธิบาท 4 + ความเพียรขั้นสุดยอด แต่มีความแตกต่างอย่างชัดเจนในเรื่องของ บริบท ผู้รับฟัง และอานิสงส์ปลายทาง ข้อที่ 69-70 นิพพิทาสูตร ว่าด้วยความเบื่อหน่าย และ อาสวักขยสูตร ว่าด้วยธรรมที่ทำให้สิ้นอาสวะ กล่าวถึง "แนวทางการเจริญสัญญา 5 ประการ" โดยทั้งสองพระสูตรใช้หลักข้อธรรมเดียวกันทุกประการ แต่แสดงผลลัพธ์ในมุมมองที่ต่างกันตามลำดับขั้นของพัฒนาการทางจิต ดังนี้ นิพพิทาสูตร: เพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ดับลง สงบระงับ รู้ยิ่ง ตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน / จิตเกิดความเบื่อหน่ายด้วยปัญญา รู้เท่าทันโลกและสังขาร ไม่หลงยึดติดอาสวักขยสูตร: เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะ / กิเลสหมักดอง (อาสวะ) ถูกถอนรากถอนโคนจนสิ้นซาก บรรลุพระอรหันต์ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต สัญญาวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  7. 18 Sept

    กสิณ10 เพ่งให้เห็นธรรม [6938-6t]

    หมวดธรรม 10 ประการใน มหาวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องใหญ่ ข้อที่ 25 กสิณสูตร ว่าด้วยบ่อเกิดแห่งธรรมที่มีกสิณเป็นอารมณ์ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงถึง "บ่อเกิดแห่งธรรมที่มีกสิณเป็นอารมณ์ 10 ประการ" เพื่อใช้เป็นบาทฐานในการเจริญสมถกัมมัฏฐาน ประกอบด้วยการเพ่งธาตุ 4 (ดิน น้ำ ไฟ ลม) วรรณะ 4 (สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว) อากาศ และวิญญาณ โดยผู้เจริญกรรมฐานต้องแผ่จิตเพ่งอารมณ์กสิณออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ครอบคลุมทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ และเบื้องขวาง โดยยึดหลัก "ไม่มีสอง" คือการมีสติที่แน่วแน่เป็นอารมณ์เดียว และ "ไม่มีประมาณ" คือการแผ่ขยายสมาธิไปทั่วทุกทิศทางอย่างไร้ขอบเขตจำกัด เพื่อจูงใจให้จิตเกิดความตั้งมั่นและเป็นสมาธิอย่างสมบูรณ์ *กสิณ คือเครื่องมือที่ทำให้จิตเป็นสมาธิ ซื่งเป็นส่วนหนื่งในกรรมฐาน 40 กรรมฐานอย่างอื่นก็ทำให้จิตเป็นสมาธิได้เช่นกัน   ข้อที่26 กาลีสูตร ว่าด้วยอุบาสิกาชื่อกาลี การสนทนาธรรมระหว่างท่านพระมหากัจจานะและอุบาสิกากาลี ณ ภูเขาปวัตตะ แคว้นอวันตี โดยเป็นการขยายความพุทธพจน์ใน "กุมารีปัญหา" ว่าด้วยการเจริญสมาธิผ่านกสิณ 10 ประการ สาระสำคัญชี้ให้เห็นว่า แม้ผู้ปฏิบัติจะบรรลุสมาบัติขั้นสูงสุดในกสิณแต่ละกอง แต่พระพุทธองค์ทรงรู้แจ้งสภาวะเหล่านั้นอย่างถ่องแท้ผ่านอริยสัจ 4 พระสูตรนี้จึงมุ่งเน้นสอนไม่ให้ผู้ปฏิบัติยึดติดในสภาวะสมาบัติว่าเป็นเป้าหมายสูงสุด แต่ให้เข้าใจกระบวนการพัฒนาจิตตามความเป็นจริง เพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้นและความสงบแห่งหทัยอย่างแท้จริง   ข้อที่27 ปฐมมหาปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาใหญ่ สูตรที่ ๑ มีที่มาจากการที่นักบวชนอกศาสนา (อัญเดียรถีย์) กล่าวอ้างว่าลัทธิของตนมีการสอนธรรมหมวด 1 ถึง 10 เช่นเดียวกับพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์จึงทรงชี้แจงว่าความรู้เหล่านี้อธิบายได้อย่างถูกต้องถ่องแท้เฉพาะโดยตถาคตและสาวกเท่านั้น พร้อมทั้งทรงแสดงธรรมขยายความ "ปัญหา 1 ถึง 10" ดังนี้ 1. สัตว์ทั้งปวงตั้งอยู่ได้ด้วยอาหาร 2. นามและรูป 3. เวทนา 3 4. อาหาร 4 5. อุปาทานขันธ์ 5 6. อายตนะภายใน 6 7. วิญญาณฐิติ 7 8. โลกธรรม 8 9. สัตตาวาส 9 10. อกุศลกรรมบถ 10 ธรรมทั้ง 10 หมวดนี้ คือ "ข้อธรรมอันเป็นบาทฐานวิปัสสนา" ที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้เป็นกรอบแนวคิดให้ผู้ปฏิบัติพิจารณาตามความเป็นจริง เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด นำไปสู่การหลุดพ้น และสามารถทำที่สุดแห่งทุกข์ได้อย่างสมบูรณ์ในปัจจุบัน   ข้อที่ 28 ทุติยมหาปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาใหญ่ สูตรที่ ๒ นำเสนอการแสดงธรรมของพระกชังคลาภิกษุณีเพื่อโปรดอุบาสกชาวเมืองกชังคละ โดยเป็นการขยายความปัญหาและไวยากรณ์ในหมวดธรรม 1 ถึง 10 (ดูข้อธรรม ปฐมมหาปัญหาสูตร) ธรรมทั้ง 10 หมวดนี้เป็นข้อธรรมเพื่อใช้พิจารณาให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด นำไปสู่การหลุดพ้นและทำที่สุดแห่งทุกข์ จุดเด่นสำคัญของพระสูตรนี้คือการที่พระพุทธองค์ทรงยกย่องและประทานการรับรองปัญญาของพระกชังคลาภิกษุณี โดยตรัสยืนยันว่าหากมีผู้ทูลถามพระองค์ พระองค์ก็จะทรงอธิบายธรรมนี้ด้วยเนื้อความเดียวกันทุกประการ *เมื่อนำสูตรที่๑ และสูตรที่๒ มาเปรียบเทียบทำให้เห็นว่า พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นเป็นหนึ่งเดียว ไม่ว่าจะตรัสด้วยพระองค์เองหรืออธิบายโดยสาวกผู้มีปัญญา   พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต มหาวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

