มาอ่านกับครู

Alfredo Villarroel

คำแนะนำการอ่านตำราและเอกสารสำหรับนิสิต นักศึกษา นักเรียน และผู้สนใจทั่วไป ฯ รายการนี้แนะนำตำราสำคัญที่ใช้ในอุดมศึกษามาวิเคราะห์พร้อมกับวิธีอ่ารที่เหมาะสม ฯ มีจุดประสงค์ช่วยนิสิตนักศึกษาให้รู้จักและเพื่อเพิ่มทักษะการอ่าน ในขณะเดียวกันแนะนำทางเข้าข้อมูลต่างๆ ที่นิสิตอาจจะยังไม่กล้ามาดูมาศึกษาเพราะคิดว่ายาก ดังนั้นจะนำมาตำราภาษาต่างประเทศมาวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ส่วนตำราภาษาไทยจะนำมาบางเล่มที่รู้อย่างดีหรือตำราที่ได้อ่านและตรวจก่อนที่ออกติพิมพ์ ฯ เนื้อความที่นำมาและแนะนำส่วนใหญ่จะเป็นวิชาที่มีประสบการสอนหรือได้ทำวิจัยแล้ว ได้แก่วิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะชิววิทยา ชิวเคมี สรีรวิทยา ฯลฯ

Episodes

  1. 05/16/2020

    ตำรา Medical Physiology มาแนะนำ บทที่ ๑๘ Blood

    ตอนนี้จะชวนมาอ่านบทที่ ๑๘ ของตำรา Medical Physiology ของ Boron & Boulpaep สำนักพิมพ์ Elsevier ฉบับที่ ๒ (ISBN-978-0-8098-2449) พ.ศ. ๒๕๕๕ เล่มนี้ใช้ในการเรียนสริระวิทยาทางการแพทย์ ส่วนใหญ่จะเรียนปี ๓ ของอุดมศึกษา ฯ บทที่ ๑๘ เล่าถึงลักษณะของเลือด ก่อนที่จะเริ่มอ่านควรดูโครงสร้างของบท ซึ่งบทนี้มีหัวข้อใหญ่ ๔ หัวข้อ อาทิ เลือดพลัสมาและซิรัม ๑ กระบวนการการสร้างเซลล์เลือดและลักษณะของเซลล์เลือด ๒ ลักษณะทางด้านฟิสิกส์ของเลือด ๓ และการห้ามเลือด ๔ ฯ บทนี้มีข้อเท็จจริงจำนวนมาก เช่น ค่าปกติปริมาตรเลือด ขนาดปกติของเซลล์ต่างๆ ค่าความเข้มข้นของสารต่างๆ ผู้อ่านควรจัดตารางเพื่อเ็บค่าต่างๆ ดังเกล่า ฯ อย่างไรก็ตาม เลือดประกอบด้วยเซลล์ชนิดต่างๆ (formed elements) และส่วนที่เป็นน้ำคือ พลาสมา เมือแยกพลาสมากับเซลล์ร้อยละของปริมาตรเลือดที่เป็นเซลล์เรียก hematocrit ฯ ส่วนพลาสมาประกบด้วย น้ำ โปรตีน น้ำตาลต่างๆ ไขมัน และเกลือ โปรตินที่สำคัญมี albumin fibrinogen globulin ฯลฯ เมื่อเลือดแข็งตัว โปรติน fibrin จะติดกับเม็ดเลือดแดง พลาสมาจะเปลียนเป็น serum ฯ บทพูดถึงกระบวนการสร้างเลือด (hematopoiesis) และการสร้างเม็ดเลือดแดง (erythropoiesis) ฯ เม็ดเลือดแดงเป็นเซลล์ที่ไม่มีนิวเคลียส ไม่มี mitochondria และไม่มีไรโบโซม มีรูปสัณฐาน biconcave และมีเสนผ่าศูนย์กลาง 7.5 µm เม็ดเลือดแดงทำหน้าที่ ส่งแก็สอ็อกซิเจน ส่งแก็สคาร์บอนไดอ็อกไซด์ และรักษาสมดูลย กรด-ด่าง ฯ ต่อไปมีส่วนเกี่ยวกับลักษณะทางด้านฟิสิกส์ของเลือด และอธิบายความหนืดของเลือด ฯ ส่วนสุดท้ายพูดถึงการแข็งตัวของเลือด คือ hemostasis และ fibrinolysis ฯ บทมีหลายจุดที่อยากให้ผู้อ่านมาหาความรู้เพิ่มที่ Internet จุดนั้นจะมีรูปหนูคอมพิวเตอร์ ๚ะ๛

