แรงงานและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่

อโศก ศรีจันทร์, อัญชัน ทรงพุทธิ์,Rti

แรงงานและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่

  1. 16 Apr

    ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2569

    1. กระทรวงแรงงานไต้หวันเผยสถิติการฝ่าฝืนกฎหมายแรงงานปี 2568 พุ่งเกือบ 5,000 คดี "การจ้างงานผิดกฎหมาย" ครองอันดับหนึ่ง       ท่ามกลางการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสูงสุดและภาวะอัตราการเกิดที่ต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ไต้หวันเผชิญกับการหดตัวของประชากรวัยทำงานในทุกภาคอุตสาหกรรม ความต้องการแรงงานที่เพิ่มขึ้นในขณะที่ขั้นตอนการยื่นขออนุญาตตามระบบมีข้อจำกัด จึงเป็นปัจจัยผลักดันให้การจ้างงานนอกระบบขยายตัวอย่างเห็นได้ชัด ภาคการเกษตรขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก เกษตรกรว่าจ้างชาวต่างชาติเข้าทำงานอย่างผิดกฎหมายเพิ่มจำนวนมากตามไปด้วย (ภาพจาก agriharvest.tw)       จากสถิติประจำปี พ.ศ. 2568 พบว่ามีนายจ้างถูกดำเนินคดีฝ่าฝืนกฎหมายการจ้างงาน และถูกลงโทษปรับรวมทั้งสิ้น 4,884 คดี เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 580 คดี โดยในจำนวนดังกล่าว มากกว่า 2,500 คดี เป็นความผิดฐานจ้างงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และการให้ที่พักพิงหรือยินยอมให้แรงงานต่างชาติทำงานอย่างผิดกฎหมาย       ความผิดที่พบมากที่สุด คือ การฝ่าฝืนมาตรา 57 วรรค 1 ได้แก่ การจ้างแรงงานต่างชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือใช้ใบอนุญาตที่หมดอายุแล้ว รวม 1,605 คดี เพิ่มขึ้น 56 คดี โดยมีโทษปรับตั้งแต่ 150,000 ถึง 750,000 เหรียญไต้หวัน และมีการเพิกถอนใบอนุญาตแล้ว 80 กรณี       อันดับสอง คือ ความผิดตามมาตรา 44 ฐานให้ที่พักพิงหรือยินยอมให้แรงงานต่างชาติทำงานโดยมิชอบด้วยกฎหมาย รวม 928 คดี เพิ่มขึ้น 112 คดี มีโทษปรับในอัตราเดียวกัน และเพิกถอนใบอนุญาตแล้ว 137 กรณี       อันดับสาม คือ การฝ่าฝืนมาตรา 57 วรรค 3 ฐานสั่งให้แรงงานต่างชาติปฏิบัติงานนอกเหนือขอบเขตที่ได้รับอนุญาต รวม 426 คดี เพิ่มขึ้น 71 คดี มีโทษปรับ 30,000–150,000 เหรียญไต้หวัน และต้องดำเนินการแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด มิเช่นนั้นอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งมีแล้ว 10 กรณี ภาคการเกษตรขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก เกษตรกรว่าจ้างชาวต่างชาติเข้าทำงานอย่างผิดกฎหมายเพิ่มจำนวนมากตามไปด้วย (ภาพจาก agriharvest.tw)       อันดับสี่ คือ ความผิดตามมาตรา 57 วรรค 4 ฐานโยกย้ายแรงงานต่างชาติไปปฏิบัติงาน ณ สถานที่นอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาต รวม 206 คดี เพิ่มขึ้น 83 คดี มีโทษปรับ 30,000–150,000 เหรียญไต้หวัน และเพิกถอนใบอนุญาตแล้ว 14 กรณี       อันดับที่ห้า คือ ความผิดตามมาตรา 57 วรรค 5 ฐานไม่จัดให้แรงงานต่างชาติเข้ารับการตรวจสุขภาพตามกำหนด หรือไม่รายงานผลการตรวจต่อหน่วยงานสาธารณสุข รวม 115 คดี เพิ่มขึ้น 5 คดี มีโทษปรับ 60,000–300,000 เหรียญไต้หวัน ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่า ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง จำนวนคดีประเภทนี้ได้กลับเข้าสู่ระดับปกติแล้ว ไม่สูงเช่นในช่วงปี พ.ศ. 2564–2565       นอกจากนี้ ยังพบความผิดในลักษณะอื่น ได้แก่ การฝ่าฝืนกฎหมายการจ้างงานหรือคำสั่งตามกฎหมายในประเด็นอื่น จำนวน 60 คดี ลดลง 7 คดี มีโทษปรับ 60,000–300,000 เหรียญไต้หวัน และเพิกถอนใบอนุญาต 31 กรณี ความผิดฐานไม่แจ้งหน่วยงานเมื่อแรงงานต่างชาติขาดงานติดต่อกันเกิน 3 วัน หรือเมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้าง จำนวน 37 คดี มีโทษปรับ 30,000–150,000 เหรียญไต้หวัน และความผิดฐานนำชื่อของตนไปใช้เป็นนายจ้างแทนบุคคลอื่น จำนวน 9 คดี ลดลง 12 คดี มีโทษปรับ 150,000–750,000 เหรียญไต้หวัน และเพิกถอนใบอนุญาต 5 กรณี       กระทรวงแรงงานได้ย้ำเตือนนายจ้างว่า การจ้างแรงงานต่างชาติทุกกรณีจะต้องยื่นขอและได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมทั้งตรวจสอบเอกสารประจำตัวของแรงงานก่อนการจ้างงานทุกครั้ง งดเว้นการจ้างงานนอกระบบหรือให้ที่พักพิงแก่แรงงานผิดกฎหมาย และห้ามมิให้นำชื่อของตนไปใช้เป็นนายจ้างแทนผู้อื่นโดยเด็ดขาด หากฝ่าฝืนกฎหมาย จะถูกลงโทษตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป 2. ชาวไต้หวันแห่ลงชื่อค้านนำเข้าแรงงานอินเดีย ทะลุ 4.1 หมื่นรายใน 7 วัน ถกเดือดระหว่างความปลอดภัยกับการเหยียดเชื้อชาติ       นโยบายการเปิดรับแรงงานต่างชาติจากอินเดียของรัฐบาลไต้หวันกลายเป็นประเด็นร้อนที่จุดกระแสถกเถียงในวงกว้าง ไม่เพียงแต่บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Threads เท่านั้น แต่ยังลุกลามไปสู่ JOIN แพลตฟอร์มการมีส่วนร่วมด้านนโยบายสาธารณะ ซึ่งมีประชาชนร่วมลงชื่อคัดค้านแล้วกว่า 41,000 ราย ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลระงับแผนการดังกล่าว โดยให้ความสำคัญกับประเด็นความปลอดภัยสาธารณะและความเสมอภาคทางเพศเป็นอันดับแรก

