Prachatai Podcast

prachataipodcast

Prachatai Podcast

  1. พลิกโฉมละครไทยสู่ตลาดโลก | หมายเหตุประเพทไทย

    6 DAYS AGO

    พลิกโฉมละครไทยสู่ตลาดโลก | หมายเหตุประเพทไทย

    หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ประภาภูมิ เอี่ยมสม และชานันท์ ยอดหงษ์ ชวนสำรวจโลกของ “ละคร” ที่อยู่รอบตัวเรา ตั้งแต่ ละครน้ำเน่า ละครหลังข่าวแบบดั้งเดิม ไปจนถึงซีรีส์จีนแนวตั้ง ละครคุณธรรมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และคอนเทนต์จาก Netflix, Disney+ และ HBO เพื่อทำความเข้าใจว่าละครไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่เป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์วัฒนธรรมร่วมสมัยที่ผู้ชมบริโภคอยู่ทุกวัน โดยอ้างถึงงานวิจัยเรื่อง “การบริโภคละครโทรทัศน์ไทยผ่านเว็บไซด์ในกลุ่มประเทศอาเซียนและจีน: กรณีศึกษาประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและจีน” (2562) โดยอัมพร จิรัฐติกร และ อัจฉรียา สายศิลป์ (อ่านงานวิจัย) ซึ่งศึกษาการขยายตัวของผู้ชมละครไทยในเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และจีน ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของแพลตฟอร์มการรับชมระหว่างปี พ.ศ. 2556–2558 งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าละครไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้ชมในประเทศ แต่ได้สร้างฐานแฟนคลับข้ามภาษาและวัฒนธรรมในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง พร้อมชวนดูพัฒนาการความนิยมละครไทยในต่างประเทศ เช่น พม่า กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งผู้ชมเข้าถึงละครไทยได้ง่ายจากความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม ขณะที่ในฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย การรับชมส่วนใหญ่เกิดผ่านอินเทอร์เน็ตมากกว่าการออกอากาศทางโทรทัศน์ ส่วนในจีน ละครไทยเคยมี “ยุคทอง” ระหว่างปี 2551–2554 ก่อนจะชะลอตัวจากนโยบายควบคุมการนำเข้าละครต่างประเทศและข้อจำกัดด้านเนื้อหา อีกประเด็นสำคัญคือบทบาทของ “กลุ่มแฟนซับ” ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางทางวัฒนธรรม แปลและเผยแพร่ละครไทยให้ผู้ชมต่างชาติ แม้จะอยู่ในพื้นที่ก้ำกึ่งระหว่างความชื่นชอบแบบอาสาสมัครกับข้อจำกัดด้านลิขสิทธิ์และการกำกับดูแลของรัฐ กลุ่มเหล่านี้มีส่วนสำคัญต่อการขยายอิทธิพลของละครไทยในภูมิภาค นอกจากนี้ยังชวนมองการปรับตัวของอุตสาหกรรมละครไทยหลังยุคทีวีดิจิทัล ทั้งในเชิงเนื้อหา เทคโนโลยี และตลาดต่างประเทศ ตั้งแต่การเกิดซีรีส์แนวใหม่อย่างซีรีส์วัยรุ่น ซีรีส์วาย BL ละครเรียลลิตี้ดราม่า ไปจนถึงการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์และคำบรรยายหลายภาษาเพื่อเข้าถึงผู้ชมทั่วโลก ท้ายที่สุดละครไทยที่เราคุ้นเคย อาจไม่ใช่แค่เรื่องรักชิงรักหักสวาท แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนที่ของวัฒนธรรมสื่อไทยในระดับภูมิภาค และเป็นหน้าต่างสำคัญในการมองความสัมพันธ์ระหว่างอุตสาหกรรมบันเทิง เทคโนโลยี และผู้ชมข้ามพรมแดน

