ปลดล็อกกับหมอเวช

นายแพทย์ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล

Facebook LIVE เพจหมอประเวช ตันติพิวัฒนสกุล

  1. MAY 18

    EP.444 เยียวยาตัวเองเมื่อสงสัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า

    ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom สอบถามที่ LINE @morprawate วิดีโอนี้เป็นการบรรยายโดยนายแพทย์ประเวช จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่มาให้แนวทางการประเมินและเยียวยาตัวเองเมื่อสงสัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า โดยชี้ให้เห็นว่าโรคซึมเศร้าไม่ได้เกิดจากสารเคมีในสมองผิดปกติเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปัจจัยเชื่อมโยง 5 กลุ่มใหญ่ ทั้งวิถีชีวิต ความคิด และปมในอดีต ซึ่งเราสามารถเริ่มลงมือปรับปรุงเพื่อฟื้นฟูระบบชีวภาพและจิตใจของตัวเองได้ทันทีโดยไม่ต้องรอพึ่งพาเฉพาะยารักษาโรคอย่างเดียว ประเด็นสำคัญ เริ่มดูแลตัวเองได้ทันทีเมื่อสงสัย: ไม่จำเป็นต้องรอการยืนยันวินิจฉัยจากจิตแพทย์อย่างเป็นทางการ หากเริ่มสังเกตเห็นอารมณ์ดิ่ง ท้อ หรือเบื่อ ก็สามารถหันกลับมาสำรวจชีวิตและแก้ไขปัจจัยเสี่ยงได้เลย วิถีชีวิตคือฐานระบบชีวภาพ: การกิน การนอน การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และสายสัมพันธ์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระบวนการทำงานของสมองและการอักเสบในร่างกาย ระบบความคิดแบบลบ 3 ด้าน: การมองตัวเองในแง่ลบ มองโลกในแง่ลบ และมองอนาคตในแง่ลบ เป็นชุดความคิดหลักที่เร่งความเสี่ยงและหล่อเลี้ยงอาการซึมเศร้าให้รุนแรงขึ้น ระวังพฤติกรรมการแยกตัวและการคิดวน: อาการเก็บตัว หลบหน้า ละทิ้งหน้าที่ หรือพฤติกรรมการคิดวนซ้ำ จะย้อนกลับมาทำร้ายพลังงานชีวิตและกระตุ้นวงจรความเศร้าให้ดิ่งลงไปอีก บาดแผลทางใจในวัยเด็กคือต้นตอหลัก: ประสบการณ์เลวร้ายหรือปมค้างใจในอดีตส่งผลลึกถึงโครงสร้างสมองส่วนลึก ทำให้การกินยาหรือการพูดคุยทั่วไปอาจได้ผลจำกัด โรคทางกายและยากระตุ้นโรคซึมเศร้าได้: ยาสเตียรอยด์ ยาคุม หรือโรคประจำตัว เช่น ไทรอยด์ต่ำ เบาหวาน (ที่ทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินและน้ำตาลสูง) และภาวะหลังติดเชื้อไวรัส ล้วนส่งผลให้สมองเกิดการอักเสบและเกิดอาการซึมเศร้าตามมา