  2. ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569

    9 Apr

    ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569

    1. ไต้หวันอนุมัติเพิ่มโควตาแรงงานต่างชาติภาคเกษตร 20,000 อัตรา พร้อมเงื่อนไขควบคุมการหลบหนีที่สูงถึง 9%       ไต้หวันเดินหน้าแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ หลังกระทรวงเกษตรเสนอขอเพิ่มโควตาแรงงานต่างชาติอีก 20,000 อัตรา เพื่อรองรับความต้องการแรงงานในภาคการผลิตอาหารที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยหากได้รับการอนุมัติครบถ้วน จะทำให้โควตารวมพุ่งสูงถึง 40,000 อัตรา ทว่าคณะกรรมการนโยบายแรงงานข้ามชาติมีมติอนุมัติในระยะแรกเพียง 7,000 อัตรา และกำหนดให้ปลดล็อกโควตาที่เหลือออกเป็น 3 ระยะ โดยผูกโยงกับผลการดำเนินงานด้านการลดอัตราแรงงานหลบหนีเป็นเงื่อนไขสำคัญ แม้ปัจจุบัน ไต้หวันจะอนุมัตินำเข้าแรงงานต่างชาติภาคเกษตรแล้ว 20,000 คน แต่ยังคงประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก (ภาพจาก agriharvest.tw)       ข้อมูลสถิติปี 2568 ชี้ว่า อัตราการหลบหนีของแรงงานต่างชาติในภาพรวมอยู่ที่ประมาณ 3% แต่ในภาคเกษตรกรรมตัวเลขดังกล่าวพุ่งสูงถึง 9% ซึ่งเป็นระดับที่ภาครัฐมองว่าน่ากังวลอย่างยิ่ง นโยบายเปิดรับแรงงานในคราวนี้จึงมาพร้อมกลไกควบคุมที่เข้มงวด แทนที่จะเปิดกว้างแบบไม่มีเงื่อนไข ในที่ประชุมมีมติอนุมัติโควตาเบื้องต้นเพียง 7,000 อัตรา ส่วนที่เหลืออีก 13,000 อัตรา จะอนุมัติตามผลการลดอัตราการหลบหนี ดังนี้:       ระยะที่ 1: อนุมัติทันที 7,000 อัตรา       ระยะที่ 2: อนุมัติเพิ่ม 7,000 อัตรา (หากลดอัตราหลบหนีต่ำกว่า 8% ภายในปี 2569)       ระยะที่ 3: อนุมัติเพิ่มอีก 6,000 อัตรา (หากลดอัตราหลบหนีต่ำกว่า 6.5% ภายในปี 2570)       ทั้งนี้ หากสามารถควบคุมอัตราการหลบหนีให้ต่ำกว่า 5% ได้ในอนาคต จะพิจารณาแนวทางขยายโควตาเพิ่มเติมในระยะถัดไปอีกครั้ง ไต้หวันอนุมัติเพิ่มโควตาแรงงานต่างชาติภาคเกษตร 20,000 อัตรา พร้อมเงื่อนไขควบคุมการหลบหนีที่สูงถึง 9% (ภาพจาก NOWnews)       นโยบายนำเข้าแรงงานต่างชาติภาคเกษตรเริ่มทดลองใช้ในปี 2562 ด้วยโควตาเพียง 800 อัตรา ก่อนขยายเป็น 12,000 อัตราในปี 2565 และเพิ่มอีก 8,000 อัตราในเดือนกันยายน 2566 ทำให้โควตารวมปัจจุบันอยู่ที่ 20,000 อัตรา อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรไต้หวันประเมินว่าในระยะยาว ภาคเกษตรอาจขาดแคลนแรงงานสูงถึง 60,000 อัตรา สะท้อนถึงช่องว่างที่ยังต้องการนำเข้าแรงงานต่างชาติมากกว่านี้ แม้ปัจจุบัน ไต้หวันจะอนุมัตินำเข้าแรงงานต่างชาติภาคเกษตรแล้ว 20,000 คน แต่ยังคงประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก (ภาพจาก agriharvest.tw)       กระทรวงเกษตรให้คำมั่นเร่งดำเนินมาตรการลดการหลบหนีอย่างครอบคลุม ควบคุมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางทั้งฝั่งนายจ้างและแรงงาน ได้แก่       - การเตรียมความพร้อมนายจ้าง ด้วยการให้คำปรึกษาล่วงหน้าก่อนรับแรงงานเข้ามา       - การให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่แรงงาน ทันทีหลังเดินทางเข้าประเทศ       - การติดตามตรวจเยี่ยมแรงงาน อย่างสม่ำเสมอตลอดช่วงการจ้างงาน       - การยกระดับกำกับดูแลบริษัทจัดหางาน ให้มีความโปร่งใสและรับผิดชอบมากขึ้น       - การส่งเสริมระบบการจ้างตรง เพื่อลดภาระหนี้สินของแรงงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการหลบหนี แม้ปัจจุบัน ไต้หวันจะอนุมัตินำเข้าแรงงานต่างชาติภาคเกษตรแล้ว 20,000 คน แต่ยังคงประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก (ภาพจาก agriharvest.tw)       นอกเหนือจากการเพิ่มจำนวนโควตา กระทรวงเกษตรยังปรับปรุงเกณฑ์คุณสมบัติให้ครอบคลุมเกษตรกรกลุ่มใหม่ที่สามารถจ้างแรงงานต่างชาติได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้       ธุรกิจเลี้ยงผึ้ง ผู้ประกอบการที่มีรังผึ้งตั้งแต่ 150 รังขึ้นไป มีสิทธิ์ยื่นขอได้ คาดว่ามีเกษตรกรเข้าข่ายราว 600 ราย รองรับความต้องการแรงงานประมาณ 400 อัตรา       เกษตรอินทรีย์ กำหนดเกณฑ์พื้นที่เพาะปลูกขั้นต่ำ เช่น พืชไร่ต้องมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 5 เฮกตาร์ หรือพืชชนิดอื่น (ยกเว้นข้าวและหญ้าอาหารสัตว์) รวมกันไม่น้อยกว่า 1 เฮกตาร์ คาดสร้างความต้องการแรงงานเพิ่มประมาณ 250 อัตรา ไต้หวันอนุมัติเพิ่มโควตาแรงงานต่างชาติภาคเกษตร 20,000 อัตรา พร้อมเงื่อนไขควบคุมการหลบหนีที่สูงถึง 9% (ภาพจาก agriharvest.tw)       การเกษตรแบบผสมผสาน อนุญาตให้เกษตรกรที่ปลูกพืชหลายชนิดสามารถนำสัดส่วนพื้นที่เพาะปลูกมารวมคำนวณเพื่อขอสิทธิ์จ้างแรงงานต่างชาติได้ หากเมื่อรวมกันแล้วครบตามเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด คาดต้องการแรงงานต่างชาติราว 1,600 อัตรา       การปรับลดเกณฑ์พื้นที่ปลูกถั่วลิสง จากเดิม 10 เฮกตาร์ เหลือเพียง 5 เฮ

