Soul Food Podcasts

Soul Food Ministries

Podcasts สำหรับ Christian และผู้สนใจ ที่รวบรวม รายการหลายรูปแบบเข้าไว้ด้วยกัน โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ดังนี้ 1 เฝ้าเดี่ยวประจำวัน :- พระธรรมนำชีวิต กับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ สด.. แต่เช้า กับ อ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ ที่อัพเดท ทุกวัน 5:00 น. 2 รายการ Be Still.. รายการที่ อ.ไลฟ์ วาระมีชูธนาจะชวนคุณมาอธิฐานกับพระเจ้าก่อนที่คุณจะเข้านอน 3 รายการชวิตคริสเตียน :- อาจารย์ครับ…ครือว่า.. กับ บอย โกสิยพงษ์ ที่จะคอยโทรศัพท์ถามอาจารย์ต่างๆ ในคำถามที่ เกี่ยวกับชีวิตคริสเตียน, ข้อพระคำภีร์ที่เข้าใจยาก, ความสำพันธ์กับพระเจ้า และคำถามที่ไม่กล้าถามคนอื่น อัพเดททุกวันจันทร์ 7:00 น. เราเชื่อว่าพระเจ้ากำลังนำรายการ podcasts อีกมากมายตามมาในระยะอันใกล้นี้ โปรดกดติดตาม กดกระดิ่งเตือนเมื่อมีตอนใหม่ และช่วยแชร์ให้กับคนที่คุณรักด้วยนะครับ

  1. 15 hr ago

    พระธรรมนำชีวิต ตอน อย่าเคยชินจนชินชา Ep.1659

    พระธรรมนำชีวิต ตอน อย่าเคยชินจนชินชา Ep.1659 เรามักคิดเสมอว่า ปัญหาของคนที่ห่างจากพระเจ้าเกิดจากการไม่รู้จักพระองค์ แต่เยเรมีย์ 5:20-24 เปิดเผยว่าปัญหาที่ทำให้ยูดาห์ห่างจากพระเจ้า ไม่ใช่การไม่รู้เรื่องพระเจ้า พวกเขารู้เรื่องพระเจ้า ได้ยินพระวจนะอยู่เสมอ แต่พวกเขาไม่ยอมตอบสนองต่อพระองค์ ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ใช่การขาดความรู้ แต่คือการขาดการยำเกรงพระเจ้า '“จงป่าวร้องข้อความต่อไปนี้ในวงศ์วานยาโคบ จงประกาศเรื่องนี้ในยูดาห์ “ประชาชนที่โง่เขลาและไร้ความคิดเอ๋ย ผู้มีตา แต่มองไม่เห็น ผู้มีหู แต่ฟังไม่ได้ยิน จงฟังข้อความนี้ ' เยเรมีย์ 5:20-21 พระเจ้ากล่าวถึงประชาชนว่า โง่เขลาและไร้ความคิด ตรงนี้ไม่ได้หมายถึง พวกเขาไม่ฉลาด หรือมีไอคิวต่ำ แต่พวกเขาดื้อดึงและดื้อด้านที่จะไม่ยำเกรงพระเจ้า พวกเขามีตาแต่ไม่เห็น มีหูแต่ไม่ได้ยิน ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาพิการทางร่างกาย แต่หมายถึง พวกเขาปฏิเสธความจริงของพระเจ้า พวกเขาเห็นการงานของพระเจ้ารอบตัว ได้ยินพระวจนะและคำเตือนจากผู้เผยพระวจนะ แต่ไม่ยอมกลับใจหันมาหาพระเจ้า หลายครั้งเราก็อาจเป็นเหมือนกัน เราอ่านพระคัมภีร์ ฟังคำเทศนา แต่ถ้อยคำของพระเจ้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงวิธีคิด หรือการดำเนินชีวิตของเรา เราก็อาจจะเป็นคนที่โง่เขลาและไร้ความคิด มีตาแต่ไม่เห็น และมีหูแต่ไม่ได้ยินเช่นกัน 'เจ้าไม่ยำเกรงเราหรือ?” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ “เจ้าไม่ตัวสั่นอยู่ต่อหน้าเราหรือ? คือเราผู้วางกองทรายไว้เป็นเขตล้อมทะเล เป็นเครื่องกีดขวางเป็นนิตย์ไม่ให้ผ่านไปได้ แม้ว่าคลื่นจะซัด ก็เอาชนะไม่ได้ แม้ว่าคลื่นจะคะนอง ก็ข้ามไปไม่ได้ ' เยเรมีย์ 5:22 พระเจ้าทรงยกภาพทะเลขึ้นมาเปรียบเทียบ ทะเลที่ทรงพลังและไม่ว่าคลื่นจะมีพลังมากแค่ไหน มันก็ไม่สามารถข้ามขอบเขตที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ได้ พระเจ้าไม่ได้ตรัสถึงกำแพงหินหรือภูเขาสูง แต่พระองค์ตรัสถึงกองทราย แม้ว่าทรายจะดูเปราะบางในสายตามนุษย์ แต่พระเจ้าทรงกำหนดให้เป็นขอบเขตของทะเล ไม่ว่าคลื่นจะรุนแรงแค่ไหนมันก็ไม่อาจข้ามไปได้ แต่มนุษย์ผู้ถูกสร้างตามพระฉายาของพระเจ้ากลับเลือกไม่ยอมอยู่ใต้การทรงครอบครองของพระเจ้า คำถามของพระเจ้านี้ยังคงก้องมาถึงเราว่า "เจ้าไม่ยำเกรงเราหรือ?" 'แต่ประชาชนเหล่านี้มีใจดื้อดึงและกบฏ เขาได้หันเหและจากไปเสีย พวกเขาไม่ได้คิดในใจของตนว่า ‘ให้เรายำเกรงพระยาห์เวห์พระเจ้าของเรา ผู้ประทานฝนตามฤดูของมัน คือฝนต้นฤดูและฝนปลายฤดู และทรงรักษา กฎเกณฑ์ของสัปดาห์แห่งการเก็บเกี่ยวไว้ให้เรา’ ' เยเรมีย์ 5:23-24 ปัญหาของยูดาห์คือ การจงใจละทิ้งพระเจ้าผู้ประทานพระพร พระเจ้าทรงประทานแผ่นดิน ประทานฝน และทรงอวยพรการเพาะปลูกของพวกเขา แต่พวกเขากลับมองพระพรเหล่านั้นเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อความยำเกรงพระเจ้าหายไป ความกตัญญูก็จะหายไปด้วย แล้วใจก็ค่อย ๆ หันเหออกจากพระเจ้า อย่าปล่อยให้ความเคยชินกับพระพรของพระเจ้า กลายเป็นความชินชาต่อพระองค์ 'คนเหล่านั้นก็อัศจรรย์ใจพูดกันว่า “ท่านผู้นี้เป็นใครกันแน่ แม้แต่ลมและทะเลก็เชื่อฟังท่าน?” ' มัทธิว 8:27 คนเหล่านั้น คือสาวกทั้ง 12 คน พวกเขาอัศจรรย์ใจ เมื่อพระเยซูทรงห้ามลมพายุที่รุนแรงนั้นให้สงบลง คำถามว่า ท่านผู้นี้เป็นใครกันแน่ คำตอบคือ พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า ที่แม้แต่พายุที่ไม่มีใครสามารถควบคุมได้ยังเชื่อฟังพระเยซู เพราะพระเจ้าทรงมีอำนาจเหนือทุกสิ่ง อำนาจเดียวกันนี้เองที่เยเรมีย์กล่าวถึงในพระธรรมตอนนี้ หากทะเลที่ไร้ชีวิตยังเชื่อฟังพระเจ้า เราผู้ได้รับความรอดและรู้จักพระคุณของพระองค์ควรเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่าทะเลนั้นไหม วันนี้ใจของเราเชื่อฟัง และยำเกรงพระเจ้าเหมือนวันแรกที่รู้จักพระองค์หรือเปล่า หรือเราเริ่มเคยชินกับพระพรของพระเจ้า จนเราชินชาต่อพระองค์ผู้ประทานพระพรนั้นไปแล้ว ขอให้เรากลับมาถวายเกียรติ นมัสการ ขอบพระคุณพระเจ้า และดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้การทรงครอบครองของพระเจ้าเสมอนะครับ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    5 min
  2. 1 day ago