    23 min
  2. 05/09/2020

    การติพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ มาแนะนำ เอกสารของ ICMJE

    ตอนนี้จะชวนมาอ่านเอกสาร Recommendations for the conduct, reporting, editing, and publication of scholarly work in medical journals ฉบับ 2019 เอกสารนี้เป็นข้อแนะมำให้ติพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ของ ก.ก. บรรณาธิการนานาชาติ (ICMJE http://www.icmje.org/)​ ฯ สำหรับเตรียมต้นฉบับทั่วๆ ไปต้องใช้รูปแบบ IMRAD ส่วนการศึกษาแบบสุ่ม การศึกษาสังเกต และ บทปริทัศนเป็นระบบ จะใช้แนวปฏิบัติของ CONSORT STROBE และ PRISMA ตามลำดับ ฯ ต้นฉบับต้องมีหลายส่วน ซึ่งจะชี้สิ่งที่พิเศษสำหรับวารสารทางการแพทย์เท่านั้น ฯ ปกนอกต้องมีซื่เรื่อง และข้อมูลเกี่ยวกับผู้เขีย ต้องมีข้อความปฏิเสธความรับผิดชอบ (disclaimer)​ คือระบุว่า ความเห็นของผู้เขียนไม่จำเป็นที่ต้องเป็นความเห็นของสถานทำวิจัยหรือมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ต้องระบุที่มาของงบประมาณทำวิจัย บอกจำนวนคำ และจำนวนรูป ต้องระบุการเปิดเผยกิจกรรมและความสัมพันธ์ของผู้เขียนด้วย ฯ เวลาเขียนบทนำ ถ้า การศึกษาเป็น การวิจัยใหม่ที่มีความเริ่มแรก หรือการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ หรือการวิเคราะห์อภิมาร ต้องใช้รูปแบบ structured abstract ถ้าการศึกษาเป็นการทดลองทางคลินิก ต้องใส่หมายเลขลงทะเบียงด้วย ฯ บทนำต้องใช้เอกสารอ้างอิงที่มีเกี่ยวข้องโดยตรงกับงานที่กำลังศึกษาเท่านั้น ฯ วิธีดำเนินการวิจัยต้องเขียนอย่างชัดเจน และต้องอธิบายสาเหตุเลือกวิธีทำใดมาใช้ ต้องระบุที่วิธีทำได้รับความยินยอมจาก ก.ก. มหวิทยาลัยหรือองค์กร ก.ก. จริยธรรม เป็นต้น ฯ นอกจากนี้ต้องระบุคุณสมบัติเหมาะสมของผู้เข้าเรือมการวิจัย และเกณฑ์เลือกผู้ป่วยเข้าหรือออกจากการศึกษา ฯ ผลการวิจัย ต้องเริ่มกับสิ่งที่สำคัญก่อน ไม่ใช่สิ่งที่ได้ทำก่อน ไม่ควรซ้ำของมูลในตารางและตัวบท ฯ การอภิปรายผลควรอธิบากลไกของปรากฏการณ์ที่กำลังจะศึกษา และไม่ควรเข

    19 min
  3. 05/05/2020

    ตำรา Medical Physiology มาแนะนำ บทที่ ๑๗ Organization of the cardiovascular system