สารเคมีในสมองไม่ใช่สาเหตุเดียว: ในปัจจุบัน ยุคความรู้ใหม่ชี้ชัดว่าอาการซึมเศร้าสัมพันธ์กับการอักเสบของสมองและปัจจัยเชิงระบบที่ซับซ้อน ไม่ควรด่วนสรุปว่าเกิดจากสารเคมีผิดปกติจนคิดว่าตนเองทำอะไรไม่ได้ ข้อมูลเชิงลึกนายแพทย์ประเวชอธิบายโครงสร้างปัจจัยที่นำไปสู่โรคซึมเศร้า และความเชื่อมโยงของระบบจิตใจกับชีวภาพไว้อย่างลึกซึ้ง: ปัจจัยด้านวิถีชีวิต 5 ประการ:• การกิน: แนะนำการทานผัก ผลไม้ ถั่ว ธัญพืชหลากชนิด (เป้าหมาย 30 ชนิดต่อสัปดาห์) และอาหารหมัก เช่น โยเกิร์ตสูตรไม่มีน้ำตาล เพื่อลดการอักเสบในร่างกาย และให้ลดละอาหารที่ผ่านกระบวนการสูง (เช่น ขนมถุง อาหารแช่แข็ง) และของหวาน• การนอน: ส่งผลโดยตรงต่อการควบคุมอารมณ์ และเป็นช่วงเวลาที่สมองใช้เคลียร์ทำความสะอาดตัวเอง• การออกกำลังกาย: แนะนำระดับปานกลางให้ได้ 150 นาทีต่อสัปดาห์ขึ้นไป และชี้ว่า “การนั่งนาน” เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อทั้งสุขภาพกาย สมอง และปัญหารมณ์• ความเครียดและการคิดวนซ้ำ: การคิดวนเป็นตัวดูดกินพลังงานสมองอย่างมหาศาล• สายสัมพันธ์: ความเหงา โดดเดี่ยว หรือรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม เป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นๆ ระบบความคิดแบบสามด้านและวงจรพฤติกรรม:• การแปลความหมายของเหตุการณ์ในชีวิตส่งผลต่อจิตใจอย่างมาก เช่น หากอกหักแล้วคิดว่า “ฉันไม่ดีพอ” จะเสี่ยงซึมเศร้าสูง แต่หากมองว่า “เราสองคนไม่มีวาสนาต่อกัน” ความเสี่ยงจะลดลงเพราะยอมรับความจริง• นิสัยมองตัวเองลบ มองโลกลบ มองอนาคตลบ มักส่งผลให้พฤติกรรมแสดงออกเปลี่ยนไป เช่น แยกตัว หยุดกิจกรรมที่เคยชอบ ส่งผลลบย้อนกลับมากลายเป็นวงจรปิดกั้นตัวเอง บาดแผลในวัยเด็กและกลไกเหนือพันธุกรรม:• ปมค้างใจในวัยเด็ก เช่น พ่อแม่หย่าร้าง ถูกทำร้าย หรือละเลย ส่งผลลึกถึงโครงสร้างสมองส่วนลึก ทำให้ผู้ป่วยบางรายรักษาด้วยวิธีมาตรฐานแล้วไม่หาย พันธุกรรมมีส่วน 20-40% แต่สามารถคลายล็อคได้ด้วยวิทยาศาสตร์ “กลไกเหนือพันธุกรรม” ผ่านการปรับวิถีชีวิตและการเยียวยาปมในอดีต แนวทางการนำไปปฏิบัติ ปรับฐานระบบชีวภาพทันที: กินอาหารที่มีประโยชน์ (เน้นผัก ถั่ว อาหารหมัก) นอนเป็นเวลา ออกกำลังกายเป็นประจำ และเลิกนิสัยนั่งแช่อยู่กับที่นานๆ ฝึกทักษะการพักความคิด: เมื่อรู้ตัวว่าเริ่