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่74) ความหมายลึกๆของคำว่า“ขอบคุณ!“

    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่74) ความหมายลึกๆของคำว่า“ขอบคุณ!“ “จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า สำหรับพวกท่านในพระเยซูคริสต์” ‭‭ ~1 เธสะโลนิกา‬ ‭5‬:‭18‬ ‭THSV11‬‬ “give thanks in all circumstances; for this is God’s will for you in Christ Jesus.” ‭‭ ~1 Thessalonians‬ ‭5‬:‭18‬ ‭NIV‬‬ มีคำกล่าวไว้ว่า “ความกตัญญูคือความทรงจำของหัวใจ!” ( Gratitude is the memory of the heart.) ดังนั้น หากเราเป็นคนกตัญญู เราจะเป็นคนที่รู้จักพูดขอบคุณคนที่ดีต่อเรา! คำว่า “ขอบคุณ” หรือ “ขอบพระคุณ” นั้นมีความหมายและมีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งต่อพระเจ้าและต่อเราทั้งหลาย คำว่า“ขอบคุณ” และ“การขอบคุณ”มีความหมายลึกซึ้งมาก ​คำว่า"ขอบคุณ" หรือ "Thank you"คือ "กุญแจขับเคลื่อนความสุข" ในชีวิต ​คำว่า“ขอบคุณ” คือคำที่มีความหมายอันลึกซึ้งซ่อนอยู่ ดังนี้"ขอบคุณ"= ขอบ(ทดแทน)+ คุณ(ความดี,ประโยชน์ หรือสิ่งที่มีเกื้อกูล) ​คำว่า“ขอบคุณ” คือคำที่บ่งบอกถึงการมองเห็นคุณค่าของผู้อื่นคือ“การประกาศว่าเรามองเห็นความดีหรือสิ่งดีๆ ที่คนอื่นมอบให้" ​คำว่า”ขอบคุณ“ คือ 1).การลดอีโก้ (Ego) ของตัวเองลง และ 2).การยอมรับว่าชีวิตเราขับเคลื่อนไปได้ด้วยความเกื้อหนุนจากอื่นและคนรอบข้าง ​คำว่า”ขอบคุณ“(Thank)คำนี้มี ต้นกำเนิดในทางนิรุกติศาสตร์ (Etymology)มาจากรากศัพท์ภาษาอังกฤษโบราณที่เชื่อมโยงคำว่า “คิด"(Think) ​คำว่า“ขอบคุณ”(Thank You)นี้มี ความหมายที่แท้จริงว่า"ฉันจะเก็บสิ่งที่คุณทำเพื่อฉันไว้ในความคิดและในใจ" (I will think about what you did for me) ​คำว่า “ขอบคุณ” จึงเป็น“การบันทึกความทรงจำดีๆ ร่วมกัน”ระหว่างผู้ให้และผู้รับสิ่งดี หรือ ผลประโยชน์ นั่นเอง ดังนั้น พี่น้องที่รัก ​เราควรรู้คุณและแสดงความซาบซึ้งออกมาเป็นคำขอบคุณต่อผู้ที่ทำดีหรือแสดงความเมตตาต่อเราในทางใดทางหนึ่ง​เราต้องตระหนักว่าการขอบคุณคือจุดเริ่มต้นของความสุขที่แท้จริงของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง​เราควรสำนึกไว้เสมอว่าการรู้คุณเป็นคุณสมบัติของหัวใจที่ยิ่งใหญ่Aesop(อีสป) เคยกล่าวไว้ว่า ”การรู้คุณและการขอบคุณออกมา เป็นเครื่องหมายของจิตใจที่สูงส่ง (Gratitude is the sign of noble souls.) ​เราควรรู้จักขอบพระคุณพระเจ้า และคนอื่นๆที่ทำดีหรือมีบุญคุณต่อเราไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือการกระทำก็ตาม 5.เราควรตระหนักว่า การรู้จักขอบคุณคนจะทำให้เราและเขามีความสุข ​เราควรขอบคุณทุกคนที่เป็นดุจชาวสวนผู้ที่ทำให้จิตวิญญาณของเราเบ่งบาน 7.เราควรรู้ไว้ว่า"การขอบคุณคือสะพานเชื่อมความรู้สึกดีๆ จากใจถึงใจของพวกเรา" (Saying thank you is a bridge that connects us heart to heart.) 8. เราควรยินดีที่ทุกครั้งที่เราพูดคำว่า “ขอบคุณ”หรือ “Thank you” เรากำลัง "ส่งต่อพลังบวก" และ "บันทึกความทรงจำดีๆ" ให้แก่กัน อันจะทำให้โลกนี้จะน่าอยู่มากขึ้น วันนี้ ให้เรามาร่วมกันส่งพลังบวกและบันทึกความทรงจำดีให้โลกนี้กัน …จะดีไหมครับ? ………………………………………… ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 13มิถุนายน2026(ตอนที่74ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    6 min
  3. 1 day ago