    ตอนนี้จะชวนมาอ่านบทที่ ๑๗ ของตำรา Medical Physiology ของ Boron & Boulpaep สำนักพิมพ์ Elsevier ฉบับที่ ๒ (ISBN-978-0-8098-2449) พ.ศ. ๒๕๕๕ เล่มนี้ใช้ในการเรียนวิชาสริระวิทยาทางการแพทย์ ส่วนใหญ่จะเรียนปี ๓ ของอุดมศึกษา ฯ บทที่ ๑๗ (อ. Emile L. Boulpaep, MD เขียน) เล่าถึงองค์การของระบบการไหลเวียนโลหิต (Organization of the cardiovascular system) ซึ่งเป็นความรู้ที่ควรมีก่อนที่จะไปเรียนแบบละเอียดเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด ฯ บทเริ่งพูดถึงทำไมสัตว์ประกอบด้วยหลายเซลล์อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีระบบไหลเวียนโลหิต เซลล์ต้องนำสารตางๆ จากสิ่งแวดล้อมและต้องนำออกของเสีย ถ้าส่งสารต่างๆ แบบการแพร่จะมีปัญหาที่ความเข้มข้นของสารรอบเซลล์ที่อยู่ลึกในเยื่อจะน้อยก่วาความเข้มข้นในสิ่งแวดล้อม ทำให้การแพร่ช้า ปัญหานี้พทเรียกว่า unstirred layer ฯ ต่อไปบทอธิบายวงจรหลายเวียนโลหิน ซึ่งมีเครื่องสูบสองเครื่อง ได้แก หัวใจด้านขวาและด้านซ้าย เลือดที่ออกจากหัวใจด้านขวาไปผ่านปอด ส่วนเลือดที่ออกจากหัวใจด้าซ้ายไปเลี้ยงกาย สองส่วนนี้ต่อกันแบบอนุกรม ฯ ทบมาวิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้เลือดดำเนินไป มีความแตกต่างในความดัน เป็นต้น กฎของอุทกพลศาสตร์เหมือนกันกฎของโอห์มในไฟฟ้า บอกว่า ΔP = F∙R เมื่อ F เป็นอัตรการไหล และ R เป็นความต้านทาน ฯ ความดันโลหิตวัดด้วยคอลัมน์ปรอทรือน้ำ ถ้าความสูงของคอลัมน์เป็น h ความดันจะเป็น P=ρ∙g∙h ที่นี่ ρ คือ ความหนาแน่นของปรอท (หรือน้ำ) บทมาอธิบายค่าความดันที่สำคัญ อาทิ driving pressure, transmural pressure และ hydrostatic pressure ด้วย ฯ แล้วมาพูดถึงการไหล หัวใจสามารถสร้างความแตกต่างในความดัน และความไหลคือปริมาตรเลือดที่ออกไปต่อหน่วยเวลา เนื่งจากหัวใจบิบตัวเป็นชั่วขณะการไหลเป็นการไหลโดยเฉลี่ย เรียกว่า cardiac output (CO) คือ CO=F=HR∙SV ที่นี่ HR คือ อตราการเต้นหัวใจแ

