Prachatai Podcast

prachataipodcast

Prachatai Podcast

  1. 5 days ago

    อานันท์ ปันยารชุน วงศ์วานว่านเครือ สายสัมพันธ์ และอำนาจ | หมายเหตุประเพทไทย

    หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี ชวนอ่านบทความ “Birds of a Feather: Anand Panyarachun, Elite Families and Network Monarchy in Thailand” ของ Yoshinori Nishizaki จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) ตีพิมพ์ใน Journal of Southeast Asian Studies ปี 2020 บทความนำสำนวน “Birds of a Feather” หรือคนที่มีลักษณะคล้ายกันมักรวมกลุ่มกัน มาใช้สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลชนชั้นนำของไทย และขยายความเข้าใจแนวคิด “Network Monarchy” หรือ “สถาบันกษัตริย์เชิงเครือข่าย” ที่ Duncan McCargo เสนอไว้ก่อนหน้านี้ Nishizaki เสนอว่า การทำความเข้าใจเครือข่ายดังกล่าวไม่ควรมองเฉพาะความจงรักภักดี อุดมการณ์ หรือระบบอุปถัมภ์ แต่ต้องพิจารณา สายเลือด การแต่งงาน และความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลเชื้อพระวงศ์กับตระกูลขุนนางและข้าราชการชั้นสูง ที่สืบเนื่องมาหลายชั่วอายุคน เครือข่ายเหล่านี้มีรากมาก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 และสามารถปรับตัวเข้าสู่ระบบราชการ กองทัพ ศาล และสถาบันทางการเมืองหลังเปลี่ยนระบอบ ผู้เขียนจึงเสนอว่า Network Monarchy หลัง พ.ศ. 2516 ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่เติบโตต่อยอดจากเครือข่ายชนชั้นนำที่มีอยู่เดิม บทความใช้ อานันท์ ปันยารชุน เป็นกรณีศึกษาหลัก เพื่อติดตามว่าเครือญาติของครอบครัวหนึ่งเชื่อมโยงไปยังราชสกุล ตระกูลข้าราชการ นักการเมือง กองทัพ และองค์กรสำคัญได้อย่างไร ก่อนขยายไปสำรวจตระกูลอื่น ๆ เพื่อให้เห็นโครงสร้างที่กว้างกว่าความสัมพันธ์ของบุคคลสำคัญเพียงไม่กี่คน อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่ได้เสนอว่าคนในเครือข่ายทั้งหมดมีอุดมการณ์เดียวกัน หรือได้รับคำสั่งจากศูนย์กลางเดียว เพราะสมาชิกในครอบครัวเดียวกันอาจอยู่คนละฝ่ายทางการเมืองได้ ประเด็นสำคัญคือ ความสัมพันธ์ทางครอบครัวสามารถทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ชนชั้นนำรักษาความต่อเนื่องของสถานะและอิทธิพลข้ามยุคสมัย จากแนวคิด Network Monarchy บทความจึงไปถึงข้อเสนอเรื่อง “Royalist Family Network State” หรือรัฐที่เครือข่ายครอบครัวฝ่ายนิยมเจ้ามีส่วนเป็นรากฐานของโครงสร้างอำนาจ ชวนมองการเมืองไทยไม่เพียงมองผ่านรัฐบาล รัฐสภา กองทัพ หรือศาล แต่รวมถึงสายสัมพันธ์ทางสังคมและครอบครัวที่เชื่อมบุคคลในสถาบันเหล่านั้นเข้าหากัน คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เครือญาติ การแต่งงาน และตระกูลชนชั้นนำช่วยอธิบายความต่อเนื่องของอำนาจทางการเมืองไทยได้มากน้อยเพียงใด และแนวคิด Network Monarchy จะเปลี่ยนไปอย่างไร เมื่อเรามองผ่าน “ครอบครัว” มากกว่าบุคคลเพียงไม่กี่คน ติดตามได้ใน #หมายเหตุประเพทไทย #อานันท์ปันยารชุน

    อานันท์ ปันยารชุน วงศ์วานว่านเครือ สายสัมพันธ์ และอำนาจ | หมายเหตุประเพทไทย
  2. 19 Oct