  8. 11 Sept

    อกุศลพึงละด้วยปัญญา [6937-6t]

    หมวดธรรม 10 ประการใน มหาวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องใหญ่ ข้อที่ 21 สีหนาทสูตร ว่าด้วยการบันลือสีหนาท พระสูตรนี้เน้นย้ำถึงกำลังญาณ10 ประการ (ทศพลญาณ) ที่ทำให้พระพุทธองค์ทรงปฏิญญาฐานะอันองอาจ บันลือสีหนาท และประกาศพรหมจักร (กงล้อแห่งธรรม) ในบริษัททั้งหลาย ได้แก่ ฐานาฐานญาณ: รู้จักสิ่งที่เป็นไปได้ (ฐานะ) และสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ (อฐานะ) ตามเหตุปัจจัยกัมมวิปากญาณ: รู้จักผลของกรรม ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต อย่างแม่นยำสัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ: รู้จักทางปฏิบัติที่นำไปสู่สุคติ ทุคติ หรือพระนิพพานนานาธาตุญาณ: รู้จักอัธยาศัยและองค์ประกอบที่แตกต่างกันของโลกและสิ่งมีชีวิต (ธาตุต่างๆ)นานาธิมุตติกญาณ: รู้จักอธิมุติ คือความน้อมใจเชื่อและความสนใจที่แตกต่างกันของสัตว์ทั้งหลายอินทริยปโรปริยัตตญาณ: รู้จักความหย่อนและความแก่กล้าแห่งอินทรีย์ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ของผู้อื่นฌานาทิสังกิเลสาทิญาน: รู้จักความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว และการออกจากฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติปุพเพนิวาสานุสสติญาณ: ระลึกชาติในอดีตได้หลากหลายระลึกชาติไม่สิ้นสุดจุตูปปาตญาณ: รู้เห็นการจุติ (ตาย) และอุบัติ (เกิด) ของสัตว์ทั้งหลายว่าเป็นไปตามกรรมอาสวักขยญาณ: รู้จักความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย บรรลุเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะในปัจจุบัน  ข้อที่ 22 อธิมุตติปทสูตร ว่าด้วยอธิมุตติบท พระผู้มีพระภาคทรงตรัสถึง "ตถาคตพละ 10 ประการ" (ดูข้อธรรมใน สีหนาทสูตร) ซึ่งเป็นกำลังที่ทำให้พระองค์ทรงปฏิญญาฐานะที่องอาจ บันลือสีหนาท และประกาศพรหมจักรในบริษัททั้งหลายได้ โดยข้อที่เกี่ยวข้องกับชื่อพระสูตรนี้โดยตรงคือ กำลังญาณในการรู้ชัดถึง "อธิมุตติ" (การหยั่งรู้อัธยาศัย) ของหมู่สัตว์ทั้งหลาย   ข้อที่ 23 กายสูตร ว่าด้วยธรรมที่พึงละทางกาย พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงจำแนกธรรมที่พึงละออกเป็น 3 รูปแบบหลักๆ ดังนี้ ธรรมที่พึงละทางกาย แต่มิใช่ทางวาจา: การละ "กายทุจริต" (ทุศีล)ธรรมที่พึงละทางวาจา แต่มิใช่ทางกาย: การละ "วจีทุจริต"ธรรมที่บุคคลพึงละด้วยกายไม่ได้ ด้วยวาจาไม่ได้ แต่ต้องเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้: กิเลสภายในจิตใจที่ผู้ปฏิบัติต้องใช้ปัญญาภายในของตนเองเข้าไปเพ่งพินิจ เห็นตามความเป็นจริง (รู้แจ้งด้วยปัญญา) จนกระทั่งจิตตัดละกิเลสเหล่านั้นได้ด้วยตนเอง กิเลสภายในจิตใจ 10 ประการ ได้แก่ 1. โลภะ – ความโลภ ความอยากได้ 2. โทสะ – ความโกรธ ความคิดประทุษร้าย 3. โมหะ – ความหลง ความไม่รู้จริง (อวิชชา) 4. โกธะ – ความโกรธ ความขัดเคืองใจ 5. อุปนาหะ – ความผูกโกรธ การเก็บความโกรธไว้ฝังลึก 6.มักขะ – ความลบหลู่คุณท่าน การแกล้งทำลายคุณความดีของผู้อื่น 7. ปฬาสะ – ความตีเสมอ การยกตนเทียมท่าน ไม่ยอมอ่อนน้อม 8. มัจฉริยะ – ความตระหนี่ หวงแหน 9. อิสสาอันชั่วช้า – ความริษยา 10. ปาปิจฉตา – ความปรารถนาลามก การโอ้อวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน   ข้อที่ 24 มหาจุนทสูตร ว่าด้วยพระมหาจุนทะ มีสาระสำคัญ 2 ส่วนหลัก คือ การละกิเลสทางปัญญา และ ข้อปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันของนักปฏิบัติธรรม ข้อปฏิบัติในการละกิเลส 10 ประการด้วยปัญญา (ดูจาก กายสูตร) ท่านพระมหาจุนทะระบุว่า "ความปรารถนาอันชั่วช้าและกิเลสทั้งหลาย บุคคลจะละทางกายหรือทางวาจาก็ไม่ได้ แต่ต้องเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้ หากใครก็ตามประกาศตนว่าเป็นผู้รู้ธรรม (ธรรมวาที) หรือเป็นผู้ฝึกฝนตนเองมาดีแล้ว (ศีลบ่มครบบริบูรณ์) แต่ยังคงถูกกิเลสทั้ง 10 ข้อนี้ครอบงำอยู่ ย่อมถือว่าเป็นการประกาศที่ไม่เป็นความจริง"ข้อปฏิบัติในการอยู่ร่วมกัน (ภิกษุผู้เจริญฌาน vs ภิกษุผู้ประกอบธรรม) ต้องไม่ลบหลู่รุกราน หรือเพ่งโทษกันและกัน ควรมีความเข้าใจอันดีต่อกัน ควรสรรเสริญกันและกัน  พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต มหาวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Ratings & Reviews

4.8
out of 5
24 Ratings

About

ในพระไตรปิฏกมีอะไร ทำความเข้าใจไปทีละข้อ, เปิดไปทีละหน้า, ให้จบไปทีละเล่ม, พบกับพระอาจารย์พระมหาไพบูลย์ อภิปุณโณ และ คุณเตือนใจ สินธุวณิก, ล้อมวงกันมาฟัง มั่วสุมกันมาศึกษา จะพบขุมทรัพย์ทางปัญญา ในช่วง "ขุดเพชรในพระไตรปิฏก". New Episode ทุกวันเสาร์ เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) มีคำถาม/ข้อเสนอแนะ หรือสมัครติดตามฟังทั้ง 7 รายการ ที่ panya.org Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

More From Panya Bhavana Foundation

You Might Also Like