    1h 20m
  2. MAY 11

    EP. 443 หมดแรง หมดไฟ หรือซึมเศร้า?

    ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom สอบถามที่ LINE @morprawate วิดีโอนี้จากช่อง “ปลดล็อกกับหมอเวช” อธิบายถึงความแตกต่างระหว่าง 3 สภาวะที่คนวัยทำงานมักพบเจอ คือ อาการหมดแรง หมดไฟ และโรคซึมเศร้า พร้อมแนวทางการจัดการตัวเองดังนี้ครับสรุปเนื้อหาสำคัญ อาการหมดแรง (Exhaustion): เป็นสภาวะชั่วคราวที่พลังงานลดลง มักเกิดจากการบริหารพลังงานชีวิตไม่ดี เช่น อดนอนเรื้อรัง ความเครียดสะสม หรือปัญหาสุขภาพ หากปรับเปลี่ยนกิจวัตร เช่น นอนให้พอและออกกำลังกาย อาการจะดีขึ้นเองได้ ภาวะหมดไฟ (Burnout): มีลักษณะเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ ระบบงาน และความเครียดเรื้อรังในที่ทำงาน โดยมีอาการสำคัญ 3 ประการ คือ :1. รู้สึกหมดพลังงานล้าทางอารมณ์2. มีทัศนคติเชิงลบต่อที่ทำงาน เพื่อนร่วมงาน หรือดื้อเงียบ 3. ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง แม้จะมีความสามารถก็ตาม โรคซึมเศร้า (Depression): เป็นภาวะทางจิตเวชที่รุนแรงกว่า มีอาการเศร้ามากและยาวนานเกิน 2 สัปดาห์ จนกระทบการใช้ชีวิต เกิดจากหลายปัจจัยผสมกัน เช่น กรรมพันธุ์ ประสบการณ์วัยเด็ก หรือนิสัยส่วนตัว (เช่น ความเป็น Perfectionist) วิธีแยกแยะเบื้องต้นคนที่มีภาวะ “หมดไฟ” มักจะรู้สึกสดชื่นและมีความสุขขึ้นเมื่ออยู่นอกบริบทงาน (เช่น วันหยุด) แต่จะรู้สึกแย่เมื่อต้องกลับไปทำงานในเช้าวันจันทร์ ส่วนคนที่เป็น “โรคซึมเศร้า” มักจะมีความเศร้าครอบคลุมในหลายสถานการณ์ ไม่ใช่แค่เรื่องงานอย่างเดียว แนวทางการจัดการหมอเวชเน้นย้ำเรื่อง “การบริหารพลังงาน” เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับทุกสภาวะ โดยให้เริ่มจาก 3 หัวใจหลัก: กิน นอน และออกกำลังกาย สำหรับคนที่มีภาวะหมดไฟ ควรเรียนรู้ทักษะการจัดการปัญหาในที่ทำงานและมองหาที่ปรึกษาหรือเพื่อนที่ไว้ใจได้เพื่อหาทางออกในเชิงระบบ

    1h 15m
  3. MAY 4

    EP. 442 เมื่อเปิดรับความตาย เราค้นเจอความกล้า

    ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom สอบถามที่ LINE @morprawate สรุปเนื้อหาจากวิดีโอ YouTube หัวข้อ “เมื่อเปิดรับความตาย เราค้นเจอความกล้า” โดย นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนกุล (หมอเวช) มีรายละเอียดดังนี้ครับ:สรุปเนื้อหาสำคัญวิดีโอนี้ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับการใช้ความตายเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในชีวิต โดยหมอเวชได้แบ่งปันประสบการณ์จากการสูญเสียคุณพ่อของท่าน ซึ่งส่งผลกระทบและสร้างความตระหนักให้กับคนรอบข้างใน 2 กรณีหลัก: การกล้าที่จะเยียวยาความสัมพันธ์: * มีลูกศิษย์ที่ตัดสินใจเลิกผัดวันประกันพรุ่ง และนำจดหมายที่เขียนถึงแม่ (ตามหลักสูตรการเตรียมตัวตาย) ไปอ่านให้แม่ฟังเพื่อปรับความเข้าใจและเคลียร์ความรู้สึกที่ค้างคาใจมานาน การกล้าเผชิญหน้ากับปมในอดีต: * ตัวอย่างเคสที่รับรู้ข่าวการตายแล้วเกิดอารมณ์รุนแรง เพราะตระหนักว่าเวลาของพ่อแม่ตนเองเหลือไม่มาก หมอเวชได้ใช้เทคนิค Brainspotting และการทำงานกับร่างกายเพื่อพาเขากลับไปสำรวจความทรงจำที่เจ็บปวดในวัยเด็ก เพื่อให้เขาสามารถกลับไปดูแลพ่อแม่ได้อย่างสนิทใจโดยไม่มีกำแพงความโกรธขวางกั้น ข้อคิดหลัก: ความตายคือตัวโฟกัสชีวิต: เมื่อเราเปิดรับความจริงว่าชีวิตไม่แน่นอน เราจะรู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญ และกล้าที่จะทำสิ่งนั้นทันทีโดยไม่รอให้สายเกินไป ความกล้าไม่ได้แปลว่าไม่กลัว: แต่หมายถึงการกลัวที่จะไม่ได้ทำสิ่งที่ควรทำ มากกว่ากลัวความเจ็บปวดจากการเผชิญหน้า การเตรียมตัวตายคือการเตรียมตัวอยู่: การจัดการทรัพย์สิน พินัยกรรม และการเยียวยาจิตใจให้สงบ เป็นภารกิจที่ควรทำตั้งแต่วันที่ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน