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่73) ความตายของธรรมิกชน!

    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่73) ความตายของธรรมิกชน! “มรณกรรมแห่งธรรมิกชนของพระองค์ สำคัญในสายพระเนตรพระเจ้า” ‭‭ ~สดุดี‬ ‭116‬:‭15‬ ‭TH1971‬‬ “Precious in the sight of the Lord is the death of his saints.” ‭‭ ~Psalms‬ ‭116‬:‭15‬ ‭RSVCI‬‬ มีคำกล่าวไว้ว่า “ชีวิตของผู้ชอบธรรมมีคุณค่าต่อพระเจ้า และ แม้แต่ความตายของเขาก็เป็นสิ่งล้ำค่าในสายพระเนตรของพระองค์ (The life of the righteous is precious to God, and even their death is precious in His sight.) แล้ว “ผู้ชอบธรรม” หรือ “ธรรมิกชน” นี้ คือใคร? ในบางฉบับ แปลว่า“ผู้จงรักภักดี” มาจากภาษาฮีบรูว่า“ Hasid ”หมายถึง “ผู้ที่รักและจงรักภักดีต่อพระเจ้า ผู้ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้า ผู้ที่ดำเนินชีวิตในพันธสัญญากับพระเจ้า ผู้ที่ได้รับและตอบสนองต่อความรักมั่นคงของพระเจ้า ผู้ที่ไว้วางใจและติดตามพระเจ้าอย่างมั่นคง แต่ไม่ได้หมายถึงคนที่สมบูรณ์แบบ แต่หมายถึงคนที่เป็นของพระเจ้า และซื่อสัตย์ต่อพระองค์!” “ธรรมิกชน” หรือ “คนชอบธรรม” จึงไม่ได้หมายถึงคนไร้บาปอย่างที่หลายคนเข้าใจ “ธรรมิกชน” จึงไม่ใช่คนที่ไม่เคยทำผิดมาก่อน ดังตัวอย่าง ​กษัตริย์ ดาวิด เป็นคนชอบธรรม แม้เคยทำบาปร้ายแรง​อับราฮัม เป็นคนชอบธรรมแม้เคยล้มเหลวหลายครั้ง​เปโตรเป็นคนชอบธรรม แม้เคยปฏิเสธพระเยซู ดังนั้น ธรรมิกชนคือ คนที่ ​พระเจ้าทรงแยกไว้เป็นของพระองค์ และ​เขาดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อและเชื่อฟังพระองค์ พระคัมภีร์บอกเราว่า การตายของเขา“สำคัญ”ในสายพระเนตรของพระเจ้า! แล้วคำว่า “สำคัญ” “ในสายพระเนตรพระยาห์เวห์”นั้น หมายถึงอะไร? คำว่า “สำคัญ” ในภาษาฮีบรูคือ ”Yāqār“ มีความหมายว่า “ล้ำค่า มีคุณค่า เป็นสิ่งที่หายาก และเป็นที่รัก” พระเจ้าจึงไม่ได้พอพระทัยที่คนของพระองค์ตาย แต่พระเจ้าทรงถือว่า 1).ชีวิต และ 2).การจากไปของผู้เชื่อในพระองค์แต่ละคนมีคุณค่าอย่างยิ่ง และไม่มีความตายของผู้เชื่อคนใดที่พระองค์มองข้ามเลย แน่นอนว่า พระเจ้าไม่ทอดทิ้งผู้เชื่อในวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของเขา มนุษย์อาจเห็นความตายเป็นการสูญเสีย แต่ในสายพระเนตาของพระเจ้า การตายของธรรมิกชนของพระองค์ แท้จริงคือ ​เป็นการกลับบ้านแห่งความสุขนิรันดร์​เป็นการสิ้นสุดการต่อสู้ที่เหน็ดเหนื่อย​เป็นการเข้าสู่พระสิริของพระเจ้าดังนั้น ความตายของธรรมิกชนจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะพระคัมภีร์สอนว่า ​พระเจ้าทรงทราบวันเวลา(ทั้งเวลาเกิดและเวลาตายของเรา)​พระเจ้าทรงอยู่ด้วยกับเราเสมอ​พระเจ้าทรงรับจิตวิญญาณของคนของพระองค์ไปอยู่กับพระองค์เหมือนดังที่พระเยซูตรัสกับโจรบนไม้กางเขนว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่า วันนี้ท่านจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม!” ‭‭ ~ลูกา‬ ‭23‬:‭43‬ ‭THSV11‬‬ พี่น้องที่รัก ​ถ้าเวลานี้ เรายังมีชีวิตอยู่จงแยกตัวของเรา 1).ถวายแด่พระเจ้า และ 2).ดำเนินชีวิต ก.อย่างสัตย์ซื่อ และ ข.อย่างมีคุณค่าในสายพระเนตรพระองค์ ​ถ้าเราสูญเสียคนที่รักซึ่งเชื่อศรัทธาในพระคริสต์ไปจงร้องไห้ได้ แต่อย่าสิ้นหวัง เพราะว่าเขาอยู่ในพระทรวงของพระเจ้าแล้ว ​ถ้าเราคิดถึงความตายของตนเองจงมีใจสงบ เพราะไม่มีอะไรจำเป็นต้องกลัวอีก เพราะพระเจ้าจะทรงดูแล จนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายของเรา อย่างใส่พระทัย จงจำไว้เสมอว่า “สำหรับโลกนี้ ความตายของผู้เชื่อเป็นเพียงแค่การจากลา แต่สำหรับพระเจ้า นั่นเป็นการต้อนรับลูกของพระองค์กลับบ้าน!” (To the world, a believer’s death is a farewell; to God, it is a homecoming.) …อาเมนไหมครับ? ………………………………………… ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 12มิถุนายน2026(ตอนที่73ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    6 min
  4. 3 days ago

