ปลดล็อกกับหมอเวช

นายแพทย์ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล

Facebook LIVE เพจหมอประเวช ตันติพิวัฒนสกุล

  1. 5d ago

    EP. 447 ทำความเข้าใจเรื่องพลังงานและพลังชีวิต

    ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2569 เวลาหนึ่งทุ่มสนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเองดูรายละเอียดที่ www.morprawate.comสนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoomสอบถามที่ LINE @morprawate หมอประเวชได้อธิบายถึงความสำคัญของ “พลังงานและพลังชีวิต” (Energy and Life Force) ที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพจิตและสภาวะอารมณ์ของมนุษย์ โดยชี้ให้เห็นว่าภาวะซึมเศร้า อาการหมดไฟ (Burnout) หรือความรู้สึกหมดสภาพ ล้วนเกิดจากการสูญเสียสมดุลของพลังงานใน 3 มิติหลัก ได้แก่ มิติทางร่างกาย (ชีวภาพ) มิติทางจิตใจ (ความคิดและการจัดการอารมณ์) และมิติทางความสงบภายใน (จิตวิญญาณ) คลิปนี้มุ่งเน้นการอธิบายกลไกสมองที่เชื่อมโยงกับบาดแผลในใจ เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจและสามารถฟื้นฟูพลังงานชีวิตได้อย่างยั่งยืนด้วยความเมตตาต่อตนเอง ทฤษฎีและกลไกทางจิตวิทยา (Psychological Concepts) กลไกสู้ หนี และยอมจำนน (Fight, Flight, Freeze Response): สมองและระบบประสาทของมนุษย์จะคอยประเมินความปลอดภัยอยู่เสมอ หากเจอภัยคุกคามที่รู้สึกว่า “สู้ก็ไม่ได้ หนีก็ไม่ได้” (เช่น เด็กเล็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย) สมองจะเข้าสู่โหมด “ปิดสวิตช์ (Freeze)” เพื่อประหยัดพลังงานเอาชีวิตรอด ซึ่งหากเกิดขึ้นซ้ำๆ จะกลายเป็นรากฐานของอาการซึมเศร้า ซึมเหม่อ และภาวะหมดไฟในยามเป็นผู้ใหญ่ ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของชีวิต: การทำงานของอวัยวะและเซลล์เปรียบเสมือน “ฮาร์ดแวร์” ในขณะที่กลไกทางจิตวิทยา เช่น วิธีคิด การรับรู้อารมณ์ และการจัดการความสัมพันธ์ เปรียบเสมือน “ซอฟต์แวร์” หากเรามีกระบวนการคิดวนเวียน เก็บกดอารมณ์ หรือมีความขัดแย้งเรื้อรัง ซอฟต์แวร์นี้จะสูบพลังงานชีวิตไปอย่างมหาศาล บาดแผลทางใจข้ามรุ่น (Transgenerational Trauma & Epigenetics): ประสบการณ์เลวร้ายหรือนิสัยการตอบสนองต่อความเครียด สามารถส่งต่อจากบรรพบุรุษผ่านทางยีนและสภาพแวดล้อมได้ แต่มนุษย์สามารถ “ตัดวงจร” นี้ได้ผ่านการตระหนักรู้และเยียวยาจิตใจในรุ่นของตนเอง ความสัมพันธ์และสรีรวิทยา (Interpersonal Neurobiology): ความรักและความรู้สึกปลอดภัยจะสร้างพลังงานบวกและกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนที่เอื้อต่อการฟื้นฟูร่างกาย ในทางกลับกัน ความขัดแย้งและความโดดเดี่ยวจะกระตุ้นระบบความเครียด ซึ่งส่งผลเสียลึกไปจนถึงระดับเซลล์และอวัยวะภายใน แนวทางการรับมือและการปรับใช้ (Coping Strategies & Actionable Insights) อัปเกรดทักษะทางใจ (Software Upgrade / Cognitive Restructuring): ฝึกรับรู้และยอมรับอารมณ์ของตนเองตามความเป็นจริง ไม่ใช้วิธี “วิ่งหนี” ความเจ็บปวดไปวันๆ เมื่อเผชิญความผิดหวัง ให้เปลี่ยนเสียงตำหนิตัวเองเป็นการ “ถอดบทเรียน” ว่าเราได้เรียนรู้อะไร เพื่อเปลี่ยนบาดแผลให้เป็นพลังในการเติบโต บริหารความสัมพันธ์และขอบเขต (Boundary Setting): จัดการความสัมพันธ์รอบตัวให้อยู่ในจุดที่สมดุล รู้จักลากเส้นแบ่งขอบเขตเพื่อปกป้องพลังงานของตนเอง ไม่นำความทุกข์ของผู้อื่นมาแบกรับไว้ทั้งหมด ชาร์จพลังงานระดับจิตวิญญาณ (Spiritual & Mindful Practices): จัดสรรเวลาในชีวิตให้ได้อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับความนิ่งสงบ หรือฝึกฝนศาสตร์ที่เชื่อมโยงกายและจิต เช่น สมาธิ ชี่กง หรือโยคะ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ระบบประสาทที่เคยชินกับโหมดระแวงภัยได้รับการผ่อนคลาย ช่วยให้จิตใจประณีตและปล่อยวางปัญหาได้ดีขึ้น