  3. 2 Apr

    ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569

    1. ไต้หวันผ่อนปรนเกณฑ์นำเข้าแม่บ้านต่างชาติ มีบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปีเพียง 1 คนก็ยื่นขอได้ หวังลดภาระครอบครัว-กระตุ้นอัตราการเกิด เริ่ม 13 เมษายนนี้       กระทรวงแรงงานไต้หวันประกาศนโยบายใหม่เพื่อรับมือกับความท้าทายของสังคมยุคปัจจุบัน ซึ่งครอบครัวส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับแรงกดดันในการรักษาสมดุลระหว่างชีวิตการทำงาน การดูแลบ้านเรือน และการเลี้ยงดูบุตร โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กป่วยด้วยโรคหายากหรือมีพัฒนาการล่าช้าซึ่งต้องการการดูแลเป็นพิเศษ กระทรวงฯ จึงได้ปรับปรุงเกณฑ์การขออนุญาตจ้างแรงงานต่างชาติในตำแหน่งผู้ช่วยงานบ้านหรือแม่บ้านให้มีความยืดหยุ่นและเข้าถึงได้มากขึ้น โดยคาดว่านโยบายดังกล่าวจะส่งผลให้มีครัวเรือนที่มีสิทธิ์ยื่นคำขอเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1.44 ล้านครัวเรือน กระทรวงแรงงานไต้หวันประกาศนโยบายใหม่ ผ่อนปรนเกณฑ์นำเข้าแม่บ้านต่างชาติ มีบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปีเพียง 1 คนก็ยื่นขอได้ หวังลดภาระครอบครัว (ภาพจากกระทรวงแรงงาน)       มาตรการดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากสภาบริหารแล้ว โดยกระทรวงแรงงานได้รายงานในที่ประชุมเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ภายใต้หัวข้อ “เพิ่มผู้ช่วย ลดความเหนื่อยล้า-ผ่อนปรนเงื่อนไขการจ้างแม่บ้านต่างชาติ เพื่อช่วยลดภาระครอบครัว” และมีกำหนดเปิดรับคำขออย่างเร็วที่สุดในวันที่ 13 เมษายนนี้       หวงหลิงอวี้ อธิบดีกรมพัฒนากำลังแรงงาน ชี้แจงว่า ในปัจจุบันครอบครัวจำนวนมากต้องทำงานล่วงเวลา หรือมีภาระในการดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งต้องอาศัยกำลังคนในการดูแลมาก กระทรวงฯ จึงปรับเกณฑ์ใหม่ โดยกำหนดให้ครอบครัวที่มีบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปีเพียงหนึ่งคน มีสิทธิ์ยื่นขอจ้างผู้ช่วยงานบ้านต่างชาติได้หนึ่งอัตรา จากเดิมที่กำหนดให้ต้องมีบุตรอายุต่ำกว่า 6 ปีจำนวนสามคน หรือมีบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปีอย่างน้อยสี่คน โดยในจำนวนนั้นต้องมีสองคนที่อายุต่ำกว่า 6 ปี เกณฑ์เดิมดังกล่าวจึงไม่สอดคล้องกับบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน นโยบายดังกล่าวคาดจะส่งผลให้มีครัวเรือนที่มีสิทธิ์ยื่นคำขอเพิ่มขึ้นเป็น 1.44 ล้านครัวเรือน (ภาพจาก nextapple.com)       ทั้งนี้ นอกจากค่าจ้างที่เริ่มต้นที่ 20,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือนแล้ว นายจ้างยังมีหน้าที่ชำระเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อความมั่นคงในการทำงาน ซึ่งเป็นกองทุนที่ผู้นำเข้าแรงงานต่างชาติทุกรายต้องจ่าย เพื่อนำไปใช้ส่งเสริมการจ้างงานภายในประเทศ การพัฒนาทักษะอาชีพ และการบริหารจัดการแรงงานต่างชาติ โดยแบ่งอัตราการจ่ายออกเป็นสองระดับ ดังนี้ :            อัตราปกติ 5,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน สำหรับครอบครัวทั่วไปที่มีบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปีหนึ่งคน       อัตราพิเศษ 2,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน สำหรับครอบครัวที่เข้าเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งต่อไปนี้       - มีเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีที่เป็นผู้ป่วยโรคหายาก ผู้พิการ เด็กในกลุ่มเปราะบาง หรือเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปีที่มีพัฒนาการเชื่องช้า อย่างน้อย 1 คน       - มีเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีจำนวน 2 คน โดยในนั้นมี 1 คนที่อายุต่ำกว่า 6 ปี       - มีเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป มาตรการผ่อนปรนเกณฑ์นำเข้าแม่บ้านต่างชาติ มีบุตรอายุต่ำกว่า 12 ปีเพียง 1 คนก็ยื่นขอได้ คาดจะช่วยบรรเทาภาระของครอบครัวของชาวไต้หวันได้ในระดับหนึ่ง (ภาพจาก udn.com)       สำหรับขั้นตอนการดำเนินการ จะเริ่มเปิดรับคำขอในวันที่ 13 เมษายน 2569 โดยผู้สนใจควรเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง อาทิ แบบฟอร์มคำขอ สำเนาทะเบียนบ้าน และเอกสารรับรองตามที่กำหนด เพื่อดำเนินขั้นตอนการประกาศรับสมัครงานภายในประเทศเป็นลำดับแรก และเมื่อได้รับหนังสือรับรองว่าไม่สามารถหาผู้ช่วยงานบ้านในประเทศได้แล้ว จึงจะสามารถยื่นคำขอผ่านระบบออนไลน์ของกระทรวงแรงงานได้ ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955       กระทรวงแรงงานระบุว่า นโยบายดังกล่าวมุ่งเพิ่มทางเลือกให้แก่ครอบครัว นอกเหนือไปจากระบบสนับสนุนที่มีอยู่เดิม ขณะที่โฆษกสภาบริหารแถลงว่า รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นส่งเสริมระบบสนับสนุนครอบครัวในด้านการมีบุตร การเลี้ยงดู และการศึกษา เพื่อบรรเทาภาระของประชาชน ในระยะต่อไป กระทรวงแรงงานจะบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ เพื่อผลักดันมาตรการเสริมเพิ่มเติม เช่น การลดขั้นตอนการพ