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ลมหรือไฟ Ep.1657

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ลมหรือไฟ Ep.1657  เมื่อตอนที่แล้ว คือตอนที่คนยูดาห์พูดถึงพระเจ้า เยาะเย้ยคนของพระองค์ พระธรรมในวันนี้มีเพียงข้อเดียว ซึ่งเป็นคำตอบของพระเจ้า ที่ผมมองว่าหนักแน่นและน่ากลัวอย่างมาก พระเจ้าทรงตอบคนยูดาห์ที่กำลังเยาะเย้ยคำเตือนของพระองค์ว่า พระวจนะของพระเจ้าไม่ใช่เพียงลม ที่เป็นเพียงคำเตือนเฉย ๆ แต่ถ้อยคำของพระเจ้านั้นจะเป็นจริงและสำเร็จเสมอ 'เพราะฉะนั้น พระยาห์เวห์พระเจ้าจอมทัพจึงตรัสดังนี้ว่า “เพราะพวกเขากล่าวถ้อยคำเหล่านี้ นี่แน่ะ เราจะทำถ้อยคำของเราที่อยู่ในปากของเจ้าให้เป็นไฟ และประชาชนนี้เป็นฟืน และไฟนั้นจะเผาผลาญเขาเสีย ' เยเรมีย์ 5:14 ข้อก่อนหน้านี้ คนยูดาห์เยาะเย้ยคำพูดของเยเรมีย์ว่าเป็นเพียงลม คำพูดของเยเรมีย์ในสายตาพวกเขาเป็นเพียงเสียงที่ดังขึ้นแล้วก็หายไป ไม่มีผลอะไรเกิดขึ้น แต่พระเจ้าทรงตอบกลับอย่างหนักแน่นว่า ถ้อยคำที่อยู่ในปากของเยเรมีย์นั้นไม่ใด้เป็นเพียงลม แต่คำพูดนั้นจะเป็นไฟ และพวกเขาที่มีใจแข็งกระด้างจะเป็นเหมือนฟืนที่ถูกไฟนั้นเผาทิ้ง เราได้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างมุมมองของพระเจ้ากับของมนุษย์ มนุษย์มองว่า พระวจนะเป็นเพียงคำพูดธรรมดา เป็นเพียงความคิดเห็นของผู้เทศนา หรืออาจจะเป็นเพียงคำเตือนที่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ แต่พระเจ้ามองว่าพระวจนะของพระองค์มีฤทธิ์เดช มีอำนาจ และจะสำเร็จเป็นจริงตามพระประสงค์ของพระองค์อย่างแน่นอน 'พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “ถ้อยคำของเราเหมือนไฟและเหมือนค้อนที่ทุบหินให้แตกเป็นเสี่ยงๆ ไม่ใช่หรือ?” 'เยเรมีย์ 23:29 วันนี้เราอาจจะไม่ได้เยาะเย้ยพระวจนะของพระเจ้าเหมือนคนยูดาห์ แต่เราก็อาจจะเพิกเฉยต่อพระวจนะของพระเจ้าได้เหมือนกัน เมื่อเราได้ยินสิ่งที่พระเจ้าตรัสแต่ไม่ตอบสนอง เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ ฟังเทศนาแต่ไม่เคยนำมาปฏิบัติ หรือเมื่อเรารู้ว่าพระเจ้ากำลังเตือน แต่เราก็กลับคิดว่า คงไม่เป็นไรหรอก ถ้าทำอย่างนั้น เราก็ไม่ต่างอะไรกับคนยูดาห์เลย อย่ารอให้คำเตือนกลายเป็นความจริงก่อนจึงค่อยกลับใจ เพราะเวลาที่พระเจ้ายังตรัสอยู่ คือโอกาสแห่งพระคุณ ตราบใดที่พระเจ้ายังเตือนอยู่ พระคุณยังเปิดทางให้เราเสมอ แต่เมื่อการพิพากษามาถึง เวลาของการตอบสนองก็จะสิ้นสุดลง ขอให้เราเลือกรับเอาพระคุณด้วยการตอบสนองตอนพระวจนะของพระเจ้า และเสียงเตือนของพระองค์ทันทีนะครับ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    4 min
  5. 3 days ago

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่72) ความตายของผู้จงรักภักดี?