    จับตาฐานบินจีนในลาว | หมายเหตุประเพทไทย EP.649

    หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี พูดถึงการเปิดศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมจีน-ลาว และโรงเรียนการบินมิตรภาพจีน-ลาว ที่สนามบินบ้านเกิน เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา สนามบินแห่งนี้ตั้งอยู่ทางเหนือของนครหลวงเวียงจันทน์ ใกล้ชายแดนไทย และในช่วงสงครามเวียดนามเคยเป็น ไซต์ลิม่า 44 (Lima Site 44) ที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในลาว ทางการจีนระบุว่าศูนย์แห่งนี้มีเป้าหมายเพื่อฝึกนักบินกองทัพอากาศลาวและไม่ได้มุ่งเป้าไปยังประเทศที่สาม  อย่างไรก็ตาม ภาพถ่ายดาวเทียมหลังการเปิดศูนย์เผยให้เห็นเครื่องบินฝึกและโจมตีเบา K-8 จำนวน 8 ลำ พร้อมยานยนต์สนับสนุนมากกว่า 20 คัน ขณะที่พื้นที่มีทางวิ่งยาวราว 2,000 เมตร และลานจอดรองรับเครื่องบินได้ประมาณ 22 ลำ ทำให้บ้านเกินถูกจับตามองในฐานะจุดตั้งทางทหารทางอากาศของจีนในต่างประเทศ แม้ปักกิ่งจะยังเรียกสถานที่ดังกล่าวว่า “ศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรม” มากกว่า “ฐานทัพ” ก็ตาม ภาพจากดาวเทียมแสดงให้เห็นภาพรันเวย์สนามบินบ้านเกิน ในสปป. ลาว โดยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีข่าวว่าสนามบินร้างแห่งนี้ถูกพัฒนาเป็นศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมจีน-ลาว และโรงเรียนการบินมิตรภาพจีน-ลาว ที่มา: Apple Maps แผนที่แสดงที่ตั้งสนามบินบ้านเกิน สปป.ลาว ที่มา: Google Maps ฐานทัพและการประจำการของทหารสหรัฐอเมริกาทั่วโลก ข้อมูลปี 2021 ที่มา: Aljazeera ขีดความสามารถทางทหารของจีน ในทะเลจีนใต้ ที่มา: CSIS ในรายการยังชวนมองสนามบินบ้านเกินในบริบทที่กว้างขึ้นของ “ฐานทัพต่างประเทศ” และ “การแข่งขันของมหาอำนาจ” ตั้งแต่เครือข่ายฐานทัพขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ไปจนถึงฐานสนับสนุนของจีนที่จิบูตีและความร่วมมือที่ฐานทัพเรือเรียมในกัมพูชา นอกจากนี้ จีนยังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือน-ทหารใน หมู่เกาะสแปรตลีย์และพาราเซลล์ในทะเลจีนใต้ ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจจับความเคลื่อนไหว รวมถึงขยายระยะปฏิบัติการของเครื่องบินรบและเครื่องบินทิ้งระเบิดในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่กรณีฐานทัพเรือเรียม เรือ USS Cincinnati ของสหรัฐฯ ก็เข้าเทียบท่าเมื่อเดือนมกราคม 2569 สะท้อนว่าสถานะของฐานและสิทธิในการใช้งานไม่ได้มีลักษณะง่าย ๆ ว่าเป็นพื้นที่ผูกขาดของจีนเพียงฝ่ายเดียว สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่อง “จีนกำลังสร้างฐานทัพใกล้ไทยหรือไม่?” หากยังรวมถึงคำถามที่ว่า “สนามบินบ้านเกินสะท้อนอะไรเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ทางทหารของจีน?” และเมื่อมองร่วมกับการขยายขีดความสามารถในทะเลจีนใต้และจุดสนับสนุนทางทหารในต่างประเทศ จะส่งผลอย่างไรต่อไทย ลาว และภูมิรัฐศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะเดียวกัน การมีที่ตั้งทางทหารเพิ่มขึ้นก็ยังไม่เพียงพอที่จะสรุป “เจตนา” ของจีนโดยตรง จึงชวนมองทั้งข้อถกเถียงเรื่องการขยายอำนาจของจีน การแข่งขันกับสหรัฐฯ และยุทธศาสตร์ทางการทหารของจีนในภาพกว้าง ติดตามได้ใน #หมายเหตุประเพทไทย #ฐานบินจีนในลาว อ่านเพิ่มเติม Wuthnow and Taylor Fravel, "China’s Military Strategy for a “New Era”: Some Change, More Continuity, and Tantalizing Hints" ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Strategic Studies ปี 2023