    23 min
  4. 04/25/2020

    ตำรา Human Physiology มาแนะนำ บทที่ ๙ Muscle

    ตอนนี้จะชวนมาอ่านบทที่ ๙ ของตำรา Human Physiology ของ Vander, Sherman & Luciano (Windmaier, Rahh & Strang) สำนักพิมพ์ McGraw Hill ฉบับที่ ๑๓ (ISBN-978-0-07-337830-5) เล่มนี้เป็นตำราพื้นฐานสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยเรียนสรีรวิทยาเมื่อก่อน ฯ บทที่ ๙ เล่าถึงกล้ามเนื้อ ซึ่งกล้ามเนื้อนั้นมีสามประเภท ได้แก่ กล้ามเนื้อโคงร่าง กล้ามเนื้อเรียบ และกล้ามเนื้อหัวใจ เนื่องจากทบเป็นค่อนข้างยาว จะนำมาคุยเพียงแค่กล้ามเนื้อโคงร่าง ฯ กล้ามเนื้อโคงร่างนั้นประกอบด้วยเซลล์ที่มีนิวเคลียสหลายตัว มาจากการหลอมรวมของเซลล์ myoblast ในตัวอ่อน เซลล์กล้ามเนื้อมีเซลล์ดาวเทียม (satellite cells) เป็นบริวาร ซึ่งจะช่วยซ่อมกล้ามเนื้อเมื่อถูกบาดเจ็บ ฯ บทจะอธิบายโครสร้างที่มีลักษณะเป็นลายของกล้ามเนื้อ ซึงเมื่อเข้าใจลักษณะเป็นลายนั้นจะมีประโยชน์เพื่อเข้าใจการทำงานของกล้ามเนื้อด้วย ในกล้องจุลทรรศน์อิเล็คตรอนจะเห็นสองแถบชัดเจน อาทิ แถบ A และ แถบ I สองแถบนี้มาจากใยลวดโปรตีน ใยลวดหนาประกอบด้วยโมเลกุล myosin และใยลวดบางประกอบด้วยโมเลกุล actin และ titin ซึ่งโมเลกุล titin นั้นเป็นเส้นที่จับกับ myosin และอีกปลายหนึ่งจับกับ เส้น Z ส่วนใยลวดบางประกอบด้วยโมเลกุล ๓ ชนิด คือ actin, tropomyosin และ troponin ฯ กลไกที่ใยลวดทำให้เซลล์หดตัวสามารถศึกษาในรูปที่ ๘ ของบท ฯ ต่อไปมาพูดถึงสัญยาณจากผิวเซลล์กล้ามเนื้อที่ไปกระตุ้นใยลวดให้หดตัว จำเป็นที่ต้องมีแคลเซียม แต่ในสภาวะพักแคลเซียมเก็บเอาใว้ภายใน sarcoplasmic reticulum ดังนั้นต้องมาดูผิวของเซลล์กล้ามเนื่อก่อรูปแบบเหมือนกับถุงมือที่นำออก จะมีนิ้วมือไปข้างในเรียกว่า T-tubule ปลายนิ้วมีโปรตีน dihydropiridine receptor ติดกับ ryanodine receptor บน sarcoplasmic reticulum ดังนั้นสัญญาณไฟฟ้าใน T-tubule สามารถนำแคลเซียมออกไปในไซโตพลาซึมได้ ฯ บทมาอธิบายถึงบริเวณที่ปลายประสาทติด