    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่72) ความตายของผู้จงรักภักดี? “ความตายของผู้จงรักภักดีต่อพระองค์ สำคัญในสายพระเนตรพระยาห์เวห์” ‭‭ ~สดุดี‬ ‭116‬:‭15‬ ‭THSV11‬‬ “The death of his faithful ones is valuable in the Lord’s sight.” ~‭‭Psalms‬ ‭116‬:‭15‬ ‭CSB‬‬ พระคัมภีร์ข้อนี้เป็นหนึ่งในพระวจนะของพระเจ้าที่ปลอบโยนใจของผู้เชื่อมากที่สุด เพราะพระคัมภีร์ข้อนี้เปิดเผยให้เห็นว่าพระเจ้าไม่ได้มองความตายของคนของพระองค์เหมือนเป็นเหตุการณ์ธรรมดา แต่เปิดเผยให้เรารู้ว่า “ความตาย”ของคนของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ 1).มีคุณค่า และ 2).มีความหมาย อย่างยิ่งยวดในสายพระเนตรของพระองค์ ให้เรามาดูความหมายของคำสำคัญในพระธรรมข้อนี้ “ความตาย” มีความหมายตรงตัวว่า 1).การสิ้นชีวิต 2).การจากโลกนี้ไป 3).การที่สภาพชีวิตทางกายสิ้นสุดลง ในขณะที่ โดยทั่วไป มนุษย์มอง“ความตาย”ว่าเป็น 1).การพรากจาก 2).ความเศร้าโศก 3).การสูญเสีย ในบริบทของข้อพระคัมภีร์นี้ พูดถึง ความตายทางกายภาพ ของผู้เชื่อในพระเจ้า เป็นหลัก แต่ความตายในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “การสูญเสีย” สำหรับพระเจ้า! เพราะสำหรับผู้จงรักภักดีต่อพระเจ้า ในสายพระเนตรของพระองค์ ความตาย หรือ การจากโลกนี้ ของพวกเขา ก็คือ 1).การสิ้นสุดการต่อสู้ 2).การได้พักจากความเหน็ดเหนื่อย 3).การได้อยู่กับพระองค์ตลอดนิรันดร์ เหมือนดังที่เปาโลกล่าวว่า “การจากไปและอยู่กับพระคริสต์นั้นประเสริฐกว่ามาก” ~ฟีลิปปี 1:23 นอกจากนี้ คำว่า “ความตายของผู้จงรักภักดี” ยังสื่อว่าพระเจ้าจะไม่ปล่อยให้คนของพระองค์ตายง่าย ๆ หรือตายไปอย่างไร้ค่า นั่นคือ 1).การมีชีวิตอยู่ของผู้เชื่อ ~เป็นสิ่งมีคุณค่า 2).การจากไปของผู้เชื่อ ~เป็นปรากฏการณ์ที่มีความหมาย 3).การอยู่หรือการจากไปของผู้เชื่อ ~เป็นไปตามเวลาที่พระเจ้ากำหนดและควบคุมอยู่ จึงกล่าวได้ว่า ไม่มีผู้เชื่อพระเจ้าคนใดจะตายโดยที่พระเจ้าไม่ได้รับรู้ ด้วยเหตุนี้ “ความตาย” ใน สดุดี 116:15 นี้ จึงไม่ได้หมายถึงเพียง ก.การหยุดหายใจ หรือ ข.การสิ้นชีวิตทางกายเท่านั้น แต่ยังสื่อถึงช่วงเวลาที่ผู้เชื่อ ก.สิ้นสุดการเดินทางบนโลกนี้ และ ข.กลับไปอยู่กับพระเจ้าผู้ทรงรักเขา ใช่ครับ ข้อพระคัมภีร์ข้อนี้ กำลังย้ำว่า “การจากไป” ของผู้ที่เขื่อและจงรักภักดีต่อพระเจ้าแต่ละคนนั้น ล้วนมีคุณค่า เลิศล้ำ และเป็นที่ใส่พระทัยอย่างยิ่งในสายพระเนตรของพระองค์ ด้วยเหตุนี้ หากว่า เราในวันนี้ เป็นคนที่เชื่อและจงรักภักดีต่อพระองค์เช่นกัน พระเจ้าจะไม่เพียงใส่พระทัยแค่ในวันเวลาที่เรามีชีวิตอยู่เท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงให้คุณค่าความสำคัญแม้กระทั่งในวันสุดท้ายของชีวิตของเราในโลกนี้ด้วย และต่อให้เราตายไป พระองค์ก็จะทำให้เราเป็นขึ้นมาจากตาย ในวันหนึ่งข้างหน้าเช่นกัน “ความตาย” จึงไร้ความหมาย เพราะมันจะทำอะไรต่อเราไม่ได้อีกเลย และจะเป็นจริง ดังคำที่มีผู้กล่าวไว้อย่างงดงามว่า “สำหรับผู้เชื่อ ความตายไม่ใช่จุดจบของชีวิต แต่เป็นจุดจบของความตาย” (For the believer, death is not the end of life; it is the end of death.) …อาเมนไหมครับ? ………………………………………… ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 11มิถุนายน2026(ตอนที่72ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    5 min
  6. 4 days ago