    23 min
  2. Frankenstein ผู้สร้างและความรับผิดชอบ | หมายเหตุประเพทไทย

    22 MAR

    Frankenstein ผู้สร้างและความรับผิดชอบ | หมายเหตุประเพทไทย

    หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ประภาภูมิ เอี่ยมสม และ ภาวิน มาลัยวงศ์ ชวนชมและตีความภาพยนตร์ Frankenstein (2025) เวอร์ชันใหม่ของผู้กำกับ Guillermo del Toro ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 2026 หลายสาขา โดยได้รับ 3 รางวัล ได้แก่ แต่งหน้าและทำผมยอดเยี่ยม ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม และออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยม ภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งดัดแปลงจากนวนิยายคลาสสิคของ Mary Shelley โดยชวนทำความเข้าใจพื้นฐานสำคัญว่า “Frankenstein” คือชื่อของผู้สร้าง ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้น พร้อมตีความความสัมพันธ์ระหว่าง Victor Frankenstein กับสิ่งมีชีวิต (creator) ที่เขาสร้างขึ้น โดยเฉพาะประเด็นความรับผิดชอบของ “ผู้สร้าง” และความโดดเดี่ยวของ “ผู้ถูกสร้าง” ที่ถูกทอดทิ้งตั้งแต่แรกเกิด จนนำไปสู่ความขัดแย้งและการไล่ล่ากันในท้ายที่สุด หนึ่งในประเด็นสำคัญของตอนนี้คือการวิเคราะห์ “ภาษาภาพยนตร์” ของ Guillermo del Toro ที่ใช้แสง สี เสียง และองค์ประกอบศิลป์ในการเล่าเรื่องแทนบทสนทนา โดยยกฉากการพบกันระหว่าง Elizabeth กับสิ่งมีชีวิตมาเป็นตัวอย่างสำคัญ ซึ่งสื่อสารอารมณ์ ความกลัว ความเห็นอกเห็นใจ และการเชื่อมโยงระหว่างตัวละคร ผ่านรายละเอียดอย่างสีเขียวของเครื่องแต่งกาย แสงในพื้นที่ปิด และจังหวะเสียงหายใจ รายการยังชวนตีความความสัมพันธ์เชิงครอบครัวที่ถูกขยายจากต้นฉบับ โดยเฉพาะมิติ “พ่อ–ลูก” และ “แม่–ลูก” ที่สะท้อนผ่านตัวละคร Victor และ Elizabeth พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงความหมายของ “ปัญญา” ระหว่างความฉลาดเชิงเหตุผลกับความฉลาดทางอารมณ์ ซึ่งเป็นแกนสำคัญของความขัดแย้งในเรื่อง และสัญลักษณ์อย่าง “วงกลม” ที่สะท้อนสภาวะวนลูปของตัวละครที่ไม่สามารถหลุดพ้นจากชะตากรรมของตนเองได้ ท้ายที่สุด ตอนนี้ชวนมอง Frankenstein ไม่ใช่เพียงเรื่องสยองขวัญ แต่เป็นเรื่องของมนุษย์ ความสัมพันธ์ ความรับผิดชอบ และคำถามพื้นฐานว่า เมื่อเราสร้างบางสิ่งขึ้นมาแล้ว เราจะต้องรับผิดชอบต่อชีวิตนั้นอย่างไร