    1h 25m
  2. Jun 8

    EP.446 ฝึกตนในห้องมืด

    ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2569 เวลาหนึ่งทุ่มสนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเองดูรายละเอียดที่ www.morprawate.comสนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoomสอบถามที่ LINE @morprawate คลิปนี้พูดถึงประสบการณ์และกลไกทางจิตวิทยาของการทำ Dark Retreat (การฝึกตนในห้องมืดสนิท) ซึ่งเป็นการตัดขาดสิ่งเร้าภายนอก (Sensory Deprivation) โดยเฉพาะการมองเห็น ซึ่งโดยปกติสมองจะใช้พื้นที่กว่าครึ่งในการประมวลผลภาพ เมื่อการรับรู้ส่วนนี้ถูกปิดลง จะเกิดปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่สำคัญดังนี้: การสร้างภาพจำลองและกลไกของสมอง: สมองที่คุ้นชินกับการรับข้อมูลตลอดเวลาจะพยายามดึง “ความทรงจำเก่า” มาผสมผสานเพื่อสร้างภาพจำลองของสภาพแวดล้อมขึ้นมาเอง ซึ่งภาพเหล่านี้มักไม่ตรงกับความเป็นจริง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตประจำวันว่า การรับรู้ของเรามักถูกเจือปนด้วยอคติและข้อสรุปจากอดีตเสมอ เราจึงไม่ควรด่วนเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นหรือจิตคิด แต่ต้องหมั่นตรวจสอบความเป็นจริง การเพิ่มประสิทธิภาพของประสาทสัมผัสอื่น (Sensory Compensation): เมื่อตาทำงานไม่ได้ สัมผัสอื่นๆ ทั้งการได้ยิน การรับรส ดมกลิ่น รวมถึงการรับรู้ความรู้สึกจากร่างกาย (Somatic Awareness) จะตื่นตัวและแจ่มชัดขึ้นมาก ทำให้เป็นสภาวะที่เหมาะแก่การฝึกเจริญสติและการรู้เท่าทันร่างกาย การผุดพรายของปมค้างใจ (Surfacing of the Unconscious): เมื่อไม่มีสิ่งเร้าภายนอกให้หลีกหนี จิตใต้สำนึกจะดันเอาความทรงจำเก่าๆ โดยเฉพาะความรู้สึกและบาดแผลจากวัยเด็กขึ้นมาสู่ระดับจิตสำนึก หากผู้ฝึกมีทักษะในการจัดการ จะเป็นโอกาสทองในการเยียวยา (Healing) แต่หากไม่มีทักษะ อาจทำให้เกิดความตื่นตระหนกหรือภาวะทางอารมณ์ท่วมท้นได้ Spiritual Stress Test: การอยู่ในห้องมืดเปรียบเสมือนการทดสอบความแข็งแกร่งของจิตใจ (เหมือนการเดินสายพานตรวจคลื่นหัวใจ) ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงสูงและห้ามทำในผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการหูแว่ว ภาพหลอน ไบโพลาร์ ซึมเศร้ารุนแรง หรือผู้ที่มีความเครียดสะสม โดยจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญ (Supervisor) คอยดูแลอย่างใกล้ชิด