    34 min
  5. 04/19/2020

    ตำรา Immunology มาแนะนำ บทที่ ๔ Complement

    ตอนนี้จะชวนมาอ่านบทที่ ๔ ของตำรา Immunology ของ David Male สำนักพิมพ์ Elsevier ฉบับที่ ๘ (ISBN-978-0-702-04548-6)บทที่ ๔ มีชื่อเรื่อง Complement อย่างที่ระบุมาแล้ว ตำราเล่มนี้เป็นพื้นฐานวิชาภูมิคุ้นกันที่นิสิตนักศึกษาชีววิทยาชิวเคมีแพทย์พยาบานและสาขาอื่นๆ ควรรู้ บทนี้มี ๑๖ หน้า สามารถอ่านในครั้งเดียว บทที่ ๓ นี้มีข้อสรุป ๗ ข้อ ควรอ่านก่อนและหลังจากศึกษาบทแล้ว ฯ อันดับแรกต้องมาดูคำว่า complement มีความหมาย เต็มเต็ม หรือส่วนเติม สิ่งที่ให้สมบุรณ ส่วน complenent ประกอบโปรตีน ๑๖ อันของพลัสมา ควรจัดตารางเพื่อจะเขียนโปรตีนแต่ละอัน ฯ บทจะเล่าที่ complement นี้ทำหน้าที่ต่างๆ อาทิ กระตุ้นปฏิกิริยาการอักเสบ เรียกเซลล์มากิเชื้อ ทำความสะอาดย่อย immune complex แแลเษศเซลล์ที่ตายโดย apoptosis กระตุ้นเซลล์ให้ฆ่าแบ็คทีเรีย ฆ่าแบ็คทีเรียโดยตรง ฯลฯ โปรตีนแรกของ complement เป็น C3 ที่จะถูกตัดเพื่อได้ส่วน C3b แล้วแต่เอ็นไซม์ที่จะทำฏิกิริยานั้นจะมี ๓ วิถีหรือเส้นทาง วิถี ๑ มีตัว C1 ตัด C4 ให้เกิด C4b และตัว C1 ตัด C2 ให้เกิด C2a ต่อไป C4b ร่วมกับ C2a เพื่อสร้างเอ็นไซม์ วิถีนี้ที่ใช้เอ็นไซม์ C4b2a เรียกว่า วิถีสากล (classical pathway) ฯ ส่วนวิถีที่ ๒ ใช้โมเลกุลเป็นน้ำตาลของเชื้อเป็นเอ็นไซม์มาตัด C3 วิถีนี้เรียกว่า lectin pathway ส่วนวิถีที่ ๓ ใช้ปัจจัย factor-D และ factor-B ที่อยู่ในพลัสมา ทำปฏิกิริยากับ C3b เพื่อได้เอ็นไซม์ C3bBb วิถีนี้เรียกว่า วิถีเลือก (alternative pathway) ฯ ตอ่ไปบทมาอธิบายการโจมตีผิวของเชื้อ (membrane attack pathway) อันดับแรกตัว C5b C6 C7 ร่วมกันเพือสร้าง C5b67 ซึ่งติดบนผิวของเชื้อ ต่อไปร่วมกับ C8 และ C9 สร้าวระบบโจมตีสมบุรณ ทำรู ๑๐ µm ในผิวของเชื้อ ฯ ระบบโจมตีควบคุมได้โดยไม่ทำร้ายเซลล์อื่น มีสามวิธีความคุม ละายเองโดย hydrolysis มีโปรตีนมาควบคุม และเซลล์รางกายป้องกันตัวเองโดยโปรตีน CD59