  4. 26 Mar

    ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569

    1. นโยบายไม่เก็บค่าหัวคิวใกล้เป็นจริง? สหรัฐฯ เตรียมตรวจสอบประเด็นแรงงานบังคับในหลายประเทศ ไต้หวันเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการ       สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ประกาศเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา นอกจากจะดำเนินการตรวจสอบตามมาตรา 301 ต่อประเทศคู่ค้าหลายแห่งแล้ว ยังมีแผนตรวจสอบประเด็นการนำเข้าสินค้าที่เชื่อมโยงกับการบังคับใช้แรงงานในกว่า 60 ประเทศ ล่ามของศูนย์ดูแลแรงงานต่างชาติประจำท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน พากลุ่มแรงงานไทยที่เดินทางมาถึงออกมาจากสนามบิน (ภาพจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน)       สำหรับไต้หวัน ซึ่งถูกจับตามองในเรื่องปัญหาแรงงานต่างชาติในภาคการผลิตและภาคประมง ทั้งในแง่ค่าหัวคิวที่สูงลิ่วและสภาพแวดล้อมการทำงานที่ต่ำกว่ามาตรฐาน นายกงหมิงซิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ แถลงเมื่อวันที่ 12 มีนาคมว่า กระทรวงแรงงานได้ออกแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการบังคับใช้แรงงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกระทรวงเศรษฐการจะประสานงานเพื่อเผยแพร่และสร้างความเข้าใจให้ผู้ประกอบการในไต้หวันนำแนวทางดังกล่าวไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด       ก่อนหน้านี้ USTR ระบุว่าจะดำเนินการสอบสวนตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าต่อประเทศคู่ค้า 16 แห่ง ในประเด็นกำลังการผลิตที่ล้นตลาด ควบคู่ไปกับการตรวจสอบการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับจากอย่างน้อย 60 ประเทศ แรงงานต่างชาติพักผ่อนหย่อนใจหน้าศูนย์การค้าอาเซียนสแควร์ นครไทจง (ภาพจาก twreporter.org)       กรณีที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษคือ Giant Manufacturing ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมจักรยานระดับโลก ซึ่งเมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา ถูกหน่วยงานศุลกากรและพิทักษ์พรมแดนสหรัฐฯ (CBP) สั่งระงับการนำเข้าสินค้า เนื่องจากพบปัญหาการบังคับใช้แรงงาน นับเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับภาคการผลิตของไต้หวัน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ Giant Manufacturing และอีกหลายบริษัทต้องรีบประกาศใช้นโยบายศูนย์ค่าใช้จ่ายสำหรับแรงงานต่างชาติ กล่าวคือ ยกเลิกการเรียกเก็บค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวจากแรงงานทุกรูปแบบ โดยบริษัทเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดทั้งในช่วงก่อนการเดินทางและระหว่างทำงานในไต้หวัน พร้อมทั้งชดเชยย้อนหลังคืนเงินที่แรงงานต่างชาติเคยจ่ายไปแล้วด้วย       อย่างไรก็ตาม ปัญหาแรงงานบังคับในสถานประกอบการไต้หวันไม่ได้เป็นเพียงกรณีโดดเดี่ยว แต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก โดยเฉพาะในกระบวนการนำเข้าแรงงานต่างชาติผ่านบริษัทจัดหางาน ซึ่งมักพบพฤติกรรมที่ขัดต่อมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็นการยึดเอกสารประจำตัว หรือการเรียกเก็บค่าหัวคิวในอัตราที่สูงเกินจริง ปัญหาเหล่านี้แพร่หลายในหลายอุตสาหกรรม ทั้งสิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนโลหะและเครื่องจักรไฟฟ้า ซึ่งล้วนมีความเสี่ยงที่จะถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และประเทศในยุโรป กลุ่มแรงงานต่างชาติเดินทางถึงไต้หวัน ขณะออกมาจากท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน       เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานได้ประกาศแนวปฏิบัติอ้างอิงสำหรับภาคธุรกิจในการป้องกันการใช้แรงงานบังคับ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถระบุและแยกแยะรูปแบบของการบังคับใช้แรงงานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยนำเสนอกรอบการดำเนินงานแบบเป็นขั้นตอนผ่าน 5 มิติหลัก พร้อมเครื่องมือสำคัญ 4 ประการ เพื่อนำพาภาคธุรกิจเริ่มต้นจากการบริหารจัดการภายในองค์กร แล้วขยายไปสู่การกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทาน กระทรวงแรงงานเน้นย้ำด้วยว่า ผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานสากลจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าระหว่างประเทศ       กงหมิงซินกล่าวเสริมว่า กระทรวงเศรษฐการพร้อมร่วมมือกับกระทรวงแรงงานในการเผยแพร่แนวปฏิบัติดังกล่าว เพื่อให้ผู้ประกอบการในประเทศเข้าใจสถานการณ์และความหมายของแรงงานบังคับอย่างถ่องแท้ พร้อมกันนี้ยังยอมรับว่าประเด็นแรงงานบังคับไม่ใช่ภาระหน้าที่ของกระทรวงแรงงานเพียงฝ่ายเดียว กระทรวงเศรษฐการเองก็มีส่วนรับผิดชอบสำคัญ ทั้งนี้ กลุ่มองค์กรแรงงานได้วิพากษ์วิจารณ์ซ้ำหลายครั้งว่า "แผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน" ซึ่งจัดทำโดยกรมส่งเสริมการลงทุน กระทรวงเศรษฐการ ได้หมดอายุลงตั้งแต่ปลายปี 2567 และแม้จะล่วงเลยมากกว่า 15 เดือนแล้ว ยังไม่มีคว