    จับตาฐานบินจีนในลาว | หมายเหตุประเพทไทย EP.649
  3. 14 Oct

    ‘เทคโนศักดินา’ ผู้ฆ่าทุนนิยม | BookBar EP.23

    หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต บางคนเชื่อว่ามันคือเครื่องหมายชัยชนะของระบบทุนนิยม มนุษย์สามัญที่ใช้ชีวิตบนโลกน่าจะรู้สึกรู้สาไปทางเดียวกันว่า คงต้องอยู่กับทุนนิยมไปชั่วชีวิตและไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่คุณจะคิดอย่างไร เมื่อ Yanis Varoufakis เขียนหนังสือ ‘TECHNOFEUDALLISM WHAT KILLED CAPITALSM’ หรือชื่อไทยว่า ‘เทคโนศักดินา’ และประกาศว่าทุนนิยมตายแล้ว เพราะถูกพวกบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายสังหาร กวาดต้อนเข้าสู่ที่ดินคลาวด์ เรียกเก็บค่าเช่าที่ บรรดานายทุนที่แสวงหากำไรถูกกวาดต้อนเข้าสู่ร่มเงาคลาวด์กลายเป็นทุนสวามิภักดิ์ บ้างก็เป็นกรรมกรคลาวด์ และพวกเราส่วนใหญ่เป็นเพียงไพร่คลาวด์ที่ผลิตเนื้อหาให้แก่เทคโนศักดินาโดยไม่ได้รับค่าจ้างใดๆ การบอกว่าทุนนิยมตายแล้ว เป็นคำประกาศที่ใหญ่โตมาก เชื่อได้ว่าหลายคนไม่เห็นด้วย BookBar ชวนคุยกับนภนต์ ภุมมา จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้แปลร่วมของหนังสือเล่มนี้ แล้วค่อยตัดสินอีกทีว่าทุนนิยมตายแล้วหรือยัง? ฟังทั้งหมดได้ทุกช่องทางของ 'ประชาไท'

    ‘เทคโนศักดินา’ ผู้ฆ่าทุนนิยม | BookBar EP.23
  4. 14 Oct

    เปิดมิติพื้นที่เควียร์ซานฟรานซิสโก | หมายเหตุประเพทไทย

    หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ติณณภพจ์ สินสมบูรณ์ทอง และ ทศพล นพสุวรรณชัย ชวนทำความรู้จักประวัติศาสตร์ของซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ผ่านมุมมองแบบเควียร์ จากเมืองที่เติบโตอย่างรวดเร็วในยุคตื่นทอง ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ชนชั้น และภูมิหลังหลั่งไหลเข้ามาหางานและสร้างชีวิตใหม่ จนเกิดวัฒนธรรมเมืองที่เปิดรับความแตกต่าง รวมถึง nightlife โรงละคร ผับและบาร์ ซึ่งค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่สำคัญของคนที่อยู่นอกขนบทางเพศและสังคม โดยชวนอ่านหนังสือ Wide-Open Town: A History of Queer San Francisco to 1965 (2005) ของ Nan Alamilla Boyd ซึ่งย้อนประวัติศาสตร์พื้นที่เควียร์ของเมือง ตั้งแต่ความบันเทิงและการแต่งกายข้ามเพศในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ไปจนถึงการเติบโตของวัฒนธรรมเกย์และเควียร์หลังทศวรรษ 1930 ผับบาร์อย่าง Black Cat ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ดื่ม แต่ยังเป็นพื้นที่พบปะของนักเขียน ศิลปิน โบฮีเมียน เกย์ และผู้คนที่ไม่เป็นไปตามขนบ จนมีส่วนสร้างวัฒนธรรมที่ยอมรับความหลากหลายของเมือง อีกเล่มคือ Who Needs Gay Bars? Bar-Hopping through America's Endangered LGBTQ+ Places (2023) ของ Greggor Mattson ซึ่งสำรวจว่า gay bar และ lesbian bar ยังมีความหมายอย่างไรในยุคที่ LGBTQ+ สามารถพบปะกันได้ในพื้นที่อื่นมากขึ้น ในกรณีซานฟรานซิสโก หนังสือพาไปดู Wild Side West และคำถามเรื่องอนาคตของ lesbian bar เมื่อการเปิดพื้นที่ให้ครอบคลุม LGBTQ+ และ ally มากขึ้นนำมาสู่ความย้อนแย้งว่า ความ inclusive จะช่วยรักษาชุมชน หรือกลับทำให้การมองเห็นตัวตนเฉพาะของเลสเบี้ยนค่อย ๆ เจือจางลง ขณะเดียวกัน เรื่องของผับ The Stud ชวนมองอีกด้านของการรักษาพื้นที่เควียร์ท่ามกลางค่าเช่าที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของย่าน SoMa และวิกฤตโควิด-19 แม้พนักงานจะรวมตัวเป็น The Stud Collective และพยายามประคับประคองพื้นที่ไว้ แต่ตัวอาคารเดิมก็ไม่สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ชุมชน ความทรงจำ และเครือข่ายของผู้คนไม่ได้หายไปพร้อมกับสถานที่ จึงนำไปสู่คำถามชวนคิดว่า พื้นที่เควียร์ ชุมชน LGBTQ+ จำเป็นต้องมีสถานที่กายภาพหรือไม่ และจะรักษาอัตลักษณ์ของชุมชนไว้ได้อย่างไร โดยไม่ทำให้การเปิดรับความหลากหลายกลายเป็นการทำให้ตัวตนของชุมชนนั้นเลือนหายไป ติดตามได้ใน #หมายเหตุประเพทไทย #Sanfrancisco