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ได้ยินแต่ไม่ฟัง Ep.1656

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ได้ยินแต่ไม่ฟัง Ep.1656 คำเตือนมีไว้เพื่อป้องกันอันตราย แต่สำหรับคนที่ได้ยินแล้วแต่ไม่ฟัง มักจะเกมม์ หรือมาถึงจุดจบเสมอ บางครั้งคำเตือนก็ดังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขอให้เราอย่าคิดว่า สิ่งนั้นมันจะไม่เกิดขึ้น เพราะเมื่อถึงเวลาที่สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง เราก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว นอกจากต้องเผชิญหรือยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น เยเรมีย์ 5:12-13 พาเราไปเห็นสภาพของคนยูดาห์ที่ไม่ได้ขาดพระวจนะ แต่เขาเลือกที่จะไม่ฟัง 'เขาทั้งหลายพูดมุสาในเรื่องพระยาห์เวห์ และได้กล่าวว่า “พระองค์จะไม่ทรงกระทำอะไร ไม่มีการร้ายใดจะเกิดขึ้นกับเรา เราจะไม่เห็นดาบหรือการกันดารอาหาร” ' เยเรมีย์ 5:12 คนยูดาห์เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง แต่ขาเลือกปฏิเสธพระดำรัสของพระเจ้าแบบต่อหน้าพระองค์เลย พวกเขาเชื่อว่า พระเจ้าจะไม่ทรงทำตามสิ่งที่ตรัสไว้ พวกเขาเลือกเชื่อผู้เผยพระวจนะเท็จ พวกเขาเลือกเชื่อในสิ่งที่เขาอยากฟังมากกว่า การสร้างพระเจ้าให้เป็นไปตามที่ใจเราต้องการ คือความบาปที่จะนำผลร้ายมาสู่ชีวิต เราเองก็อาจเป็นแบบนั้น เรารู้ว่าพระเจ้าเรียกเราสู่ความบริสุทธิ์ เรารู้ว่าความบาปมีผลตามมาเสมอ รู้อาจจะว่าพระเจ้าทรงเตือนเราผ่านพระวจนะของพระองค์ แต่เรากลับคิดว่า คงไม่เป็นไรไม่น่าจะเกิดกับเราหรอก เพราะเรื่องนี้ใคร ๆ เขาก็ทำกัน หรือ เราอาจจะคิดว่า เดี๋ยวค่อยจัดการทีหลังก็ได้ และในที่สุดเราก็ชินชากับบาป จนเราไม่ได้ฟังเสียงเตือนของพระเจ้าอีกต่อไป 'ผู้เผยพระวจนะก็จะเป็นเพียงลม พระวจนะไม่มีในคนเหล่านั้น ขอให้เป็นอย่างนั้นแก่พวกเขาเถิด ' เยเรมีย์ 5:13 พวกเขาไม่ได้แค่เลือกไม่ฟัง แต่พวกเขายังเยาะเย้ยคนของพระเจ้าที่นำพระดำรัสของพระเจ้ามาถึงพวกเขา พวกเขาบอกว่า คำพูดนั้นเป็นเพียงลม หมายถึง คำพูดนั้นไร้สาระ คนของพระเจ้าก็พูดไปเรื่อย สิ่งที่พูดจะไม่เกิดอะไรขึ้น เขาบอกว่า ให้สิ่งที่คนของพระเจ้าพูดนั้นเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง คำเตือนของพระเจ้าเป็นเรื่องตลกของพวกเขา แหละนี่คือความบาปที่อยู่ในตัวของมนุษย์ เมื่อมนุษย์ไม่เชื่อ พวกเขาก็จะลดความน่าเชื่อถือของสิ่งนั้นทันที ผมอยากให้เราสำรวจจิตใจของเราด้วยนะครับ เพราะเราอาจจะคิดว่า นี่ไม่ใช่ตัวเราหรอก เราอาจไม่พูดตรง ๆ ว่าเราไม่ได้ฟังเสียงของพระเจ้า แต่การเพิกเฉยต่อพระวจนะ หาเหตุผลเข้าข้างตนเอง หรือการที่เราเลือกฟังสิ่งที่อยากฟัง ถ้าเป็นแบบนั้น พวกเราก็กำลังทำแบบนั้นอยู่นะครับ 'บุคคลที่ถูกตักเตือนบ่อยๆ แต่ยังแข็งคอ ประเดี๋ยวคอจะหัก รักษาไม่ได้ ' สุภาษิต 29:1 TH1971 วันนี้หากได้ยินคำเตือน ขอให้เราฟังด้วย เพราะถ้าคอหักจะรักษาไม่ได้ ขอเราหยุดหลอกตัวเองว่า คงไม่เกิดอะไรขึ้น จนเราปล่อยให้หัวใจแข็งกระด้าง และห่างออกจากพระเจ้า ถ้าวันนี้พระเจ้าเตือนเราผ่านเสียงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผ่านพระวจนะ หรือผ่านสถานการณ์ ขอให้เรารีบตอบสนองทันที อย่ารอจนเสียงเตือนกลายเป็นความจริง เพราะบางความเสียหาย หากมันเกิดขึ้นแล้ว เราก็ไม่อาจย้อนเวลากลับไปได้แล้ว วุฒิ วงศ์สรรเสริญ นำชีวิต ตอน ได้ยินแต่ไม่ฟัง Ep.1656 คำเตือนมีไว้เพื่อป้องกันอันตราย แต่สำหรับคนที่ได้ยินแล้วแต่ไม่ฟัง มักจะเกมม์ หรือมาถึงจุดจบเสมอ บางครั้งคำเตือนก็ดังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขอให้เราอย่าคิดว่า สิ่งนั้นมันจะไม่เกิดขึ้น เพราะเมื่อถึงเวลาที่สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง เราก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว นอกจากต้องเผชิญหรือยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น เยเรมีย์ 5:12-13 พาเราไปเห็นสภาพของคนยูดาห์ที่ไม่ได้ขาดพระวจนะ แต่เขาเลือกที่จะไม่ฟัง 'เขาทั้งหลายพูดมุสาในเรื่องพระยาห์เวห์ และได้กล่าวว่า “พระองค์จะไม่ทรงกระทำอะไร ไม่มีการร้ายใดจะเกิดขึ้นกับเรา เราจะไม่เห็นดาบหรือการกันดารอาหาร” ' เยเรมีย์ 5:12 คนยูดาห์เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง แต่ขาเลือกปฏิเสธพระดำรัสของพระเจ้าแบบต่อหน้าพระองค์เลย พวกเขาเชื่อว่า พระเจ้าจะไม่ทรงทำตามสิ่งที่ตรัสไว้ พวกเขาเลือกเชื่อผู้เผยพระวจนะเท็จ พวกเขาเลือกเชื่อในสิ่งที่เขาอยากฟังมากกว่า การสร้างพระเจ้าให้เป็นไปตามที่ใจเราต้องการ คือความบาปที่จะนำผลร้ายมาสู่ชีวิต เราเองก็อาจเป็นแบบนั้น เรารู้ว่าพระเจ้าเรียกเราสู่ความบริสุทธิ์ เรารู้ว่าความบาปมีผลตามมาเสมอ รู้อาจจะว่าพระเจ้าทรงเตือนเราผ่า