  5. ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2569

    19 Mar

    ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2569

    1. ยอดแรงงานต่างชาติในไต้หวันพุ่งทะลุ 870,000 คน ขณะที่จำนวนแรงงานผิดกฎหมายลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3       กระทรวงแรงงานของไต้หวันเปิดเผยสถิติแรงงานต่างชาติล่าสุด ระบุว่า ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 จำนวนแรงงานต่างชาติในไต้หวันรวมทั้งสิ้นได้ทะลุ 870,000 คนแล้ว ในจำนวนนี้เป็นแรงงานต่างชาติใบอนุญาตจ้างงานถูกต้องตามกฎหมายเกือบ 771,000 คน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 4,624 คน แรงงานต่างชาติในไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทะลุ 870,000 คน        ประเด็นที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ จำนวนแรงงานที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุหรือหลบหนีนายจ้างจนกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยในเดือนมกราคมลดเหลือ 99,751 คน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ตัวเลขต่ำกว่า 100,000 คน นับตั้งแต่เดือนกันยายนของปีที่ผ่านมา       ภาคการผลิตและผู้อนุบาลในครัวเรือนฟื้นตัว: ความต้องการแรงงานเพิ่มกว่า 2,000 รายในเดือนเดียว       เมื่อจำแนกตามประเภทอุตสาหกรรม แรงงานในภาคอุตสาหกรรมมีจำนวนรวม 543,106 คน โดยเฉพาะในภาคการผลิต มีจำนวน 484,669 คน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 2,061 คน สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการกำลังคนในภาคการผลิตยังคงอยู่ในระดับสูง ส่วนการลดลงของตัวเลขในเดือนก่อนหน้านั้น คาดว่าเป็นผลจากการปรับโครงสร้างกำลังแรงงานตามรอบปี แรงงานต่างชาติในไต้หวันพุ่งทะลุ 870,000 คน ขณะที่จำนวนแรงงานผิดกฎหมายลดลงเล็กน้อยต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ในภาพเป็นกลุ่มแรงงานเวียดนามถูกกฎหมาย       เมื่อพิจารณาในระดับกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่ากลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มีแรงงานเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 855 คน ตามมาด้วยกลุ่มคอมพิวเตอร์และผลิตภัณฑ์ออปติก 515 คน และกลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้ารวมถึงอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มละกว่า 250 คน ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ ส่วนใหญ่มีจำนวนแรงงานทรงตัวหรือปรับลดลงเล็กน้อย ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ความต้องการแรงงานในภาคการผลิตยังคงได้รับแรงหนุนหลักจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภาคก่อสร้าง: ภาคเอกชนขยายตัว แม้โครงการรัฐหดตัวลง       ในส่วนของภาคการก่อสร้าง มีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตา กล่าวคือ โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ภาครัฐมีจำนวนแรงงานลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 เหลือ 19,358 คน ในขณะที่โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ภาคเอกชนมีแรงงาน 4,890 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 3,737 คน และงานก่อสร้างทั่วไปมีแรงงาน 10,070 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1,679 คน ความต้องการแรงงานต่างชาติในไต้หวันยังคงขับเคลื่อนโดยสองแรงหลัก ได้แก่ ภาคเทคโนโลยีขั้นสูงและภาคสวัสดิการสังคม โดยเฉพาะผู้อนุบาลในครัวเรือน       แม้ตัวเลขแรงงานในโครงการก่อสร้างภาครัฐจะลดลง แต่งบประมาณก่อสร้างภาครัฐในปีนี้กลับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 16.1 การลดลงดังกล่าวจึงไม่ได้สะท้อนว่าความต้องการแรงงานลดลงแต่อย่างใด หากแต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบการนำเข้าแรงงานโดยหันมาใช้โควตาประเภทก่อสร้างทั่วไปแทน รวมถึงการโอนย้ายกำลังคนภายหลังสิ้นสุดโครงการ       สำหรับภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์ มียอดรวม 11,819 คน และคาดว่าจะทะลุ 12,000 คนในเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่แรงงานในกลุ่มรีไซเคิลขยะและทรัพยากรขยายตัวอย่างมั่นคงที่ 457 คน ความต้องการแรงงานต่างชาติในไต้หวันยังคงขับเคลื่อนโดยสองแรงหลัก ได้แก่ ภาคเทคโนโลยีขั้นสูงและภาคสวัสดิการสังคม จำแนกตามสัญชาติ อินโดนีเซียครองอันดับ 1 ไทยอยู่อันดับ 4       เมื่อจำแนกแรงงานมีใบอนุญาตจ้างงานยังมีผลใช้บังคับหรือแรงงานถูกกฎหมาย โดยหักลบแรงงานต่างชาติส่วนที่หลบหนีตามสัญชาติ พบว่าแรงงานอินโดนีเซียมีจำนวนมากที่สุดถึง 296,346 คน เพิ่มขึ้น 2,760 คน โดยส่วนใหญ่อยู่ในสายงานผู้อนุบาลในครัวเรือน รองลงมาคือแรงงานเวียดนาม 233,549 คน แรงงานฟิลิปปินส์ 171,991 คน เพิ่มขึ้น 1,739 คน ซึ่งส่วนใหญ่เข้าสู่กลุ่มอุตสาหกรรม ICT และแรงงานไทย 68,949 คน ตามลำดับ       ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า โครงสร้างความต้องการแรงงานต่างชาติในไต้หวันยังคงขับเคลื่อนโดยสองแรงหลัก ได้แก่ ภาคเทคโนโลยีขั้นสูงและภาคสวัสดิการสังคม โดยเฉพาะผู้อนุบาลในครัวเรือน ซึ่งทั้งสองภาคมีแนวโน้มจะมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของไต้หวันในระยะยาว 2. เดินเข้ากองไฟ! แรงงานไทยโดนปรับ 150,000 เหรียญ หลังดื่มสุราขี่จัก

