Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

watpasukato

เสียงบรรยายธรรมของหลวงพ่อไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต Dhamma talks by Venerable (Luangpor) Paisal Visalo, Abbot of Watpasukato, Chaiyaphum, Thailand. MP3 files are courtesy of https://www.facebook.com/Zensukato Contact admin: watpasukato19@gmail.com

  1. 11h ago

    25690427pm--สอนด้วยการทำให้ดู

    27 เม.ย. 69 - สอนด้วยการทำให้ดู : คุณธรรมข้ออื่นก็เหมือนกัน จะสอนใครได้ก็ต้องทำด้วยตัวเองก่อน มีเรื่องเล่าว่าเคยมีแม่ของเด็กคนหนึ่งมาหาคานธี บอกว่า ท่านคานธีช่วยสอนลูกหน่อยว่าน้ำตาลไม่ดียังไงบ้าง สมัยก่อนน้ำตาลเป็นของแพงในอินเดีย แล้วก็เด็กก็ติดน้ำตาลมาก จนกระทั่งเกิดโทษขึ้นมา แม่สอน แม่ห้าม ลูกก็ไม่ฟัง แต่ลูกก็นับถือท่านคานธี แม่ก็เลยมาขอให้ท่านคานธีช่วยบอกลูกหน่อย สอนลูกหน่อยว่าน้ำตาลไม่ดียังไง คานธีบอก “ขอเวลาผมสักอาทิตย์หนึ่งได้ไหม” แม่ก็ถามว่าทำไม ท่านคานธีนี่ตอบได้ทุกอย่าง แนะนำคนได้ทุกเรื่อง จะแนะนำคนให้กินมังสวิรัติก็ทำได้ จะแนะนำให้คนหันมาใช้ผ้าคาดี (Khadi) ผ้าที่ทอด้วยมือก็สามารถแนะนำได้ จะชักชวนให้คนร่วมต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดียก็ทำได้ ทำไมเรื่องแค่นี้ต้องรอถึง 7 วัน คานธีบอก “เอาน่า อีก 7 วันค่อยมา พาลูกมาด้วย แล้วเดี๋ยวผมจะแนะนำลูกนะว่าทำไมถึงควรเลิกน้ำตาล หรือกินน้ำตาลน้อย ๆ แล้วจะทำได้อย่างไร”   ครบ 7 วัน แม่ก็พาลูกมา ท่านคานธีก็แนะนำเลยว่า ก็จะบอกเลยนะว่าแนะนำ บอกว่าน้ำตาลไม่ดียังไงบ้าง และแนะนำวิธีที่จะเลิกน้ำตาล หรือกินน้ำตาลแต่นิด ๆ หน่อย ๆ ก็แนะนำได้อย่างชัดเจน พอแนะนำเสร็จ แม่ก็ถามท่านคานธีว่า “ทำไมถึงรอตั้ง 7 วัน” ท่านคานธีก็บอกว่า “ก็ตอนนั้นอาทิตย์ที่แล้วผมยังติดน้ำตาลอยู่ ผมต้องเลิกน้ำตาลด้วยตัวเอง แล้ว 7 วันผมก็ได้เรียนรู้ว่าจะเลิกน้ำตาลได้อย่างไร แล้วพอเลิกน้ำตาลได้ ผมก็สามารถที่จะสอนลูกของคุณได้นะว่าทำไมจึงควรเลิกน้ำตาล แล้วจะเลิกน้ำตาลได้อย่างไร”   ขนาดเรื่องเล็ก ๆ คานธีท่านก็จะไม่สอนใคร ถ้าหากว่ายังทำไม่ได้ จะสอนให้เด็กเลิกน้ำตาล ตัวเองก็ต้องทำให้ได้ก่อน ไม่ใช่ว่าตัวเองยังติดน้ำตาลอยู่เลย สอนให้เด็กเลิกน้ำตาลอันนี้มันก็ไม่มีน้ำหนักเท่าไหร่ อันนี้ก็เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนที่เป็นพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ เวลาจะอยากจะให้ลูก หรือว่าคนรุ่นใหม่เขาสนใจธรรมะ สนใจสติ ก็ต้องน้อมนำสติมาไว้ในใจของตัวให้ได้เสียก่อน แล้วก็แสดงให้เห็นเป็นแบบอย่าง ไม่งั้นมันก็สิ่งที่พูดไป มันก็ไร้ค่า ไม่มีน้ำหนัก