    5 min
  7. 4 days ago

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่71)

    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่71) เหตุผลดีที่เราควรให้อภัย! “ความฉลาดของมนุษย์ทำให้เขาโกรธช้า และการให้อภัยความผิดก็เป็นศักดิ์ศรีแก่เขา” ‭‭ ~สุภาษิต‬ ‭19‬:‭11‬ ‭THSV11‬‬ “It's wise to be patient and show what you are like by forgiving others.” ‭‭ ~Proverbs‬ ‭19‬:‭11‬ ‭CEV‬‬ มีเหตุผลดีๆมากมาย ที่เตือนสติว่าเป็นการฉลาดและเป็นศักดิ์ศรีให้แก่ตัวเราเอง ถ้าเรารู้จักให้อภัย เพราะ ​การให้อภัยเป็นเหมือนกลิ่นหอมย้อนคืนแก่ผู้ที่ทำร้ายเรา “การให้อภัยเปรียบเสมือนกลิ่นหอมของดอกไม้ ที่ติดตรึงอยู่บนส้นเท้าของคนที่เหยียบย่ำมัน” "Forgiveness is the fragrance that the violet sheds on the heel that has crushed it." ~Mark Twain ​การให้อภัยเปรียบเสมือนสะพานให้ข้ามไปสู่สภาพดีดังเดิม “การให้อภัยเป็นดุจสะพานที่เชื่อมจากความแตกสลายให้ข้ามไปสู่การคืนกลับสู่สภาพดี” “Forgiveness is the bridge from brokenness to restoration.” ​การให้อภัยเป็นการเลือกปลดปล่อยตัวเราเองจากความเจ็บปวด “การให้อภัยไม่ใช่การบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นถูกต้อง แต่เป็นการเลือกไม่ให้ความเจ็บปวดควบคุมชีวิตเราอีกต่อไป” “Forgiveness is not saying what happened was right; it is choosing not to let the pain control your life anymore.” ​การให้อภัยเป็นการเพิ่มคุณค่าให้แก่ความรัก “เมื่อเราให้อภัย เราไม่ได้ลดคุณค่าความยุติธรรม แต่เราเพิ่มคุณค่าของความรัก” “When we forgive, we do not diminish justice; we magnify love.” ​การให้อภัยเป็นการเชื่อฟังและทำตามแบบอย่างของพระคริสต์ "จงให้อภัย อย่างที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้อภัยคุณ“ "Forgive as the Lord forgave you." การที่เราให้อภัยแก่ผู้ที่ผิดพลาด และผู้ที่ทำให้เราเจ็บปวด จึงเป็นผลดีต่อเราและคนทั้งปวง และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ กระทำตาม อันจะเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า พี่น้องที่รัก วันนี้ คุณให้อภัยใครบางคนแล้วยัง? บอกได้ไหม ว่าเขาเป็นใคร? แล้วคุณรู้สึกอย่างไร …ที่ทำเช่นนั้นได้? ………………………………………… ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 10มิถุนายน2026(ตอนที่71ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    5 min
  8. 5 days ago

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ถูกตัดแต่งแต่ไม่ถูกทอดทิ้ง Ep.1655