    1h 10m
  4. APR 27

    EP.441 บริหารพลังชีวิตในโลกที่สับสนวุ่นวาย

    ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom สอบถามที่ LINE @morprawate วิดีโอจาก YouTube หัวข้อ “EP.441 บริหารพลังชีวิตในโลกที่สับสนวุ่นวาย” โดย นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนกุล ได้ให้แนวทางในการดูแลและรักษาพลังงานของชีวิตผ่านระบบต่างๆ ที่เชื่อมโยงกัน โดยสรุปเนื้อหาสำคัญได้ดังนี้ครับ:สรุปเนื้อหาสำคัญ แหล่งพลังงานพื้นฐาน (ชีวภาพ): พลังงานเริ่มต้นมาจากอาหารที่มีคุณภาพและอากาศ (ออกซิเจน) ที่เราหายใจเข้าไป รวมถึงการดื่มน้ำที่เพียงพอเพื่อช่วยให้สมองทำงานได้ดี 4 ระบบชีวภาพที่ต้องบริหาร:• สมองและระบบประสาท: ต้องทำให้ร่างกายรู้สึกปลอดภัย เพื่อลดการใช้พลังงานที่เกิดจากความเครียด • วงจรการตื่นและนอน: การใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับแสงแดดและการนอนที่มีคุณภาพช่วยฟื้นฟูพลังงาน • ระดับน้ำตาลในเลือด: หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้น้ำตาลสวิงเร็ว เพราะจะทำให้พลังงานตกและเกิดการอักเสบในร่างกาย • การสมดุลของน้ำ: สมองไวต่อการขาดน้ำ การจิบน้ำสม่ำเสมอช่วยให้สมองแจ่มใส พลังงานทางจิตใจ (อารมณ์และความคิด):• อารมณ์: อารมณ์ลบเรื้อรัง (โกรธ, กังวล) เป็นตัวสูบพลังงาน การฝึกจัดการอารมณ์จะช่วยรักษาพลังชีวิต• ความคิด: การคิดวนหรือคิดตำหนิตัวเองกินพลังงานสูงมาก ควรฝึกการมีสมาธิจดจ่อ และการคิดเชิงกลยุทธ์เพื่อโฟกัสเป้าหมาย ปัจจัยภายนอก: ความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คนช่วยให้รู้สึกปลอดภัยและเป็นสุข ซึ่งส่งผลดีต่อระบบพลังงาน ในขณะที่สิ่งแวดล้อมที่มีมลพิษ (PM 2.5) หรือเสียงรบกวนจะบั่นทอนพลังงาน การลงมือทำ: ในโลกที่วุ่นวายเราต้องกลับมาจัดการสิ่งที่ควบคุมได้ เช่น การเลือกอาหาร การพักผ่อน การออกกำลังกาย และการฝึกสติ