    31 min
  2. 1d ago

    25690426pm--ทำอะไร เจออะไร ก็ให้มีสติ

    26 เม.ย. 69 - ทำอะไร เจออะไร ก็ให้มีสติ : ถ้าเราอยากให้คนอื่นเขาเห็นคุณค่าของธรรมะ ก็ต้องแสดงให้เห็นว่า ธรรมะเปลี่ยนเราอย่างไรบ้าง ถ้าเราแสดงให้คนเห็นว่า ธรรมะทำให้เราดีขึ้น สงบเย็น ใจกว้าง มีเมตตา เข้าอกเข้าใจผู้อื่น มีสติ มีความรู้สึกตัว คนที่เห็นเขาก็เกิดความสนใจ อย่างน้อยเกิดศรัทธาในตัวผู้นั้น แล้วก็อาจจะซึมซับรับเอาคุณธรรมของคนนั้น เข้าไปไว้กับตัว ไว้กับใจ ซึ่งต่างจากการพูด พูดธรรมะให้ดีอย่างไร แต่ว่าการปฏิบัติตัวนี่คนละเรื่องกันเลย คนก็ไม่ค่อยมีศรัทธา บางทีก็สงสัยว่า ทำไมธรรมะไม่ได้เปลี่ยนให้เขาเป็นคนที่สงบเย็นเลย ฟังธรรมก็เยอะ ปฏิบัติธรรมก็มาก เข้าคอร์สก็บ่อย แต่ทำไมยังเจ้าอารมณ์หงุดหงิดหัวเสีย ลูกเห็นลูกก็ไม่ได้เกิดศรัทธา   พ่อแม่จะโน้มน้าวให้ลูกเห็นคุณค่าของธรรมะอย่างไร ลูกก็ไม่คล้อยตาม เพราะว่าสิ่งที่ได้ยินกับสิ่งที่เห็นนี่ไม่ถูกต้อง มันสวนทางกัน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติธรรม หรือว่าจะเป็นการสอนธรรม สิ่งสำคัญอยู่ที่การรู้จักดูจิตดูใจของตัว รู้จัก ดึงสติกลับมา ให้มีความรู้เนื้อรู้ตัว แล้วธรรมะข้ออื่น ๆ ก็จะออกมาเอง

    31 min
  3. 2d ago

    25690417pm--ตัวช่วยวัดความก้าวหน้าในการปฎิบัติธร

    17 เม.ย. 69 - ตัวช่วยวัดความก้าวหน้าในการปฎิบัติธร : อย่างที่หลวงพ่อคำเขียนบอกว่า เวลาหงุดหงิดว่าไม่ถึงเป้าหมายสักที ก็ให้นึกในใจว่ามันถึงต่อเมื่อมันถึง ถ้ามันไม่ถึงก็ไม่ถึงเท่านั้นเอง หรือไม่ก็นึกไปว่าจุดหมายอยู่ที่ปลายเท้า เวลาเดินธรรมยาตรา เราก็บอกกันว่า จุดหมายอยู่ที่ปลายเท้า จุดหมายไม่อยู่ที่ข้างหน้า พอลดความคาดหวังลงว่าต้องถึงที่หมายเร็วๆ มันจะถึงเมื่อไหร่ก็ไม่ทุกข์ อันนี้แหละคือเป็นสิ่งที่เป็นเครื่องชี้วัดความก้าวหน้าในการปฏิบัติ ก็คือว่าเราฝึกทำจิตได้มากน้อยแค่ไหน เพราะถ้าเราฝึกทำจิตเป็น ความทุกข์เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่พอใจก็จะน้อยลง ความทุกข์เพราะประสบกับสิ่งที่ไม่รักไม่พอใจก็จะน้อยลง ความทุกข์เพราะว่าปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นนั่นก็จะน้อยลง   ดังนั้นถ้าเราพิจารณาข้อความเหล่านี้ จากบทสวดมนต์ไม่ว่าทำวัตรเช้าหรือเย็น ใคร่ครวญดีๆ มีประโยชน์ แล้วถ้าเรานำไปปฏิบัติเป็นแนวทาง อย่าง 3 ข้อความนี้ นอกจากจะเป็นตัวชี้เป้าให้เรารู้ว่าทุกข์เพราะเรื่องอะไรแล้ว ยังเป็นตัวบ่งชี้ความก้าวหน้าของการปฏิบัติด้วย   ถ้าปฏิบัติทั้งปี ปฏิบัติทั้งชีวิต แต่ว่าเจอสิ่งที่ไม่รักไม่พอใจก็ยังทุกข์ พลัดพรากจากสิ่งที่เราที่พอใจก็ยังทุกข์ หรือยังทุกข์เพราะมีความปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น อันนี้ก็แสดงว่ายังไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติเท่าไหร่ ก็ไม่เป็นไร ก็ฝึกให้ก้าวหน้ามากขึ้น