    52 min
  3. May 25

    EP.445 พุทธวิธีเยียวยาบาดแผลใจ

    ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2569 เวลาหนึ่งทุ่มสนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเองดูรายละเอียดที่ www.morprawate.comสนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoomสอบถามที่ LINE @morprawate คลิปนี้เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ระหว่าง กระบวนการบำบัดทางจิตวิทยาตะวันตก กับ หลักการเจริญสติทางพุทธศาสนา โดยหยิบยกแนวคิดจากหนังสือ Reconciliation: Healing the Inner Child ของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ มาเป็นแกนหลักในการอธิบายกระบวนการเยียวยาจิตใจ โดยมีประเด็นสำคัญทางจิตวิทยา ดังนี้: การเชื่อมโยงกับ “เด็กน้อยภายใน” (Healing the Inner Child): เมื่อคนเราเผชิญเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจในวัยเด็ก จิตใต้สำนึกมักสร้างกลไกป้องกันตัวเอง (Defense Mechanism) ขึ้นมาโดยการปิดกั้น ละเลย หรือปฏิเสธความเจ็บปวดเหล่านั้น กระบวนการเยียวยาที่แท้จริงคือการกลับไปตระหนักรู้และเชื่อมโยง (Reconciliation) กับเด็กน้อยในตัวเราอีกครั้ง “สติ” ในฐานะรากฐานของการบำบัด: การฝึกสติเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถเฝ้ามองความเจ็บปวดและบาดแผลทางใจได้โดยไม่ถูกครอบงำ ซึ่งการนำหลักปฏิบัตินี้มาใช้ต้องทำอย่างถูกวิธี เนื่องจากผู้ที่มีบาดแผลทางใจบางรายอาจพบว่าการปฏิบัติธรรมทำให้สภาวะจิตใจรับมือได้ยากขึ้นหากไม่มีกระบวนการรองรับที่เหมาะสม การแสดงออกของบาดแผลทางใจในวัยผู้ใหญ่ (Trauma Responses): บาดแผลจากวัยเด็กที่ฝังรากลึกและไม่ได้รับการเยียวยา มักแสดงออกผ่านอาการทางกายและพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น• พฤติกรรมระบายความเครียดโดยไม่รู้ตัว: เช่น การกัดเล็บ ดึงผม หรือกัดปกเสื้อ• ปัญหาการนอนหลับเรื้อรัง: การนอนไม่หลับที่แก้ไม่หาย มักเกิดจากระบบประสาทอัตโนมัติ (Nervous System) ถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวตลอดเวลาจากภาวะ Trauma• ปัญหาความสัมพันธ์: เช่น การมีปัญหากับหัวหน้างานหรือผู้มีอำนาจ ซึ่งมักมีรากฐานมาจากการส่งผ่าน (Transference) ปมความสัมพันธ์ที่เคยมีกับพ่อแม่ในวัยเด็ก

    1h 21m
  4. May 18

    EP.444 เยียวยาตัวเองเมื่อสงสัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า

    ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom สอบถามที่ LINE @morprawate วิดีโอนี้เป็นการบรรยายโดยนายแพทย์ประเวช จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่มาให้แนวทางการประเมินและเยียวยาตัวเองเมื่อสงสัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า โดยชี้ให้เห็นว่าโรคซึมเศร้าไม่ได้เกิดจากสารเคมีในสมองผิดปกติเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปัจจัยเชื่อมโยง 5 กลุ่มใหญ่ ทั้งวิถีชีวิต ความคิด และปมในอดีต ซึ่งเราสามารถเริ่มลงมือปรับปรุงเพื่อฟื้นฟูระบบชีวภาพและจิตใจของตัวเองได้ทันทีโดยไม่ต้องรอพึ่งพาเฉพาะยารักษาโรคอย่างเดียว ประเด็นสำคัญ เริ่มดูแลตัวเองได้ทันทีเมื่อสงสัย: ไม่จำเป็นต้องรอการยืนยันวินิจฉัยจากจิตแพทย์อย่างเป็นทางการ หากเริ่มสังเกตเห็นอารมณ์ดิ่ง ท้อ หรือเบื่อ ก็สามารถหันกลับมาสำรวจชีวิตและแก้ไขปัจจัยเสี่ยงได้เลย วิถีชีวิตคือฐานระบบชีวภาพ: การกิน การนอน การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และสายสัมพันธ์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระบวนการทำงานของสมองและการอักเสบในร่างกาย ระบบความคิดแบบลบ 3 ด้าน: การมองตัวเองในแง่ลบ มองโลกในแง่ลบ และมองอนาคตในแง่ลบ เป็นชุดความคิดหลักที่เร่งความเสี่ยงและหล่อเลี้ยงอาการซึมเศร้าให้รุนแรงขึ้น ระวังพฤติกรรมการแยกตัวและการคิดวน: อาการเก็บตัว หลบหน้า ละทิ้งหน้าที่ หรือพฤติกรรมการคิดวนซ้ำ จะย้อนกลับมาทำร้ายพลังงานชีวิตและกระตุ้นวงจรความเศร้าให้ดิ่งลงไปอีก บาดแผลทางใจในวัยเด็กคือต้นตอหลัก: ประสบการณ์เลวร้ายหรือปมค้างใจในอดีตส่งผลลึกถึงโครงสร้างสมองส่วนลึก ทำให้การกินยาหรือการพูดคุยทั่วไปอาจได้ผลจำกัด โรคทางกายและยากระตุ้นโรคซึมเศร้าได้: ยาสเตียรอยด์ ยาคุม หรือโรคประจำตัว เช่น ไทรอยด์ต่ำ เบาหวาน (ที่ทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินและน้ำตาลสูง) และภาวะหลังติดเชื้อไวรัส ล้วนส่งผลให้สมองเกิดการอักเสบและเกิดอาการซึมเศร้าตามมา สารเคมีในสมองไม่ใช่สาเหตุเดียว: ในปัจจุบัน ยุคความรู้ใหม่ชี้ชัดว่าอาการซึมเศร้าสัมพันธ์กับการอักเสบของสมองและปัจจัยเชิงระบบที่ซับซ้อน ไม่ควรด่วนสรุปว่าเกิดจากสารเคมีผิดปกติจนคิดว่าตนเองทำอะไรไม่ได้ ข้อมูลเชิงลึกนายแพทย์ประเวชอธิบายโครงสร้างปัจจัยที่นำไปสู่โรคซึมเศร้า และความเชื่อมโยงของระบบจิตใจกับชีวภาพไว้อย่างลึกซึ้ง: ปัจจัยด้านวิถีชีวิต 5 ประการ:• การกิน: แนะนำการทานผัก ผลไม้ ถั่ว ธัญพืชหลากชนิด (เป้าหมาย 30 ชนิดต่อสัปดาห์) และอาหารหมัก เช่น โยเกิร์ตสูตรไม่มีน้ำตาล เพื่อลดการอักเสบในร่างกาย และให้ลดละอาหารที่ผ่านกระบวนการสูง (เช่น ขนมถุง อาหารแช่แข็ง) และของหวาน• การนอน: ส่งผลโดยตรงต่อการควบคุมอารมณ์ และเป็นช่วงเวลาที่สมองใช้เคลียร์ทำความสะอาดตัวเอง• การออกกำลังกาย: แนะนำระดับปานกลางให้ได้ 150 นาทีต่อสัปดาห์ขึ้นไป และชี้ว่า “การนั่งนาน” เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อทั้งสุขภาพกาย สมอง และปัญหารมณ์• ความเครียดและการคิดวนซ้ำ: การคิดวนเป็นตัวดูดกินพลังงานสมองอย่างมหาศาล• สายสัมพันธ์: ความเหงา โดดเดี่ยว หรือรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม เป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นๆ ระบบความคิดแบบสามด้านและวงจรพฤติกรรม:• การแปลความหมายของเหตุการณ์ในชีวิตส่งผลต่อจิตใจอย่างมาก เช่น หากอกหักแล้วคิดว่า “ฉันไม่ดีพอ” จะเสี่ยงซึมเศร้าสูง แต่หากมองว่า “เราสองคนไม่มีวาสนาต่อกัน” ความเสี่ยงจะลดลงเพราะยอมรับความจริง• นิสัยมองตัวเองลบ มองโลกลบ มองอนาคตลบ มักส่งผลให้พฤติกรรมแสดงออกเปลี่ยนไป เช่น แยกตัว หยุดกิจกรรมที่เคยชอบ ส่งผลลบย้อนกลับมากลายเป็นวงจรปิดกั้นตัวเอง บาดแผลในวัยเด็กและกลไกเหนือพันธุกรรม:• ปมค้างใจในวัยเด็ก เช่น พ่อแม่หย่าร้าง ถูกทำร้าย หรือละเลย ส่งผลลึกถึงโครงสร้างสมองส่วนลึก ทำให้ผู้ป่วยบางรายรักษาด้วยวิธีมาตรฐานแล้วไม่หาย พันธุกรรมมีส่วน 20-40% แต่สามารถคลายล็อคได้ด้วยวิทยาศาสตร์ “กลไกเหนือพันธุกรรม” ผ่านการปรับวิถีชีวิตและการเยียวยาปมในอดีต แนวทางการนำไปปฏิบัติ ปรับฐานระบบชีวภาพทันที: กินอาหารที่มีประโยชน์ (เน้นผัก ถั่ว อาหารหมัก) นอนเป็นเวลา ออกกำลังกายเป็นประจำ และเลิกนิสัยนั่งแช่อยู่กับที่นานๆ ฝึกทักษะการพักความคิด: เมื่อรู้ตัวว่าเริ่