    23 min
  3. 2475 นักเขียนผีแห่งสยาม | หมายเหตุประเพทไทย

    18 MAR

    2475 นักเขียนผีแห่งสยาม | หมายเหตุประเพทไทย

    หมายเหตุประเพทไทย EP.618 [Live] ตอน “2475 นักเขียนผีแห่งสยาม” ดำเนินรายการโดย ชานันท์ ยอดหงษ์ และ ภาวิน มาลัยวงศ์ ชวนพูดคุยถึงกราฟิกโนเวล “2475 นักเขียนผีแห่งสยาม” เรื่องโดยสะอาด และพชรกฤษณ์ โตอิ้ม วาดภาพโดย สะอาด เล่าเรื่องในสมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ผ่านสายตาของตัวละครสมมติ “นิภา” นักหนังสือพิมพ์สาวที่เข้าไปพัวพันกับบรรยากาศทางการเมืองก่อนการปฏิวัติ 2475 ประสบการณ์ในวัยเด็กทำให้นิภาใฝ่ฝันจะเป็นนักเขียน เริ่มจากงานผู้พิสูจน์อักษร และนักเขียนผี อยู่เบื้องหลังงานเขียนของผู้อื่น หลายครั้งต้องใช้นามปากกาที่เป็นผู้ชายเพื่อให้ผลงานได้รับการยอมรับ เรื่องราวของนิภาจึงสะท้อนทั้งอุปสรรคของผู้หญิงในสังคมไทยยุคต้นศตวรรษที่ 20 และข้อจำกัดของการทำงานด้านสื่อมวลชนในสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่ตึงเครียด หมายเหตุประเพทไทย [Live] วันอาทิตย์นี้ หกโมงเย็น ชวนมองเหตุการณ์ในยุคการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ผ่านเรื่องเล่าของผู้คนที่อยู่เบื้องหลังสิ่งพิมพ์และข่าวสาร พร้อมทั้งสำรวจบทบาทของนิยายกราฟิกโนเวลสื่อเรื่องประวัติศาสตร์เพื่อให้เข้าถึงผู้อ่านร่วมสมัยได้มากขึ้น

    47 min
  4. ประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทยรุ่งๆ ร่วงๆ | หมายเหตุประเพทไทย

    9 MAR

    ประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทยรุ่งๆ ร่วงๆ | หมายเหตุประเพทไทย

    หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ขอชวนมองย้อนประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทยในช่วงก่อนเศรษฐกิจบูม และสำรวจบทบาทของสื่อการเงินที่ทำหน้าที่ทั้งให้ข้อมูล วิเคราะห์ตลาด และมีส่วนในการสร้างจินตนาการเกี่ยวกับการลงทุนในสังคมไทยตั้งแต่ทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา   ประภาภูมิ เอี่ยมสม และชานันท์ ยอดหงษ์ ชวนอ่านบทความ “ทุน การเก็งกำไร และไทยธนาภิวัตน์ : การเล่าเรื่องตลาดหลักทรัพย์ไทย ในดอกเบี้ยและการเงินธนาคารก่อนเศรษฐกิจบูม” ของ วิลลา วิลัยทอง (วารสารประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์, 2568) ซึ่งศึกษาประวัติศาสตร์ช่วงแรกของตลาดหลักทรัพย์ไทยระหว่าง พ.ศ. 2525–2533 ผ่านการวิเคราะห์นิตยสารการเงินสำคัญสองฉบับ คือ ดอกเบี้ย และ การเงินธนาคาร   ในบทความอธิบายแนวคิด ทุนนิยมการเงิน และกระบวนการ “ธนาภิวัตน์” (financialisation) ซึ่งหมายถึงการที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมากถูกทำให้เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน และความมั่งคั่งถูกสร้างผ่านการหมุนเวียนของเงินทุน การลงทุน และการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ มากกว่าการผลิตสินค้าโดยตรง กระแสดังกล่าวเกิดขึ้นในระดับโลกตั้งแต่ทศวรรษ 1970 และปรากฏในประเทศไทยพร้อมกับการก่อตั้ง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อย่างเป็นทางการในปี 2518   สื่อสิ่งพิมพ์ด้านการเงินมีบทบาทสำคัญในการสร้าง “วัฒนธรรมการลงทุนภาคประชาชน” โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยยังใหม่และมีความผันผวนสูง ทั้งเหตุการณ์การเก็งกำไรในช่วงแรก วิกฤต “ราชาเงินทุน” ปี 2522 และความไม่แน่นอนทางการเมือง เช่น เหตุการณ์เมษาฮาวาย ปี 2524 ก่อนที่ตลาดจะเริ่มฟื้นตัวและเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงปลายทศวรรษ 2520 จนดัชนีตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 84 จุดในปี 2518 เป็น 879 จุดในปี 2532   นิตยสารดอกเบี้ย และการเงินธนาคาร ซึ่งเริ่มตีพิมพ์ในปี 2525 ทำหน้าที่อธิบายแนวคิดพื้นฐานของการลงทุน แนะนำการวิเคราะห์หุ้นทั้งแบบพื้นฐานและเทคนิค พร้อมทั้งเตือนถึงความเสี่ยงของการเก็งกำไร ขณะเดียวกันก็ช่วยเผยแพร่ข้อมูลและสร้างความสนใจต่อการลงทุนในตลาดทุน นิตยสารเหล่านี้ยังนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับโบรคเกอร์ การปั่นหุ้น และการใช้ข้อมูลภายใน รวมถึงรายงานเหตุการณ์สำคัญของตลาดหุ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับนักลงทุน #หมายเหตุประเพทไทย #ตลาดหลักทรัพย์ #การลงทุน