  6. 12 Mar

    ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2569

    1. ตลาดโอนเงินแรงงานต่างชาติในไต้หวันโตพุ่ง! ยอดธุรกรรมปี 68 ทะลุ 1.29 แสนล้าน สถิติชี้โอนเฉลี่ยกว่า 1 หมื่นเหรียญต่อครั้ง       คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินไต้หวัน (FSC) เปิดเผยสถิติล่าสุดพบว่า มูลค่าการโอนเงินออกนอกประเทศของแรงงานต่างชาติผ่านแอปพลิเคชันในปี 2568 เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทะลุหลักแสนล้านเหรียญไต้หวัน สะท้อนให้เห็นว่า แรงงานต่างชาติที่หันมาใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลที่ถูกกฎหมายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แรงงานต่างชาติในไต้หวันหันมาใช้บริการโอนเงินผ่านช่องทางดิจิทัลที่ถูกกฎหมายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ภาพจาก ftvnews.com.tw)       FSC รายงานว่า ตลอดปี 2568 มูลค่าการโอนเงินออกต่างประเทศของแรงงานต่างชาติผ่านแอปพลิเคชันมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 129,111.36 ล้านเหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 53.36 ขณะที่จำนวนรายการธุรกรรมพุ่งทะลุ 12.35 ล้านรายการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 38.18 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ร้านค้าบริการแรงงานต่างชาติหลังสถานีรถไฟเถาหยวน (ภาพจาก chinatimes.com)       เจ้าหน้าที่ FSC ระบุว่า ปัจจัยหลักที่หนุนการเติบโตทั้งด้านมูลค่าและจำนวนธุรกรรม มาจากการที่ผู้ให้บริการเร่งขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับแรงงานต่างชาติมีความคุ้นเคยและเชื่อมั่นในการใช้บริการโอนเงินผ่านแอปที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการรายใหม่สนใจเข้ามาแข่งขันในตลาดนี้อย่างต่อเนื่อง สื่อประชาสัมพันธ์เตือนภัยการโอนเงินผ่านช่องทางผิดกฎหมายจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน       ปัจจุบัน FSC ให้ใบอนุญาตผู้ให้บริการโอนเงินรายย่อยผ่านแอปสำหรับแรงงานต่างชาติแล้ว 5 ราย ได้แก่ Qpay, Digital Idea, Thaimoney, May God และ Remitech Finance International โดยในจำนวนนี้มีเพียง Qpay และ Thaimoney ที่เปิดให้บริการแก่แรงงานไทยแล้ว ส่วน May God อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเพื่อให้บริการกลุ่มดังกล่าว ทั้งนี้ FSC ระบุว่ายังมีผู้ให้บริการอีกหลายรายที่อยู่ระหว่างยื่นขอใบอนุญาต เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่แรงงานต่างชาติมากยิ่งขึ้น สื่อประชาสัมพันธ์เตือนภัยการโอนเงินผ่านช่องทางผิดกฎหมายจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน       ข้อมูล ณ สิ้นปี 2568 มีผู้ใช้งานลงทะเบียนสะสมรวมทั้งสิ้น 998,188 ราย ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มจัดเก็บข้อมูล อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าจำนวนแรงงานต่างชาติที่พำนักอยู่จริงในไต้หวัน ซึ่งอยู่ที่ 866,275 คน ตามสถิติของกระทรวงมหาดไทย เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่าแรงงานหนึ่งคนอาจลงทะเบียนใช้งานมากกว่าหนึ่งแอปพลิเคชัน คล้ายกับการถือบัตรเครดิตหลายใบในเวลาเดียวกัน สื่อประชาสัมพันธ์เตือนภัยการโอนเงินผ่านช่องทางผิดกฎหมายจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน       เมื่อคำนวณจากยอดรวม พบว่าในปี 2568 แรงงานต่างชาติมียอดโอนเงินเฉลี่ย 10,447 เหรียญไต้หวันต่อครั้ง เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่อยู่ที่ 9,413 เหรียญไต้หวัน คิดเป็นการขยายตัวร้อยละ 11 นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า แนวโน้มสังคมสูงวัยและการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมของไต้หวันจะผลักดันให้จำนวนแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้นในอนาคต และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ตลาดโอนเงินกลุ่มนี้ขยายตัวต่อเนื่อง สื่อประชาสัมพันธ์เตือนภัยการโอนเงินผ่านช่องทางผิดกฎหมายจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน       สำหรับเงื่อนไขการใช้บริการ การโอนเงินผ่านแอปดังกล่าวเป็นการโอนทางเดียวจากไต้หวันไปยังประเทศปลายทางเท่านั้น และมีการกำหนดวงเงินเพื่อรักษาวินัยทางการเงินและป้องกันความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน โดยจำกัดไว้ที่ไม่เกิน 30,000 เหรียญไต้หวันต่อรายการ ไม่เกิน 50,000 เหรียญต่อเดือน และไม่เกิน 500,000 เหรียญต่อปีรวมทุกแอปพลิเคชัน หากต้องการโอนเกินวงเงินรายเดือน แรงงานสามารถใช้บริการของผู้ให้บริการหลายรายร่วมกันได้ แต่ยอดรวมทั้งปียังคงต้องไม่เกินเพดานที่กำหนด สื่อประชาสัมพันธ์เตือนภัยการโอนเงินผ่านช่องทางผิดกฎหมายจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน       ทั้งนี้ วงเงินข้างต้นใช้บังคับเฉพาะการโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันของบริษัทรับโอนเงินรายย่อยสำหรับแรงงานต่างชาติเท่านั้น ไม่ครอบคลุมการโอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารซึ่งสามารถทำได้โดยไม่นับรวมยอดดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากยอดโอนผ่านเคาน์เตอร์สูงกว่ารายได้ปกติ ธนาคารจะขอหลักฐานแหล่งที่มาของเงิน เช่น เงินชดเชยจากกองทุนประกันแรงงาน โบนัสจากนายจ้าง