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ถูกตัดแต่งแต่ไม่ถูกทอดทิ้ง Ep.1655 พระเจ้าทรงมีพระทัยเมตตาเสมอ แต่พระเจ้าก็จริงจังกับการกำจัดบาป เพราะบาปเป็นสิ่งที่พระเจ้าไม่ชอบ เยเรมีย์ 5:10-11 ได้พาเราไปถึงเรื่องแนวคิด เรื่องคนที่เหลืออยู่อีกครั้ง หลังจากได้พูดไปแล้วในบทที่ 4 การทำลายให้หมดสิ้นไป ไม่ใช่พระประสงค์ของพระเจ้า แต่พระเจ้าต้องการชำระ ตัดแต่ง และรักษาสิ่งที่เป็นของพระองค์ไว้ตามพระสัญญาและพระเมตตาของพระองค์ '“ไปเถอะ ไปตามแถวต้นองุ่นของมันและทำลายเสีย แต่อย่าให้ถึงอวสานเสียทีเดียว ตัดกิ่งก้านของมันออก เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้เป็นของพระยาห์เวห์ ' เยเรมีย์ 5:10 แถวต้นองุ่น หรือกำแพงสวนองุ่น เป็นภาพของสวนองุ่นที่ได้รับการจัดระเบียบ และดูแลอย่างดี เราจะพบในหลายที่ในพระวจนะของพระเจ้าว่า พระเจ้าเปรียบเทียบประชากรของพระองค์เป็นสวนองุ่น เมื่อพวกเขาดำเนินชีวิตในความบาปและไม่กลับใจ พระเจ้าจึงอนุญาตให้ศัตรูเข้ามาทำลาย พระเจ้าจริงจังในการกำจัดความบาป ความรักของพระเจ้าไม่ใช่การปล่อยผ่าน แต่เป็นความรักที่กล้าจัดการกับสิ่งที่ทำลายชีวิตคนของพระองค์ พระเจ้าทรงยอมให้บางอย่างในชีวิตของเราพังลง ไม่ใช่เพื่อทำลายเรา แต่เพื่อให้เราหยุดพึ่งพาสิ่งเหล่านั้น และกลับมาพึ่งพาพระเจ้า ในคำพิพากษาอันรุนแรงนี้ พระเจ้าตรัสประโยคสำคัญว่า “แต่อย่าให้ถึงอวสานเสียทีเดียว” นี่คือแนวคิดเรื่องคนที่เหลืออยู่ และเป็นความหวังในวันที่หมดหวัง พระเจ้าทรงตัดกิ่งก้านออกเพื่อชำระสวนองุ่น พระองค์ไม่ทรงทำลายสวนองุ่นให้หมดสิ้นไป พระองค์ทรงรักษาคนที่เหลืออยู่ไว้เสมอ 'เพราะพงศ์พันธุ์ของอิสราเอล และพงศ์พันธุ์ของยูดาห์ ได้ทรยศต่อเราอย่างสิ้นเชิงแล้ว” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ ' เยเรมีย์ 5:11 นี่เหตุผลของการพิพากษาคือ คนของพระเจ้าทรยศต่อพระองค์ พวกเขาหันหลังให้กับพระเจ้า และเลือกเดินในทางของตัวเอง ความบาปที่แท้จริงไม่ได้เริ่มต้นจากการกระทำภายนอก แต่เริ่มต้นจากหัวใจที่หันออกห่างจากพระเจ้า และไม่ยอมมีชีวิตอยู่ในความสัมพันธ์กับพระองค์ แต่พระเมตตาของพระเจ้าก็ยังปรากฏอยู่ เพราะพระเจ้าไม่ได้ตรัสว่า ให้เราถอนทิ้งเสีย แต่พระองค์ตรัสว่า “ตัดกิ่งก้านของมันออก” พระเจ้าทรงตีสอนเพื่อชำระ ไม่ใช่เพื่อทอดทิ้ง การพิพากษาของพระเจ้ามักมีเป้าหมายเพื่อการฟื้นฟู พระองค์ทรงจัดการกับความบาปอย่างจริงจัง เพราะพระองค์ทรงรักประชากรของพระองค์มากเกินกว่าจะปล่อยให้พวกเขาเดินไปสู่ความพินาศ 'แขนงทุกแขนงในเราที่ไม่ออกผล พระองค์ก็ทรงตัดทิ้งเสีย และแขนงทุกแขนงที่ออกผล พระองค์ก็ทรงลิดเพื่อให้ออกผลมากขึ้น ' ยอห์น 15:2 พระเยซูทรงเป็นเถาองุ่นแท้ และพระบิดาทรงเป็นผู้ดูแลสวน พระองค์ทรงทำงานเพื่อชำระ ฟื้นฟู และทำให้ผู้ที่เป็นของพระองค์เกิดผลมากขึ้น การตีสอนของพระเจ้าเจ็บปวดแน่นอน การสูญเสียบางอย่างอาจทำให้เราไม่เข้าใจว่า ทำไมพระองค์จึงทรงอนุญาตให้เกิดขึ้น พระเจ้าทรงตัดแต่งกิ่งที่ต้องได้รับการชำระ แต่พระเจ้าไม่เคยละทิ้งสิ่งที่พระองค์ทรงปลูกไว้เอง การตีสอนอาจทำให้เราร้องไห้ในวันนี้ แต่พระประสงค์ของพระองค์ คือให้เราเกิดผลมากขึ้น พระเจ้าทรงตัดแต่งเพื่อฟื้นฟู ไม่ใช่เพื่อทำลาย วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    5 min

Ratings & Reviews

5
out of 5
6 Ratings

About

Podcasts สำหรับ Christian และผู้สนใจ ที่รวบรวม รายการหลายรูปแบบเข้าไว้ด้วยกัน โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ดังนี้ 1 เฝ้าเดี่ยวประจำวัน :- พระธรรมนำชีวิต กับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ สด.. แต่เช้า กับ อ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ ที่อัพเดท ทุกวัน 5:00 น. 2 รายการ Be Still.. รายการที่ อ.ไลฟ์ วาระมีชูธนาจะชวนคุณมาอธิฐานกับพระเจ้าก่อนที่คุณจะเข้านอน 3 รายการชวิตคริสเตียน :- อาจารย์ครับ…ครือว่า.. กับ บอย โกสิยพงษ์ ที่จะคอยโทรศัพท์ถามอาจารย์ต่างๆ ในคำถามที่ เกี่ยวกับชีวิตคริสเตียน, ข้อพระคำภีร์ที่เข้าใจยาก, ความสำพันธ์กับพระเจ้า และคำถามที่ไม่กล้าถามคนอื่น อัพเดททุกวันจันทร์ 7:00 น. เราเชื่อว่าพระเจ้ากำลังนำรายการ podcasts อีกมากมายตามมาในระยะอันใกล้นี้ โปรดกดติดตาม กดกระดิ่งเตือนเมื่อมีตอนใหม่ และช่วยแชร์ให้กับคนที่คุณรักด้วยนะครับ