    30 min
  4. 3d ago

    25690416pm--ควรวางใจอย่างไรเมื่อทำความดี

    16 เม.ย. 69 - ควรวางใจอย่างไรเมื่อทำความดี : เวลาเราทำความดี ให้เรามั่นคงในการทำความดี อยู่กับปัจจุบัน ทำความดีให้ดีที่สุด ส่วนผลจะเป็นอย่างไร รวมทั้งผลแห่งความดี แม้เกิดขึ้นแล้วก็อย่าไปหวั่นไหว อย่าไปหลงใหลเพลิดเพลินยึดติด หรืออย่าไปทุกข์ร้อน ถ้าเกิดเป็นคำต่อว่าด่าทอ หรือความไม่เข้าใจของผู้คน ให้ทำดีต่อไป เพราะถ้าเราเอาใจไปผูกติดอยู่กับผล เราก็อาจจะท้อในการทำความดี แต่ถ้าเราทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ผลจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องเหตุปัจจัย เราก็จะได้รับอานิสงส์แห่งความดีนั้น แล้วความดีในที่สุดก็จะก่อให้เกิดความเจริญงอกงามในจิตใจของเรา อย่างน้อยก็ไม่ทำให้เราทุกข์ เพราะไปมัวยึดติดกับผลของความดีที่ไม่ได้เป็นไปดังใจ

    31 min
  5. 4d ago

    25690414pm--สงบได้เพราะใจมีสติช่วยรักษา

    14 เม.ย. 69 - สงบได้เพราะใจมีสติช่วยรักษา : จะให้ไม่ให้มีอารมณ์เกิดขึ้นในใจ มันก็ยากสำหรับปุถุชน แต่ถึงแม้เกิดขึ้นมันก็ทำอะไรจิตใจไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นความเศร้า ความโกรธ ความหงุดหงิด เพราะว่าใจเรามีสติเป็นเครื่องรักษา เมืองก็ยังปลอดภัยแม้ว่าจะมีศัตรูคอยจะเข้าไปรุกราน ก่อความรุนแรง เผาเมือง แต่มันเข้าไปในเมืองไม่ได้เพราะว่ามีทหารยามเฝ้าเมืองเอาไว้อย่างดี จะให้เมืองไม่ให้ปลอดภัยเพราะว่าไม่มีโจร ไม่มีผู้ร้าย โจรผู้ร้ายก็ยังมีอยู่ แต่ว่ามันเข้าไปก่อกวนทำวินาศกรรมในเมืองไม่ได้ เพราะว่ามียามที่ทรงประสิทธิภาพ ฉลาด ป้องกันไม่ให้พวกนี้เข้าเมืองได้ จิตใจเราก็เหมือนกัน ถ้าจิตใจเรามีสติ แม้อารมณ์อกุศลต่าง ๆ เกิดขึ้น มันก็เข้ามาทำร้ายใจไม่ได้ เพราะฉะนั้นความสงบก็เกิดขึ้นได้ แม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางผู้คน แม้ว่ายังมีเสียงดังกระทบหู เจอการกระทำคำพูดที่ไม่ถูกใจ แต่ก็ทำอะไรใจเราไม่ได้