    1h 20m
  5. May 11

    EP. 443 หมดแรง หมดไฟ หรือซึมเศร้า?

    ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom สอบถามที่ LINE @morprawate วิดีโอนี้จากช่อง “ปลดล็อกกับหมอเวช” อธิบายถึงความแตกต่างระหว่าง 3 สภาวะที่คนวัยทำงานมักพบเจอ คือ อาการหมดแรง หมดไฟ และโรคซึมเศร้า พร้อมแนวทางการจัดการตัวเองดังนี้ครับสรุปเนื้อหาสำคัญ อาการหมดแรง (Exhaustion): เป็นสภาวะชั่วคราวที่พลังงานลดลง มักเกิดจากการบริหารพลังงานชีวิตไม่ดี เช่น อดนอนเรื้อรัง ความเครียดสะสม หรือปัญหาสุขภาพ หากปรับเปลี่ยนกิจวัตร เช่น นอนให้พอและออกกำลังกาย อาการจะดีขึ้นเองได้ ภาวะหมดไฟ (Burnout): มีลักษณะเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ ระบบงาน และความเครียดเรื้อรังในที่ทำงาน โดยมีอาการสำคัญ 3 ประการ คือ :1. รู้สึกหมดพลังงานล้าทางอารมณ์2. มีทัศนคติเชิงลบต่อที่ทำงาน เพื่อนร่วมงาน หรือดื้อเงียบ 3. ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง แม้จะมีความสามารถก็ตาม โรคซึมเศร้า (Depression): เป็นภาวะทางจิตเวชที่รุนแรงกว่า มีอาการเศร้ามากและยาวนานเกิน 2 สัปดาห์ จนกระทบการใช้ชีวิต เกิดจากหลายปัจจัยผสมกัน เช่น กรรมพันธุ์ ประสบการณ์วัยเด็ก หรือนิสัยส่วนตัว (เช่น ความเป็น Perfectionist) วิธีแยกแยะเบื้องต้นคนที่มีภาวะ “หมดไฟ” มักจะรู้สึกสดชื่นและมีความสุขขึ้นเมื่ออยู่นอกบริบทงาน (เช่น วันหยุด) แต่จะรู้สึกแย่เมื่อต้องกลับไปทำงานในเช้าวันจันทร์ ส่วนคนที่เป็น “โรคซึมเศร้า” มักจะมีความเศร้าครอบคลุมในหลายสถานการณ์ ไม่ใช่แค่เรื่องงานอย่างเดียว แนวทางการจัดการหมอเวชเน้นย้ำเรื่อง “การบริหารพลังงาน” เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับทุกสภาวะ โดยให้เริ่มจาก 3 หัวใจหลัก: กิน นอน และออกกำลังกาย สำหรับคนที่มีภาวะหมดไฟ ควรเรียนรู้ทักษะการจัดการปัญหาในที่ทำงานและมองหาที่ปรึกษาหรือเพื่อนที่ไว้ใจได้เพื่อหาทางออกในเชิงระบบ