    22 min
  5. ประวัติศาสตร์บาดแผลสะท้อนทัศนคติสังคมเกาหลี | หมายเหตุประเพทไทย

    2 MAR

    ประวัติศาสตร์บาดแผลสะท้อนทัศนคติสังคมเกาหลี | หมายเหตุประเพทไทย

    หากเคยดูภาพยนตร์ The Battleship Island รวมทั้งซีรีย์หรือภาพยนตร์ของเกาหลีหลายเรื่องมักให้ภาพญี่ปุ่นเป็นตัวร้าย ญี่ปุ่นเป็นผู้กระทำกลายเป็นเรื่องเล่าหลักที่ถูกกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้ง แต่การพูดซ้ำๆ เกี่ยวกับความรุนแรงในอดีตส่งผลต่อทัศนคติทางการเมืองในปัจจุบันอย่างไร หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ และต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี แนะนำบทความ “Echoes of the Past: Emotional Legacy of Historical Trauma in South. Korea" ของ Seobin Han เผยแพร่ใน Journal of East Asian Studies, 2026 ซึ่งศึกษาผลของบาดแผลทางประวัติศาสตร์ต่อทัศนคติทางการเมืองของสังคมเกาหลีใต้ โดยมีตั้งข้อสังเกตว่า สื่อบันเทิงเกาหลีจำนวนมากนำเสนอเรื่องเล่าความรุนแรงในอดีตช่วงอาณานิคมญี่ปุ่น และชวนตั้งคำถามว่า การเล่าเรื่องซ้ำ ๆ เหล่านี้ส่งผลต่อการรับรู้และการเมืองร่วมสมัยอย่างไร งานวิจัยที่นำมาพูดถึงเสนอว่า ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ไม่ใช่ข้อเท็จจริงล้วน แต่เป็นการผสมผสานระหว่างข้อมูลกับอารมณ์ และสามารถอยู่ได้ทั้งในระดับปัจเจกและความทรงจำร่วมของสังคมในบทความอธิบายว่า บาดแผลในอดีตมีผลได้สองลักษณะ คือ ผลแบบกีดกัน (exclusive) ที่สร้างความเป็นปฏิปักษ์ต่อกลุ่มผู้กระทำในอดีต และผลแบบรวมกลุ่ม (inclusive) ที่เสริมความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในหมู่เหยื่อ งานชิ้นนี้มุ่งอธิบายกลไกทางอารมณ์ที่เชื่อมโยงเรื่องเล่าความเป็นเหยื่อกับทัศนคติทางการเมือง โดยเน้นอารมณ์สองประเภท คือ ความโกรธ และ ความกลัว ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ทางพฤติกรรมที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีกรณีศึกษาของเกาหลีใต้ ที่ใช้การทดลองแบบสำรวจ (survey experiment) ให้ผู้เข้าร่วมบางกลุ่มได้รับการกระตุ้นด้วยภาพเหตุการณ์ความรุนแรงในยุคอาณานิคมญี่ปุ่น เช่น Unit 731 และหญิงบำเรอ จากนั้นวัดอารมณ์และทัศนคติทางการเมือง ผลการศึกษาพบว่า ทั้งความโกรธและความกลัวเพิ่มขึ้นในกลุ่มทดลอง แต่มีเพียงความโกรธที่เชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญกับความภูมิใจในชาติ ความต้องการผู้นำเข้มแข็ง และการสนับสนุนนโยบายความมั่นคงสายเหยี่ยว นอกจากนี้ยังพบว่า ระดับการศึกษาและรายได้มีความสัมพันธ์กับการตอบสนองทางอารมณ์ โดยกลุ่มที่มีการศึกษาต่ำกว่ามหาวิทยาลัยมีแนวโน้มตอบสนองด้วยความโกรธและความกลัวมากกว่า