    31 min
  6. 5d ago

    25690413pm--ดับไฟในใจด้วยความรู้สึกตัว

    13 เม.ย. 69 - ดับไฟในใจด้วยความรู้สึกตัว : อารมณ์ถ้ามันเพิ่งเกิดขึ้น เราก็ดับง่าย เช่น ความโกรธ แทนที่เราจะปล่อยให้มันลุกลามไปเป็นความโกรธ ตอนที่มันเริ่มเป็นความหงุดหงิด เป็นความไม่พอใจ เราก็ด่วนมารู้ทันมันซะก่อน ถ้ารู้ทันมัน ตั้งแต่มันยังเพิ่งหงุดหงิดหรือมีความไม่พอใจ อันนี้ดับง่าย แต่ถ้าปล่อยให้ความหงุดหงิดมันลุกลามไปเป็นความโกรธ กลายเป็นความคับแค้นใจ ตรงนี้ดับยากแล้ว บางทีใช้เวลาเป็นอาทิตย์เลยนะกว่าจะดับ แต่ถ้ามันเป็นแค่ประกายความโกรธคือความหงุดหงิด ดับง่าย ไฟป่าก็เหมือนกัน ไฟป่าถ้าเรารู้เร็ว มันดับง่าย อย่างวันนี้เรารู้เร็วหน่อยก็ไปช่วยกันดับ ถ้าปล่อยไปผ่านไปสัก 3-4 ชั่วโมง มันจะดับยากแล้ว เพราะว่ามันไหม้ไปทั่ว รวมทั้งไหม้ต้นไม้แห้งโค่นล้มลงมากลายเป็นไฟสุมขอน แล้วก็ทำให้ไฟลามไปไกล ไฟที่เกิดจากต้นไม้ที่โค่นลงมานี่น่ากลัวมาก เพราะว่ามันสามารถจะลามไปยังต้นไม้และพื้นที่ข้างเคียง กินเนื้อที่กว้างมาก แต่ที่มันโค่นมาได้เพราะว่าเราให้เวลามัน   แต่ถ้าเรารีบไปจัดการมันเสียแต่เนิ่น ๆ มันก็จะสงบได้เร็ว อารมณ์ของคนเราก็เหมือนกัน อย่าปล่อยให้มันลาม โดยเฉพาะถ้าสติยังอ่อน มีสติรู้ทันเร็วเท่าไหร่ มันก็ดับง่ายเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความเศร้า ความเครียด ความอิจฉา ความวิตกกังวล