    1h 15m
  6. May 4

    EP. 442 เมื่อเปิดรับความตาย เราค้นเจอความกล้า

    ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom สอบถามที่ LINE @morprawate สรุปเนื้อหาจากวิดีโอ YouTube หัวข้อ “เมื่อเปิดรับความตาย เราค้นเจอความกล้า” โดย นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนกุล (หมอเวช) มีรายละเอียดดังนี้ครับ:สรุปเนื้อหาสำคัญวิดีโอนี้ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับการใช้ความตายเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในชีวิต โดยหมอเวชได้แบ่งปันประสบการณ์จากการสูญเสียคุณพ่อของท่าน ซึ่งส่งผลกระทบและสร้างความตระหนักให้กับคนรอบข้างใน 2 กรณีหลัก: การกล้าที่จะเยียวยาความสัมพันธ์: * มีลูกศิษย์ที่ตัดสินใจเลิกผัดวันประกันพรุ่ง และนำจดหมายที่เขียนถึงแม่ (ตามหลักสูตรการเตรียมตัวตาย) ไปอ่านให้แม่ฟังเพื่อปรับความเข้าใจและเคลียร์ความรู้สึกที่ค้างคาใจมานาน การกล้าเผชิญหน้ากับปมในอดีต: * ตัวอย่างเคสที่รับรู้ข่าวการตายแล้วเกิดอารมณ์รุนแรง เพราะตระหนักว่าเวลาของพ่อแม่ตนเองเหลือไม่มาก หมอเวชได้ใช้เทคนิค Brainspotting และการทำงานกับร่างกายเพื่อพาเขากลับไปสำรวจความทรงจำที่เจ็บปวดในวัยเด็ก เพื่อให้เขาสามารถกลับไปดูแลพ่อแม่ได้อย่างสนิทใจโดยไม่มีกำแพงความโกรธขวางกั้น ข้อคิดหลัก: ความตายคือตัวโฟกัสชีวิต: เมื่อเราเปิดรับความจริงว่าชีวิตไม่แน่นอน เราจะรู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญ และกล้าที่จะทำสิ่งนั้นทันทีโดยไม่รอให้สายเกินไป ความกล้าไม่ได้แปลว่าไม่กลัว: แต่หมายถึงการกลัวที่จะไม่ได้ทำสิ่งที่ควรทำ มากกว่ากลัวความเจ็บปวดจากการเผชิญหน้า การเตรียมตัวตายคือการเตรียมตัวอยู่: การจัดการทรัพย์สิน พินัยกรรม และการเยียวยาจิตใจให้สงบ เป็นภารกิจที่ควรทำตั้งแต่วันที่ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน

    1h 10m
  7. Apr 27

    EP.441 บริหารพลังชีวิตในโลกที่สับสนวุ่นวาย

    ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom สอบถามที่ LINE @morprawate วิดีโอจาก YouTube หัวข้อ “EP.441 บริหารพลังชีวิตในโลกที่สับสนวุ่นวาย” โดย นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนกุล ได้ให้แนวทางในการดูแลและรักษาพลังงานของชีวิตผ่านระบบต่างๆ ที่เชื่อมโยงกัน โดยสรุปเนื้อหาสำคัญได้ดังนี้ครับ:สรุปเนื้อหาสำคัญ แหล่งพลังงานพื้นฐาน (ชีวภาพ): พลังงานเริ่มต้นมาจากอาหารที่มีคุณภาพและอากาศ (ออกซิเจน) ที่เราหายใจเข้าไป รวมถึงการดื่มน้ำที่เพียงพอเพื่อช่วยให้สมองทำงานได้ดี 4 ระบบชีวภาพที่ต้องบริหาร:• สมองและระบบประสาท: ต้องทำให้ร่างกายรู้สึกปลอดภัย เพื่อลดการใช้พลังงานที่เกิดจากความเครียด • วงจรการตื่นและนอน: การใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับแสงแดดและการนอนที่มีคุณภาพช่วยฟื้นฟูพลังงาน • ระดับน้ำตาลในเลือด: หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้น้ำตาลสวิงเร็ว เพราะจะทำให้พลังงานตกและเกิดการอักเสบในร่างกาย • การสมดุลของน้ำ: สมองไวต่อการขาดน้ำ การจิบน้ำสม่ำเสมอช่วยให้สมองแจ่มใส พลังงานทางจิตใจ (อารมณ์และความคิด):• อารมณ์: อารมณ์ลบเรื้อรัง (โกรธ, กังวล) เป็นตัวสูบพลังงาน การฝึกจัดการอารมณ์จะช่วยรักษาพลังชีวิต• ความคิด: การคิดวนหรือคิดตำหนิตัวเองกินพลังงานสูงมาก ควรฝึกการมีสมาธิจดจ่อ และการคิดเชิงกลยุทธ์เพื่อโฟกัสเป้าหมาย ปัจจัยภายนอก: ความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คนช่วยให้รู้สึกปลอดภัยและเป็นสุข ซึ่งส่งผลดีต่อระบบพลังงาน ในขณะที่สิ่งแวดล้อมที่มีมลพิษ (PM 2.5) หรือเสียงรบกวนจะบั่นทอนพลังงาน การลงมือทำ: ในโลกที่วุ่นวายเราต้องกลับมาจัดการสิ่งที่ควบคุมได้ เช่น การเลือกอาหาร การพักผ่อน การออกกำลังกาย และการฝึกสติ