    52 min
  5. APR 20

    EP.440 พูดคุยเรื่องชีวิตกับคนรุ่นใหม่

    ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom สอบถามที่ LINE @morprawateวิดีโอนี้เป็นการไลฟ์สดของ นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนกุล (จิตแพทย์) ในหัวข้อ “พูดคุยเรื่องชีวิตกับคนรุ่นใหม่” ซึ่งเน้นไปที่การสร้างความเข้าใจและลดช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap) ทั้งในครอบครัวและที่ทำงาน โดยมีสรุปเนื้อหาสำคัญดังนี้ครับสรุปเนื้อหาสำคัญ1. ปัญหาของช่องว่างระหว่างวัย: คนรุ่นก่อน (พ่อแม่/หัวหน้า) มักหวังดีแต่ใช้ “ความคาดหวัง” และ “ความต้องการให้เชื่อ” เป็นตัวตั้ง ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกถูกควบคุม ซักไซ้ และไม่เป็นอิสระ ความขัดแย้งมักเกิดจากระบบคุณค่า (Value System) และไลฟ์สไตล์ที่ต่างกัน เช่น มุมมองเรื่องการใช้เงิน เทคโนโลยี และความเชื่อทางศาสนา 2. หลักการสื่อสาร 4 ข้อเพื่อเชื่อมต่อกับคนรุ่นใหม่: คุยเพื่อเรียนรู้ตัวเขา: สนใจในสิ่งที่เขาเป็น ความฝัน ความหวัง และไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่แค่ถามเรื่องเงินเดือนหรือหน้าที่การงาน อย่าพยายามเปลี่ยนความคิด: เปิดรับการแลกเปลี่ยนโดยไม่ตัดสิน (Non-judgmental) ยอมรับว่าเขามีสิทธิ์คิดต่าง สร้างพื้นที่ปลอดภัย: ทำให้การพูดคุยเป็นประสบการณ์ที่ดี เป็นการอัปเดตชีวิตร่วมกัน ไม่ใช่พื้นที่ของการตำหนิหรือสอนสั่ง เสนอข้อมูลจากมุมมองเรา (เป็นลำดับสุดท้าย): ให้ข้อมูลหรือประสบการณ์ในฐานะ “ทางเลือก” โดยไม่คาดหวังว่าเขาต้องเชื่อตาม 3. การปรับตัวของคนรุ่นใหม่และคนทำงาน: คนรุ่นใหม่เผชิญกับความกดดันสูงและความเปราะบางทางอารมณ์ ผู้ใหญ่ควรใช้ทักษะการฟังที่เห็นอกเห็นใจ (Empathy) ให้มากขึ้น ความสุขมี 5 ประเภท (ตามแนวคิดจิตวิทยาเชิงบวก) ได้แก่ ความเพลิดเพลิน, สายสัมพันธ์, ความจดจ่อ (Flow), ความสำเร็จ และการมีเป้าหมายที่หมายถึงคุณค่าชีวิต

    1h 18m
  6. APR 6

    EP.439 พิธีศพมีประโยชน์อย่างไร

    ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom สอบถามที่ LINE @morprawate วิดีโอจากช่อง “ปลดล็อกกับหมอเวช” โดย นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล (จิตแพทย์) ในหัวข้อ “พิธีศพมีประโยชน์อย่างไร” (เผยแพร่เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569) มีเนื้อหาโดยสรุปที่เน้นถึงคุณค่าของพิธีกรรมในเชิงจิตวิทยาและสังคม ดังนี้ครับ:1. การยืนยันความจริงของการสูญเสีย ยอมรับความจริง: พิธีศพเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนที่ยังอยู่ได้ตระหนักและยืนยันว่าบุคคลอันเป็นที่รักได้จากไปแล้วจริงๆ ซึ่งความจริงนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการจัดการกับความโศกเศร้า (Grief) ปรับสถานะความสัมพันธ์: ช่วยให้เราเริ่มเปลี่ยนความสัมพันธ์จาก “การมีตัวตนอยู่” ไปสู่ “การเป็นความทรงจำ” 2. ประโยชน์ต่อจิตใจและอารมณ์ พื้นที่จัดการความเศร้า: เป็นช่วงเวลาที่อนุญาตให้ผู้สูญเสียได้แสดงออกถึงความเศร้าโศก โดยมีกรอบของพิธีกรรมช่วยพยุงไม่ให้ฟุ้งซ่านจนเกินไป การตระหนักถึงสัจธรรม: พิธีกรรมช่วยตอกย้ำเรื่องความไม่เที่ยงของชีวิต ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของคนที่ยังอยู่ ให้เห็นคุณค่าของเวลาและการมีชีวิต 3. ประโยชน์ในเชิงสังคมและวัฒนธรรม ระบบสนับสนุน (Support System): พิธีศพเป็นสื่อกลางที่รวมคนในสังคมหรือญาติมิตรมาให้กำลังใจผู้สูญเสีย ทำให้เขารู้สึกว่าไม่ได้เผชิญความทุกข์เพียงลำพัง ภูมิปัญญาที่สะสมมา: คุณหมอเน้นว่าพิธีศพในแต่ละวัฒนธรรมถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทางจิตใจและสังคมที่แตกต่างกันไปตามชุดความเชื่อ แต่มีจุดร่วมคือการเยียวยา 4. ประสบการณ์ส่วนตัวและการเตรียมตัว คุณหมอได้แบ่งปันประสบการณ์จากการดูแลคุณพ่อในช่วงวาระสุดท้ายจนถึงการจัดพิธีศพ ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการ “เตรียมตัวตายให้ดี” และการวางแผนงานศพไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อผู้ที่จากไปและผู้ที่อยู่เบื้องหลัง วิดีโอนี้สรุปไว้ว่า พิธีศพไม่ใช่เพียงเรื่องของความเชื่อหรือประเพณีเท่านั้น แต่เป็น “กระบวนการทางจิตวิทยา” ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในการช่วยให้มนุษย์ก้าวผ่านความสูญเสียและกลับมาดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมั่นคงครับ