    24 min
  6. 04/14/2020

    ตำรา Immunology มาแนะนำ บทที่ ๓

    ตอนนี้จะชวนมาอ่านบทที่ ๓ ของตำรา Immunology ของ David Male สำนักพิมพ์ Elsevier ฉบับที่ ๘ (ISBN-978-0-702-04548-6) อย่างที่ระบุมาแล้ว ตำราเล่มนี้เป็นพื้นฐานวิชาภูมิคุ้นกันที่นิสิตนักศึกษาชีววิทยาชิวเคมีแพทย์พยาบานและสาขาอื่นๆ ควรรู้ ถ้าได้อ่านบทที่ ๑-๒ มาแล้วบทนี้ไม่ยากมาก เนื้อความของบทคือ สารคุ้นกัน บทมีเพียง ๑๙ หน้าเท่านั้น สามารถอ่านได้ครั้งเดียวหรือสองครั้ง ฯ บทเริ่งกับข้อสรุปประกอบด้วย ๙ ประเด็น ควรอ่านข้อสรุปก่อนและหลังจากอ่านบทแล้ว บทเล่าที่สารคุ้นกัน ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำ antybody หรือ immunoglobulin สารนั้นประกอบด้วยโปรตีนและนำตาล มีทั้งรูปแแบติดกับผิวหนังเซลล์และรูปแบบที่เป็นสารละหลาย มีโครงสร้างหลากหลายจัดเป็น ๕ ประเภท อาทิ IgG, IgA, IgM, IgD, และ IgE เนื่องจาก IgG และ IgA มี ๔ และ ๒ ชนิดตามลำดับได้ทั้งหมด ๙ ชนิด (รูป 3.w3 ของบท) ฯ เมือมาดู immunoglobulin ตัวอย่างจะเห็นที่มีโปรตีนสองเส้น เส้นยาว 55 kD และเส้นสั้น 25 kD แต่ละเส้นมีบริเวณหรือส่วนมีโครงสร้างที่มีลักษณะเฉพาะ (domain) พบในโปรตีนหลายชนิด ในกรณีนี้เป็น ถังชนิดเบต้า (beta barrel) ฯ สารคุ้มกันมีทั้งโครงสร้างและสรรพคุณที่น่าชม เช่น สาร IgM ประกบด้วยห้าหน่วยเป็รรูปดาว ส่วนใหญ่พบในซีรัม ส่วน IgA เป็นหน่วยเดียวหรือสองหน่วย พบที่น้ำลาย นม น้ำหลอดลม และน้ำที่อวัยวะเพศ ฯลฯ ต่อไปบทมาอธิบายปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารคุ้มกัน (immunoglobulin) กับสารเร้าภูมิคุ้มกัน (antigen) ระบุว่าไม่ใช่พันธะเคมี แต่ป็นปฏิสัมพันธ์อ่อน เช่น เกี่ยวกับไฟฟ้าสถิต หรือปฏิสัมพันธ์แห่ง van der Waals บบทมาอธิบายความแตกต่างระหว่าง affinity และ avidity ฯ เสร็จแล้วเล่าถึงโปรตีนตัวรับที่สามารถจับกับส่วน Fc ของสารคุ้มกัน ตัวรับนี้อยู่บนเซลล์ สามารถจับกับเซลล์ที่มีสารคุ้มกันอยู่ ตัวรับนั้นมีสามชนิดได้แ

    22 min
  7. 04/14/2020

    ตำรา Immunology มาแนะนำ บทที่ ๒

    ตอนนี้จะชวนมาอ่านบทที่ ๒ ของตำรา Immunology ของ David Male สำนักพิมพ์ Elsevier ฉบับที่ ๘ (ISBN-978-0-702-04548-6) อย่างที่ระบุในตอนที่ ๑ แล้ว ตำราเล่มนี้เป็นพื้นฐานวิชาภูมิคุ้นกันที่นิสิตนักศึกษาชีววิทยาชิวเคมีแพทย์พยาบานและสาขาอื่นๆ ควรรู้ ถ้าได้อ่านบทที่ ๑ มาแล้วบทนี้ไม่ยากมาก เนื้อความของบทคือ เซลล์ต่างๆ ของระบบภูมิคุ้นกัน บทมี ๓๓ หน้าก็ต้องอ่านใน ๒-๓ ครั้ง แต่มีรูปมาก ๕๕ รูป ดังนั้นอาจจะอ่านเร็วกว่านี้ได้ ฯ ก่อนที่เริ่มอ่าควรทบทวนบทที่ ๑ และอ่านข้อสรุปของบทนั้น ฯ ถึงแม้ว่าระบบภูมิคุ้กันประกอบเซลล์หลายๆ ชนิตบทนี้จะจัดแล้แต่หน้าที่ ซึงจะมี ๔ กลุ่ม อาทิ เซลล์ที่กินเชื้อ เซลล์ที่ถวายสารเร้าภูมิคุ้มกันให้เซลล์อื่นๆ เซลล์ที่ทำร้ายเสลล์ที่มีไวรัส และเซลล์ที่ผลิตสารคุ้มกัน ฯ เมื่อพูดถืงเซลล์ต่าง บทจะเล่าเกี่ยวกับเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์บนผิวเซลล์ อันนี้เป็นโปรตีนที่ช่วยเซลล์ติดกันหรือตัวรับสัญยาณจากภายนอกและกระตุ้นปฏิกิริยาภายในเซลล์ ฯ ต่อไปจะพูดวิธีที่เซลล์จะเจริญเติบโตถึงที่ได้เครื่องหมายต่างๆ จากเซลล์ต้นกำเนิดถึงเซลล์ที่จะสามารถทำหน้าที่จำเพาะ และสถานที่หรืออวัยวะที่กระบวนการดังกล่าเกิดขึ้น ฯ เซลล์ชนิด T ต้องเจริญเติบโตเพื่อจะได้โมเลกุลสำคัญคือ โมเลกุลตัวรับ MHC พร้อมกับสะเก็ดโปรตินของไวรัสหรือแบ็คทีเรีย ได้ตัวรับแล้วเหมือนกับที่เซลล T จำรู้สะเก็ดนั้นไม่ใช่ขอร่างกาย ฯ อวัยวะลิมฟอยด์คือ สถานที่ที่เซลล์ T และ B ไปปรับตัวพือทำหน้าที่จำเพาะ ได้แก่ ม้าน ต่อมน้ำเหลือง และชั้นเยื่อเมือก ฯ ในบางส่วนจะพู้ถึงสิ่งที่เขาไม่ได้อธิบายอย่างละเอีย เชิ่น IgM IgG IgA ผู้อ่านต้องใจเย็นๆ เพาะสิ่งนี้จะอธิบายในบทต่อไปๆ ๚ะ๛