    52 min
  8. Apr 20

    EP.440 พูดคุยเรื่องชีวิตกับคนรุ่นใหม่

    ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom สอบถามที่ LINE @morprawateวิดีโอนี้เป็นการไลฟ์สดของ นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนกุล (จิตแพทย์) ในหัวข้อ “พูดคุยเรื่องชีวิตกับคนรุ่นใหม่” ซึ่งเน้นไปที่การสร้างความเข้าใจและลดช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap) ทั้งในครอบครัวและที่ทำงาน โดยมีสรุปเนื้อหาสำคัญดังนี้ครับสรุปเนื้อหาสำคัญ1. ปัญหาของช่องว่างระหว่างวัย: คนรุ่นก่อน (พ่อแม่/หัวหน้า) มักหวังดีแต่ใช้ “ความคาดหวัง” และ “ความต้องการให้เชื่อ” เป็นตัวตั้ง ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกถูกควบคุม ซักไซ้ และไม่เป็นอิสระ ความขัดแย้งมักเกิดจากระบบคุณค่า (Value System) และไลฟ์สไตล์ที่ต่างกัน เช่น มุมมองเรื่องการใช้เงิน เทคโนโลยี และความเชื่อทางศาสนา 2. หลักการสื่อสาร 4 ข้อเพื่อเชื่อมต่อกับคนรุ่นใหม่: คุยเพื่อเรียนรู้ตัวเขา: สนใจในสิ่งที่เขาเป็น ความฝัน ความหวัง และไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่แค่ถามเรื่องเงินเดือนหรือหน้าที่การงาน อย่าพยายามเปลี่ยนความคิด: เปิดรับการแลกเปลี่ยนโดยไม่ตัดสิน (Non-judgmental) ยอมรับว่าเขามีสิทธิ์คิดต่าง สร้างพื้นที่ปลอดภัย: ทำให้การพูดคุยเป็นประสบการณ์ที่ดี เป็นการอัปเดตชีวิตร่วมกัน ไม่ใช่พื้นที่ของการตำหนิหรือสอนสั่ง เสนอข้อมูลจากมุมมองเรา (เป็นลำดับสุดท้าย): ให้ข้อมูลหรือประสบการณ์ในฐานะ “ทางเลือก” โดยไม่คาดหวังว่าเขาต้องเชื่อตาม 3. การปรับตัวของคนรุ่นใหม่และคนทำงาน: คนรุ่นใหม่เผชิญกับความกดดันสูงและความเปราะบางทางอารมณ์ ผู้ใหญ่ควรใช้ทักษะการฟังที่เห็นอกเห็นใจ (Empathy) ให้มากขึ้น ความสุขมี 5 ประเภท (ตามแนวคิดจิตวิทยาเชิงบวก) ได้แก่ ความเพลิดเพลิน, สายสัมพันธ์, ความจดจ่อ (Flow), ความสำเร็จ และการมีเป้าหมายที่หมายถึงคุณค่าชีวิต

    1h 18m

Ratings & Reviews

5
out of 5
6 Ratings

About

Facebook LIVE เพจหมอประเวช ตันติพิวัฒนสกุล

You Might Also Like