  7. 5 Mar

    ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2569

    1. สหภาพแรงงาน TaiDoc Technology บุกยื่นหนังสือประท้วงที่ว่าการนิวไทเป จี้รัฐสั่งระงับโควตาแรงงานต่างชาติ แฉปล่อย บจง. เก็บค่าหัวคิวและค่าต่อสัญญาสูงเกินจริง         เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สหภาพแรงงานบริษัท TaiDoc Technology Corporation ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์รายใหญ่ของไต้หวัน เดินหน้าชุมนุมหน้าที่ว่าการนครนิวไทเป เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนเรียกร้องให้รัฐบาลนครนิวไทเปดำเนินการตามกฎหมาย ประกอบด้วยการสั่งระงับโควตานำเข้าแรงงานต่างชาติของบริษัท คืนตำแหน่งให้ผู้บริหารสหภาพที่ถูกเลิกจ้างกว่า 30 คนพร้อมจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย เรียกคืนเงินที่ฝ่ายนายจ้างปล่อยบริษัทจัดหางานเรียกเก็บโดยมิชอบ ตลอดจนหยุดกดดันสหภาพและยุติการตั้งกลุ่มตัวแทนฝ่ายนายจ้างเพื่อแทรกแซงองค์กรแรงงาน ทั้งนี้ กองแรงงานนครนิวไทเปได้ส่งเจ้าหน้าที่รับหนังสือและให้คำมั่นว่าจะปกป้องสิทธิแรงงานตามกฎหมายอย่างเต็มที่ สหภาพแรงงานบริษัท TaiDoc Technology Corporation ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์รายใหญ่ของไต้หวัน ยื่นหนังสือประท้วงหน้าที่ว่าการนิวไทเป จี้รัฐสั่งระงับโควตาแรงงานต่างชาติ แฉปล่อย บจง. เก็บค่าต่อสัญญาสูงเกินจริง (ภาพจาก news.nextapple.com)         สหภาพแรงงานเปิดเผยว่า TaiDoc Technology ทำกำไรมหาศาลในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 จากการจำหน่ายเครื่องวัดออกซิเจนในเลือดและชุดตรวจ ATK แต่กลับนำเข้าแรงงานต่างชาติเพื่อลดต้นทุนการผลิต และปล่อยให้บริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าหัวคิวสูงเกินจริง พร้อมใช้มาตรการบริหารจัดการแรงงานต่างชาติอย่างไม่เป็นธรรมมาโดยตลอด         สหภาพแรงงานซึ่งก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อราวครึ่งปีก่อน มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขข้อกำหนดการบริหารหอพักที่ไร้มนุษยธรรม ยกเลิกเงื่อนไขที่เลือกปฏิบัติต่อแรงงานหญิงตั้งครรภ์ และผลักดันการคุ้มครองสิทธิแรงงานให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยที่ผ่านมาได้เดินทางไปประท้วงที่กระทรวงแรงงานแล้วถึงสี่ครั้ง และผ่านกระบวนการไกล่เกลี่ยรวมถึงคำวินิจฉัยด้านการกระทำอันไม่เป็นธรรมทางแรงงานหลายครั้ง จนบริษัทต้องแก้ไขข้อกำหนดบางประการ รวมถึงเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับกรณีการตั้งครรภ์ สหภาพแรงงานบริษัท TaiDoc Technology Corporation ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์รายใหญ่ของไต้หวัน ยื่นหนังสือประท้วงหน้าที่ว่าการนิวไทเป จี้รัฐสั่งระงับโควตาแรงงานต่างชาติ แฉปล่อย บจง. เก็บค่าต่อสัญญาสูงเกินจริง (ภาพจาก news.nextapple.com)         อย่างไรก็ตาม สหภาพระบุว่าฝ่ายนายจ้างกลับทวีความแข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงเลิกจ้างแกนนำสหภาพกว่า 30 คน รวมแรงงานต่างชาติ 7 คนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังชี้นำพนักงานคนอื่นให้แทรกซึมเข้ามาในสหภาพ เปิดเพจสหภาพปลอมเพื่อสร้างความสับสน และพยายามบ่อนทำลายความเป็นอิสระขององค์กรแรงงาน อันถือเป็นการละเมิดกฎหมายสหภาพแรงงานและข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลอย่างชัดเจน         นอกจากนี้ สหภาพยังกล่าวหาว่าฝ่ายบริหารพยายามสร้างความแตกแยกและยุยงให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างแรงงานไต้หวันกับแรงงานต่างชาติ โดยใช้แรงงานต่างชาติกดค่าแรงคนท้องถิ่น และในขณะเดียวกันก็ใช้แรงงานท้องถิ่นเป็นเครื่องมือกดขี่แรงงานต่างชาติ ทั้งที่สหภาพยืนยันชัดเจนว่าพร้อมเปิดรับสมาชิกทุกสัญชาติโดยไม่แบ่งแยก สหภาพแรงงานบริษัท TaiDoc Technology Corporation ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์รายใหญ่ของไต้หวัน ยื่นหนังสือประท้วงหน้าที่ว่าการนิวไทเป จี้รัฐสั่งระงับโควตาแรงงานต่างชาติ แฉปล่อย บจง. เก็บค่าต่อสัญญาสูงเกินจริง (ภาพจาก news.nextapple.com)         เซียวฮุ่ยหมิ่น หัวหน้าฝ่ายแรงงานสัมพันธ์ กองแรงงานนครนิวไทเป กล่าวขณะรับหนังสือว่า การที่บริษัทเลิกจ้างแกนนำสหภาพทั้งหมดในระหว่างกระบวนการวินิจฉัยการกระทำที่ไม่เป็นธรรมด้านแรงงาน มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นการกระทำผิดกฎหมาย หากตรวจสอบพบว่าเป็นความจริงจะดำเนินการลงโทษอย่างหนัก พร้อมจัดสรรเงินสนับสนุนการดำเนินคดีเพื่อช่วยเหลือแกนนำสหภาพด้วย ส่วนประเด็นการระงับโควตาแรงงานต่างชาตินั้น แม้จะเป็นอำนาจของกระทรวงแรงงาน แต่กองแรงงานนิวไทเปประกาศชัดว่า หาก TaiDoc Technology ยื่นคำขอนำเข้าแรงงานต่างชาติเพิ่มเติม จะไม่ออกหนังสือรับรองการไม่ละเมิดกฎหมายแรงงานให้ เพื่อแสดงจุดยืนในการปกป้องสิทธิแรงงาน         ด้านบริษัท TaiDoc Technology ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า บริษ