    เปิดมิติพื้นที่เควียร์ซานฟรานซิสโก | หมายเหตุประเพทไทย
  5. 5 Oct

    ไผ่ลู่ลม และกับดักความสำเร็จการทูตไทย | หมายเหตุประเพทไทย

    หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ แนะนำบทความ “The Trap That is Thailand’s Legacy of Diplomatic Success” ของ ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ เผยแพร่โดย ISEAS – Yusof Ishak Institute เมื่อ 8 กันยายน 2026 ซึ่งตั้งคำถามต่อแนวคิด “การทูตไผ่ลู่ลม” (Bamboo Diplomacy) ที่มักถูกอธิบายว่าเป็นจุดแข็งของนโยบายต่างประเทศไทย ทั้งความยืดหยุ่น การปรับตัวตามดุลอำนาจ และการรักษาความสัมพันธ์กับมหาอำนาจหลายฝ่าย ผู้เขียนเสนอว่า ความสำเร็จทางการทูตในอดีตอาจไม่ได้เป็นเพียงบทเรียน หากยังกลายเป็นกรอบความคิดที่จำกัดทางเลือกของไทยในปัจจุบันด้วย บทความย้อนดูความทรงจำสำคัญสองชุด ได้แก่ การที่สยามหลีกเลี่ยงการตกเป็นอาณานิคม และ การเอาตัวรอดจากผลของสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งภายหลังถูกนำมาอธิบายว่า ไทยรักษาอธิปไตยได้เพราะรู้จักโอนอ่อน ปรับตัว และไม่ผูกมัดตนเองกับฝ่ายใดอย่างแข็งตัว เมื่อเรื่องเล่าเหล่านี้ถูกผลิตซ้ำ จึงค่อย ๆ กลายเป็น schema และ script ว่า “ความยืดหยุ่น” คือวิธีดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เหมาะสม ขณะที่การกำหนดจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนอาจถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงมากกว่า แต่ในโลกที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และจีน เข้มข้นขึ้น ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า ความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์อาจมีต้นทุนสูงขึ้น เพราะหุ้นส่วนต่างประเทศให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ ความคาดการณ์ได้ และความชัดเจนของทิศทางมากขึ้น ประเด็นของบทความจึงไม่ใช่การเสนอว่าไทยต้อง “เลือกข้าง” สหรัฐฯ หรือจีน แต่ตั้งคำถามว่า ความยืดหยุ่นควรอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนหรือไม่ และ “ไม่เลือกข้าง” จำเป็นต้องหมายถึง “ไม่มีจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์” หรือเปล่า ในช่วงท้ายรายการ ชวนเปรียบเทียบกับความทรงจำทางเลือกในนโยบายต่างประเทศ เช่น แนวคิด “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” ในรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ และ economic diplomacy ในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งต่างพยายามให้ไทยเป็นฝ่ายกำหนดสภาพแวดล้อมภายนอกผ่านการค้า การลงทุน และความร่วมมือระดับภูมิภาคมากขึ้น แต่กลับไม่ได้กลายเป็น “บทเรียนของรัฐไทย” ที่ทรงอิทธิพลเท่ากับ Bamboo Diplomacy บทความจึงทิ้งคำถามสำคัญว่า ในโลกที่เงื่อนไขทางภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนไป สิ่งที่ไทยจดจำว่าเคยทำให้ประเทศอยู่รอด ยังเป็นคำตอบที่เหมาะสมกับปัจจุบันหรือกำลังกลายเป็นกรอบที่ทำให้เรามองเห็นทางเลือกอื่นน้อยลง ทั้งนี้ ผู้เขียนเองระบุว่านี่เป็นข้อเสนอเชิงทฤษฎีที่ยังต้องการหลักฐานและการศึกษาเชิงระบบเพิ่มเติมเพื่อทดสอบสมมติฐานดังกล่าว