    30 min
  7. 6d ago

    25690412pm--กลับมารู้สึกตัว

    12 เม.ย. 69 - กลับมารู้สึกตัว : เราลืมสิ่งที่กำลังทำในปัจจุบัน หรือลืมปัจจุบันขณะ เพราะว่าใจไม่มีสติ ใจลอย แล้วเมื่อรับรู้แล้วด้วยความตั้งใจ รับรู้สิ่งที่เป็นอารมณ์ปัจจุบันแล้ว เป็นการรับรู้โดยไม่ตัดสิน อันนี้แหละที่ท่านเรียกว่า รู้ซื่อ ๆ รู้เฉย ๆ หลวงพ่อคำเขียนบางทีก็พูดว่า รู้ดีก็ช่าง รู้ชั่วก็ช่าง คือแค่รู้เฉย ๆ ไม่มีการให้ค่าว่าดีหรือร้าย ชอบหรือชัง เวลาเราใช้สติรับรู้อะไรก็ตาม หรือใช้สติทำอะไรก็ตาม มันจะมีลักษณะอยู่ 3 ประการ อันนี้สำหรับคนที่สนใจว่า เออ สติอย่างไหนจึงเรียกว่ามีสติ อย่างไรเรียกว่าทำงานอย่างมีสติ เราก็เอา 3 ข้อนี้มาจับว่า สิ่งที่เรากำลังทำ สิ่งที่เรากำลังรับรู้ มันเป็นการรับรู้หรือทำด้วยสติไหม ก็คือ 1 ก็คือรับรู้สิ่งที่เป็นปัจจุบัน และ 2 เป็นความตั้งใจในการรับรู้นี้ ไม่ใช่เผลอ แล้วเมื่อรับรู้แล้ววางใจเป็นกลางต่อสิ่งนั้น   ได้ยินเสียงโทรศัพท์แทรกมา ก็ใจก็ไม่บ่น ไม่โวยวาย ได้ยินเสียงคนคุยอยู่ข้างหลังขณะที่เรากำลังฟังคำบรรยาย ใจก็รับรู้ แล้วก็วาง กลับมาสนใจกับสิ่งที่เป็นปัจจุบันขณะ หรือสิ่งที่กำลังทำในปัจจุบันก็คือการฟัง ไม่ไปจดจ่ออยู่กับเสียงที่มันแทรกเข้ามา แล้วก็ไม่ไปให้ค่ากับมัน ก็คือ ชอบหรือชัง บวกหรือลบ   ถ้าเราไปให้ค่ากับมัน โดยเฉพาะชัง ก็จะไปติดยึดอยู่กับสิ่งที่ได้ยินหรือสิ่งที่รับรู้ ก็เรียกว่าลืมสิ่งที่เป็นปัจจุบันไป อันนั้นก็เรียกว่าใจไม่อยู่กับปัจจุบันแล้ว แต่ก็ธรรมดา สิ่งที่เราควรทำคือ กลับมา กลับมาอยู่กับปัจจุบัน กลับมารู้สึกตัว   ฉะนั้นถ้าเราฝึกแบบนี้ ใจเราก็จะมีบ้านอยู่ การกลับบ้านจะไม่ใช่เป็นแค่พาตัวกลับบ้าน แต่เรายังสามารถพาใจกลับบ้าน อยู่กับความรู้สึกตัว กลับมาอยู่กับปัจจุบัน

    31 min
  8. May 30

    25690411pm--ธรรมใดก็ไร้ค่า ถ้ายังหลง

    11 เม.ย. 69 - ธรรมใดก็ไร้ค่า ถ้ายังหลง : การรู้ธรรมะเยอะ ๆ การฟังธรรมะเยอะ ๆ นี่มันไม่พอ มันต้องปฏิบัติ โดยเฉพาะปฏิบัติให้มีสติ สติทั้งที่เป็นการระลึกได้ถึงข้อธรรมคำสอน ระลึกได้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร ระลึกได้ถึงผิดชอบชั่วดี แต่ว่าไม่พอ มันต้องช่วยทำให้มีความรู้ตัว แล้วตรงนี้เองที่ต้องอาศัยสัมมาสติ ซึ่งถ้าเรามีสติที่ว่า ธรรมใด ๆ ที่เรารู้มาก็จะมีค่าขึ้นมาทันที เพราะว่าเมื่อรู้แล้วเราก็ทำ แต่ที่เราทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำ ก็เพราะความหลง ฉะนั้น พูดอีกอย่างคือ ธรรมใดก็ไร้ค่า ถ้ายังหลง ความรู้ทางธรรมของเราจะมีค่าก็ต่อเมื่อมีสติช่วยให้ไม่หลง แล้วสตินั้นเองจะช่วยทำให้เกิดการกระทำถ้ามันเป็นความดี หรือการไม่กระทำถ้ามันเป็นความชั่ว หรือเป็นสิ่งที่เป็นโทษ

    28 min

Ratings & Reviews

5
out of 5
5 Ratings

About

เสียงบรรยายธรรมของหลวงพ่อไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต Dhamma talks by Venerable (Luangpor) Paisal Visalo, Abbot of Watpasukato, Chaiyaphum, Thailand. MP3 files are courtesy of https://www.facebook.com/Zensukato Contact admin: watpasukato19@gmail.com

You Might Also Like