  8. 26 Feb

    ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569

    1. เป็นไปได้ไหม? กระทรวงแรงงานไต้หวันประกาศปฏิรูปใหญ่ ตั้งเป้า 3 ปี ยกเลิกค่าหัวคิวแรงงานต่างชาติ       กระทรวงแรงงานไต้หวันเดินหน้าปฏิรูปสิทธิแรงงานครั้งใหญ่ ต่อเนื่องจากการลงนามข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไต้หวันกับสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมุ่งเป้าขจัดภาระหนี้สินของแรงงานต่างชาติ ผ่านนโยบายค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวเป็นศูนย์ พร้อมห้ามนายจ้างยึดเอกสารประจำตัว และยกระดับเสรีภาพในการจัดตั้งสหภาพแรงงานหรือสิทธิการรวมกลุ่มของแรงงานให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล พิธีลงนามข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไต้หวันกับสหรัฐอเมริกา (ภาพจาก knews.com.tw)       นายหงเซินฮั่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานไต้หวันจัดแถลงข่าว ชี้แจงมาตรการดำเนินงานระยะต่อไปภายหลังการลงนามข้อตกลงดังกล่าวว่า ภาระหนี้สินที่เกิดจากการเรียกเก็บค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวในอัตราที่สูงเกินควรของบริษัทจัดหางาน คือต้นตอสำคัญที่ทำให้แรงงานต่างชาติหลบหนีออกนอกระบบกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย และสร้างความไม่มั่นคงต่อตลาดแรงงานในภาพรวม กระทรวงจึงกำหนดให้ "การขจัดหนี้สินแรงงานต่างชาติ" เป็นวาระเร่งด่วนของการปฏิรูปครั้งนี้ โดยจะประกาศแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ นายหงเซินฮั่น (คนที่ 2 จากซ้าย) รมว. แรงงานไต้หวันจัดแถลงข่าวระบุว่า ภาระหนี้สินที่เกิดจากการเรียกเก็บค่าบริการจัดหางานในอัตราที่สูงเกินควร คือต้นตอสำคัญที่ทำให้แรงงานต่างชาติหลบหนี (ภาพจาก knews.com.tw)       สาระสำคัญของมาตรา 3.9 ในข้อตกลงดังกล่าว ระบุห้ามใช้แรงงานบังคับโดยเด็ดขาด พร้อมปรับมาตรฐานให้สอดคล้องกับหลักสากล และกำหนดเส้นตาย 3 ปี ให้ไต้หวันยกเลิกการเรียกเก็บค่าหัวคิวจากแรงงานต่างชาติ ห้ามนายจ้างหรือบริษัทจัดหางานยึดหนังสือเดินทางหรือเอกสารแสดงตัวตนของแรงงาน เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเรือประมงนอกชายฝั่ง ตลอดจนผลักดันนโยบาย "0 ค่าบริการจัดหางาน" ให้บรรลุผลภายในกำหนดเวลาดังกล่าว รวมทั้งแก้ไขกฎหมายเพื่อลดเกณฑ์การจัดตั้งสหภาพแรงงานในโรงงานด้วย นายหงเซินฮั่น (คนที่ 2 จากซ้าย) รมว. แรงงานไต้หวันจัดแถลงข่าวระบุว่า ภาระหนี้สินที่เกิดจากการเรียกเก็บค่าบริการจัดหางานในอัตราที่สูงเกินควร คือต้นตอสำคัญที่ทำให้แรงงานต่างชาติหลบหนี (ภาพจาก knews.com.tw)       สำหรับแนวทางแก้ปัญหาหนี้สินของแรงงานต่างชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเสนอกลไกหลัก 3 แนวทางที่จะดำเนินการควบคู่กัน ได้แก่ หนึ่ง ให้นายจ้างเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดหางานทั้งหมดแทนแรงงานต่างชาติ สอง ใช้ระบบจัดส่งโดยรัฐหรือการจ้างตรงแบบรัฐต่อรัฐ และสาม ให้นายจ้างดำเนินการรับสมัครและว่าจ้างเองโดยตรง โดยไม่ผ่านบริษัทจัดหางาน ทั้งนี้ ในระยะ 3 ปีแรก จะใช้แนวทางให้คำปรึกษาและส่งเสริมความเข้าใจเป็นหลัก เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมได้ปรับตัวก่อนการบังคับใช้เต็มรูปแบบ กลุ่ม NGO และแรงงานต่างชาติชุมนุมประท้วง บจง. เรียกเก็บค่าหัวคิวและต่อสัญญาในอัตราสูง เรียกร้องให้ยกเลิกระบบการจัดส่งโดยบริษัทจัดหางาน (eventsinfocus.org)       รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเน้นย้ำว่า ประชาคมโลกให้ความสนใจประเด็น "แรงงานขัดหนี้" หรือการบังคับใช้แรงงานแทนการชำระหนี้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากแรงงานต่างชาติไม่ต้องแบกรับภาระหนี้ก้อนโตตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน อัตราการหลบหนีออกนอกระบบจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ กระทรวงแรงงานจะประกาศ "แนวทางปฏิบัติสำหรับการป้องกันการบังคับใช้แรงงานในสถานประกอบการ" พร้อมเสนอร่างกฎหมายห้ามยึดเอกสารสำคัญของแรงงานเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติ และจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับกระทรวงเศรษฐการ เพื่อให้คำแนะนำแก่ภาคอุตสาหกรรมและสร้างความเข้าใจเรื่องแรงงานบังคับอย่างเป็นระบบ แรงงานเวียดนามชูป้ายแสดงรายการค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน ซึ่งสูง 5,000-7,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน เรียกร้องให้ยกเลิกระบบการจัดส่งโดยบริษัทจัดหางาน (eventsinfocus.org)       นอกเหนือจากสิทธิแรงงานต่างชาติ ข้อตกลงฉบับนี้ยังครอบคลุมการปรับลดเกณฑ์การจัดตั้งสหภาพแรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงภา

About

แรงงานและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่