    1h 11m
  7. MAR 29

    EP.438 ดูแลคนรักให้จากไปอย่างสงบที่บ้าน

    ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom สอบถามที่ LINE @morprawate วิดีโอเรื่อง “ดูแลคนรักให้จากไปอย่างสงบที่บ้าน” โดยคุณหมอประเวช ตันติพิวัฒนสกุล จิตแพทย์ ได้แบ่งปันประสบการณ์ตรงจากการดูแลคุณพ่อวัย 105 ปีในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้ครับ การเตรียมตัวและปัจจัยสำคัญในการดูแลที่บ้านการตัดสินใจร่วมกันในครอบครัว: เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจรบกวนความสงบของผู้ป่วย การพูดคุยตกลงกันล่วงหน้าช่วยให้ทุกคนมีทิศทางเดียวกันในการดูแล [28:24] การเลือกสถานที: บ้านเป็นพื้นที่ที่คุ้นเคย ให้ความรู้สึกปลอดภัย และเป็นส่วนตัว ซึ่งเอื้อต่อการทบทวนชีวิตและปฏิบัติกิจตามความเชื่อทางศาสนาได้ดีกว่าโรงพยาบาล [07:52] ทีมปรึกษาด้านสุขภาพ: ควรมีแพทย์หรือทีมดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ที่เข้าใจและพร้อมสนับสนุนความต้องการของผู้ป่วยและญาติ เพื่อช่วยบริหารจัดการอาการทางกายให้ผู้ป่วยสบายที่สุด [22:12] การดูแลในมิติต่างๆ ของผู้ป่วยระยะท้ายด้านร่างกาย: มุ่งเน้นความสบายและการลดความทุกข์ทรมาน ไม่เน้นการยื้อชีวิตด้วยเครื่องมือที่ผู้ป่วยไม่ต้องการ [03:16] เมื่อเข้าสู่ระยะใกล้เสียชีวิต ร่างกายจะมีกลไกธรรมชาติ เช่น การรับประทานอาหารน้อยลง ซึ่งจะทำให้เกิดสภาวะคีโตซิส (Ketosis) ช่วยให้สมองรู้สึกเคลิ้มสบาย [16:42] ด้านจิตใจและอารมณ์: ช่วยให้ผู้ป่วยคลายการยึดติด ปล่อยวางสิ่งต่างๆ และจัดการเรื่องค้างคาใจ [03:42] ด้านจิตวิญญาณ: การจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อความเชื่อ เช่น การวางสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเปิดเสียงสวดมนต์ เพื่อช่วยให้ดวงจิตเดินทางไปสู่ภพภูมิที่ดีตามความเชื่อ [04:05] บทเรียนจากการสังเกตวาระสุดท้ายสัญญาณทางกาย: ในช่วงท้าย มือเท้าจะเริ่มเย็นลง [16:13] การหายใจจะเปลี่ยนไป เช่น มีเสียงครืดคราดในลำคอ (Dead Rattles) หรือการหายใจเข้าสั้นออกยาว ซึ่งเป็นกลไกปกติของร่างกายที่กำลังจะดับสลาย [18:03] ปัญญาของร่างกาย: ร่างกายมีวิธีการของมันเองในการก้าวเข้าสู่ความตายอย่างสงบ หากเราเข้าใจและไม่ฝืนกลไกธรรมชาติมากเกินไป [14:47] การเผชิญความตายของตนเอง: การได้เฝ้าดูและดูแลคนรักในวาระสุดท้าย ช่วยให้เราได้เติบโตและมีความกล้าหาญที่จะเผชิญกับความตายของตนเองในอนาคตได้ดีขึ้น [01:12:21] คุณหมอยังเน้นย้ำว่า การเตรียมตัวตายที่ดีควรเริ่มทำตั้งแต่ตอนที่ยังมีสุขภาพดี เพื่อให้วาระสุดท้ายเป็นไปอย่างสงบและสมเกียรติที่สุดครับ