    ไผ่ลู่ลม และกับดักความสำเร็จการทูตไทย | หมายเหตุประเพทไทย
  6. 28 Sept

    บทบาทสตรีในเขตงาน พคท. ภาคใต้ | หมายเหตุประเพทไทย

    หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ แนะนำบทความ “การส่งเสริมบทบาทของผู้หญิงในขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เขตจังหวัดพัทลุง ตรัง และสตูล ผ่านวารสาร ‘ตะวันแดง’ พ.ศ. 2520–2525” ของ ธัญญพร มากคง ตีพิมพ์ใน วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีที่ 20 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม–ธันวาคม 2567 อ่านบทความ [https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jssnu/article/view/270951] ซึ่งชวนมองประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) “จากเบื้องล่าง” ผ่านประสบการณ์ของผู้หญิงและสื่อภายในขบวนการ มากกว่าการมองผ่านผู้นำส่วนกลาง สงคราม หรือความมั่นคงเพียงอย่างเดียว บทความศึกษาวารสาร “ตะวันแดง” สิ่งพิมพ์ของ พคท. ในเขตพัทลุง ตรัง และสตูล ระหว่าง พ.ศ. 2520–2525 โดยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่าง สหายหญิงนักศึกษาปัญญาชน ที่เข้าป่าหลัง 6 ตุลาคม 2519 กับ สหายหญิงท้องถิ่น ซึ่งมีประสบการณ์ชีวิตและการทำงานในชนบทภาคใต้ ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ตั้งแต่ทักษะการดำรงชีวิตในป่า ไปจนถึงความรู้ทางการเมือง วิชาการ และประสบการณ์การเคลื่อนไหวสิทธิสตรี ผู้เขียนจึงมองความสัมพันธ์นี้เป็นการเรียนรู้แบบ “ผู้หญิงถึงผู้หญิง” มากกว่าการถ่ายทอดความรู้ทางเดียวจากปัญญาชนสู่ชาวบ้าน ขณะเดียวกัน สหายหญิงท้องถิ่นยังเผชิญภาวะ “ชายขอบสามชั้น” (Triple Marginalization) ทั้งจากประวัติศาสตร์การเมืองกระแสหลัก เรื่องเล่าภายใน พคท. ที่มักเน้นผู้นำและสหายชาย และโครงสร้างชายเป็นใหญ่ในสังคมท้องถิ่น ทำให้วารสาร ตะวันแดง มีบทบาทสำคัญในการเปิดพื้นที่พูดถึงปัญหาของผู้หญิง โดยเฉพาะคอลัมน์ “คุยกับพิมพยอม” ซึ่งนำเสนอเรื่องการบังคับแต่งงาน การถูกหลอก ความรุนแรงทางเพศ การทำให้ผู้หญิงเป็นวัตถุ หนี้สิน และค่านิยมการแต่งงาน งานศึกษายังชี้ว่า เนื้อหาเรื่องผู้หญิงใน ตะวันแดง ไม่ได้มาจากนโยบายส่วนกลางของ พคท. เพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับความคิดของปัญญาชนฝ่ายซ้ายและขบวนการนักศึกษาหญิงก่อน 6 ตุลาคม 2519 ขณะเดียวกัน สหายหญิงท้องถิ่นก็ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับความรู้ หากยังมีส่วนร่วมส่งบทกวีและงานเขียนเข้าสู่วารสาร เกิดเป็นกระบวนการผลิตความรู้ร่วมกันที่ผู้เขียนเรียกว่า “ปฏิสัมพันธ์ทางชนชั้นของสหายหญิงใน พคท.” #หมายเหตุประเพทไทย