    23 min
  6. คนไทยอะไรก็ได้ แต่ทำไมคุยกันไม่รู้เรื่อง | หมายเหตุประเพทไทย

    23 FEB

    คนไทยอะไรก็ได้ แต่ทำไมคุยกันไม่รู้เรื่อง | หมายเหตุประเพทไทย

    หมายเหตุประเพทไทย [Live] เทปนี้ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี และปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ แนะนำบทความ “Misunderstood Differences: Perception, Media, and Out-Group Animosity in Thailand” (2025) ผลงานของนักวิจัยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เผยแพร่ใน Journal of East Asian Studies, Cambridge University Press [อ่านวิจัยที่ https://www.pier.or.th/files/dp/pier_dp_194.pdf]   งานวิจัยดังกล่าวค้นหาคำตอบทำไมคนไทยถึง “คุยกันไม่รู้เรื่อง”? ซึ่งหลายครั้งไม่ใช่เพราะเราเห็นต่างจนอยู่ร่วมกันไม่ได้ แต่เป็นเพราะเรา "ทึกทัก"ไปเองว่าอีกฝ่ายคิดต่างจากเราแบบสุดขั้ว (false polarization)   งานวิจัยสำรวจคนไทย 2,000 คนช่วงปี 2564 พบว่า ความขัดแย้งทางการเมืองและการไม่ไว้วางใจกัน เกิดจาก “ความต่างที่เราคิดไปเอง” มากกว่า “ความต่างทางความคิดจริง ๆ” ที่มักไม่ได้ไกลกันมาก เมื่อเรารับข่าวสารด้านเดียว ความเข้าใจผิดเหล่านี้ยิ่งถูกขยาย บั่นทอนกระบวนการสร้างฉันทามติในสังคม ทำให้เรื่องที่จริง ๆ แล้วคนส่วนใหญ่เห็นพ้องกัน ไม่สามารถถูกผลักดันให้เกิดขึ้นได้   ในงานวิจัยทำความเข้าใจแนวคิด การแบ่งขั้วทางอารมณ์ (affective polarization) คือภาวะที่คนรู้สึกไม่ชอบ ไม่ไว้วางใจ และไม่อยากร่วมมือกับ “คนนอกกลุ่ม” มากกว่าคนในกลุ่มเดียวกัน จนกระทบต่อการหารือ การหาฉันทามติ และการผลักดันนโยบายในสังคมประชาธิปไตย   พร้อมชวนขบคิด ก่อนจะเถียงกันเรื่อง “ความคิด” เรากำลังเถียงกับ ความจริง หรือเถียงกับ ภาพในหัว ที่เรากำลังเชื่อกันแน่ #หมายเหตุประเพทไทย #EchoChambers #FalsePolarization

    54 min

Ratings & Reviews

4.6
out of 5
10 Ratings

About

Prachatai Podcast