    1h 28m
  8. MAR 22

    EP.437 ดูแลร่างกายในช่วงท้ายของชีวิต

    ไลฟ์ประจำวันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม 2569 เวลาหนึ่งทุ่ม สนใจเรียนออนไลน์ แบบดูวิดีโอด้วยตนเอง ดูรายละเอียดที่ www.morprawate.com สนใจเรียน online workshop ผ่านระบบ Zoom สอบถามที่ LINE @morprawate วิดีโอนี้สรุปแนวทางการดูแลร่างกายในช่วงท้ายของชีวิต โดย นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล ซึ่งนำเสนอมุมมองผสมผสานระหว่างการแพทย์แผนปัจจุบันและพุทธศาสนาแนวทิเบต เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยและญาติสามารถเตรียมตัวรับมือกับวาระสุดท้ายได้อย่างสงบและเหมาะสม สรุปเนื้อหาสำคัญจากวิดีโอ: ร่างกายมีปัญญาในการตาย: ร่างกายมนุษย์มี “โปรแกรม” ตามธรรมชาติที่รู้วิธีการเข้าสู่กระบวนการตาย เช่นเดียวกับการที่ร่างกายรู้วิธีการคลอดลูก [03:20] อาการทางร่างกายในระยะสุดท้าย: ช่วง 6 เดือนก่อนเสียชีวิต: ผู้ป่วยจะเริ่มอ่อนแรง นอนมากขึ้น แยกตัว และความอยากอาหารลดลงอย่างเห็นได้ชัด [05:50] กลไกความสบายตามธรรมชาติ: เมื่อผู้ป่วยหยุดรับอาหาร ร่างกายจะเผาผลาญไขมันจนเกิดสาร “คีโตน” ในเลือด ซึ่งส่งผลต่อสมองให้เกิดความรู้สึกสงบและเป็นสุขก่อนจากไป [09:03] การเปลี่ยนแปลงของการหายใจ: อาจมีอาการ “หิวอากาศ” หรือหายใจมีเสียงครืดคราดจากเสมหะ ซึ่งหากสีหน้าผู้ป่วยยังสงบ แปลว่าไม่ได้ทุกข์ทรมานอย่างที่ญาติเห็น [13:26] การสลายของธาตุตามแนวพุทธิเบต: กระบวนการตายคือการแตกสลายของธาตุต่างๆ เริ่มจากประสาทสัมผัสปิดตัวลง [18:01] ธาตุดิน: กล้ามเนื้ออ่อนแรง รู้สึกตัวหนักเหมือนมีอะไรทับ [18:42] ธาตุน้ำ: ร่างกายแห้งลง สมองอาจมีอาการสับสน [20:20] ธาตุไฟ: ความร้อนเย็นในร่างกายแปรปรวน รู้สึกหนาวสั่นภายใน [21:01] ธาตุลม: ลมหายใจเปลี่ยนแปลงไปจนถึงจุดสุดท้าย [21:23] คำแนะนำในการดูแล: สิ่งแวดล้อม: ควรจัดสถานที่ให้สงบ คุ้นเคย (เช่น ที่บ้าน) มีสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณที่ผู้ป่วยศรัทธา [23:10] การลดเครื่องมือแพทย์: เมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายจริงๆ การหยุดป้อนอาหารทางสายหรือการให้เครื่องช่วยหายใจอาจช่วยให้ร่างกายเป็นอิสระและสงบมากกว่า [26:55] การสัมผัส: ในช่วงสุดท้าย (ธาตุลมสลาย) แนะนำให้ลดการสัมผัสตัวเพื่อไม่ให้เกิดความผูกพันดึงรั้งดวงจิต ยกเว้นการเคาะเบาๆ ที่กระหม่อมเพื่อนำทาง [36:31] หลังสิ้นลม: ควรวางร่างกายไว้นิ่งๆ อย่างน้อย 20-30 นาที เนื่องจากดวงจิตอาจยังไม่ออกจากร่างทันทีในมุมมองของพุทธิเบต [38:20]

    52 min

Ratings & Reviews

5
out of 5
6 Ratings

About

Facebook LIVE เพจหมอประเวช ตันติพิวัฒนสกุล

You Might Also Like