    บทบาทสตรีในเขตงาน พคท. ภาคใต้ | หมายเหตุประเพทไทย
  7. 25 Sept

    คน 4 รุ่น 4 ความคิด ในความขัดแย้งทางการเมืองและการคลี่คลายหลังการชุมนุม ปี 2563–2564 | BookBar EP.22

    การชุมนุมทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในช่วงปี 2563-2564 เป็นเหตุการณ์ที่ทรงพลัง ถูกตัดจบด้วยโควิด-19 และถึงตอนนี้ยังต้องสร้างพื้นที่ความทรงจำของตนเองให้คมชัด...ซึ่งคงต้องอาศัยเวลาพอสมควร ประเด็นหนึ่งที่ปรากฏขึ้น ณ เวลานั้นจวบจนเวลานี้คือความแตกต่างระหว่างรุ่นที่ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจ ความบาดหมาง และการเหมารวม  #BookBar ตอนนี้ เราชวน กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในผู้เขียน ‘ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรุ่นและการคลี่คลายตัวหลังการชุมนุม ปี 2563–2564’ ที่จะพาเราไปทำความเข้าใจคน 4 รุ่นซึ่งมีเฉดความคิด จินตนาการต่อประเทศใกล้-ไกลต่างกันไป การสนทนายังพาเราไปแตะกลุ่มเจนอัลฟาอีกนิดหน่อย พอให้เห็นความหวังและอุปสรรค คำถามและความท้าทาย ที่สังคมควรช่วยกันถามและหาคำตอบ เราเชื่อว่านี่เป็นอีกหนึ่งตอนที่เข้มข้นพอสมควรสำหรับคอการเมือง ฟังทั้งหมดได้ทุกช่องทางของ 'ประชาไท'

    คน 4 รุ่น 4 ความคิด ในความขัดแย้งทางการเมืองและการคลี่คลายหลังการชุมนุม ปี 2563–2564 | BookBar EP.22
  8. 25 Sept

    ‘ผีเสื้อปีร้าว’ ปีกที่โบยบินหาเสรีภาพย่อมมีบาดแผล | BookBar EP.21

    ด้วยจารีตและศาสนา ‘เธอ’ ติดอยู่ในกรอบเกณฑ์ที่ผู้ชายเป็นผู้กำหนดอย่างไม่อาจสลัดหลุด แต่ ‘เธอ’ ก็ดื้อดึงและขัดขืนเพื่อเป็นอิสระ แม้ต้องแลกกับคำถามต่อภาวะดี-เลวของตนเอง กระทั่งมันร้าวรานจากหัวใจถึงปีกที่ ‘เธอ’ ใช้บินออกไปแสวงอิสรภาพ #BookBar อีพีนี้ พาไปสนทนากับนักเขียนหน้าใหม่ ‘บุหงามารีย์’ และผลงานเล่มแรก ‘ผีเสื้อปีกร้าว’ (Memoir of a Broken Bitch) จากการเติบโต เจ็บปวด และคลี่คลายของผู้เขียน เหมือนหนอนผีเสื้อที่ผ่านเข้าสู่ระยะดักแด้ก่อนสยายปีกโบยบิน ‘เธอ’ ไม่ว่าปีกจะร้าวแค่ไหน ก็ไม่ต้องการสลัดปีกทิ้ง ยินดีที่จะอยู่กับปีกร้าวๆ ต่อไป ทำไม? คำตอบอยู่ในบทสนทนาต่อจากนี้

    ‘ผีเสื้อปีร้าว’ ปีกที่โบยบินหาเสรีภาพย่อมมีบาดแผล | BookBar EP.21

Ratings & Reviews

4.6
out of 5
10 Ratings

About

Prachatai Podcast

You Might Also Like