    18 min
  8. 04/14/2020

    ตำรา Immunology มาแนะนำ บทที่ ๑

    รายการนี้เป็นรายการแรกของครู เลือกอ่านบทที่ ๑ ของตำรา Immunology ของ อ. David Male สำนักพิมพ์ Elsevier ฉบับที่ ๘ (ISBN-978-0-702-04548-6) ตำราเล่มนี้ให้ความรู้พื้นฐานวิชาภูมิคุ้นกัน เหมาะสำหรับนิสิตนักศึกษาชีววิทยาชิวเคมีแพทย์พยาบานและสาขาอื่นๆ ถ้าศึกษาเล่มนี้แล้วจะสามารถอ่านงานวืจัยทางด้านภูมิคุ้นกันได้ ฯ ส่วนบทนี้เป็นภาพร่วมของเนื้อความตำราทั้งหมด ให้ผู้อ่านสังเกต มีข้อสรุป ๙ ประเด็นอยูต้นบท และให้สังเกตคำสำคัญที่พิมพ์ตัวหนา ผู้อ่านควรทำบาทกับคำนั้นพร้อมกับคำแปลและคำอธิบาย จะเป็นประโยชน์เวลามาอ่านบทที่ตามมา ฯ บทที่ ๑ เล่าถึงส่วนประกอบของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งมีทั้งเซลล์ต่างๆ และสารละลาย ครูอธิบายความหมายของคำบางคำ เช่น opsonization มีความหมายเหมือนกับติดป้าย และมีความหมายภาษาละติน เตรียมสำหรับกิน ครูชี้บทบาทของเซลล์ต่างๆไม่ว่าจะเป็น ผู้ผลิตสารคุ้มกัน เป็นนักรบ เป็นฆาตกร เป็นผู้ช่วย ฯลฯ ต่อไปมาพูดถึงกลุ่มโปรตีนที่ทำปฏิกิริยากันและกันเพื่อต่อต้านเชื่อที่เข้าในร่างกาย ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำว่า complement proteins และพูดถึงอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณ ฯ เล่าถึงส่วนประกอบแล้วมาดูการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน มีหลายรูปแบบ แล้วแต่สิ่งทำร้ายร่างกายมาทำนอกเซลล์หรือภายในเซลล์ ครูให้สังเกตที่มีส่วนภูมิคุ้มกันที่ทุกคนมีอยู่แล้ว ตั้งแต่เกิด ไม่เหมือนกับระบบภูมิคุ้มกันที่สามารถปรับตัวเพื่อสู้เชื้อที่ไม่เคยพบมาก่อน ฯ พูดถึงการผลิตสารภูมิคุ้มกันและ การเจริญของเซลล์ชนิด B และ T ครูอธิบายที่แซวมีโมเลกุล MHC บนผิวหนัง ขณะที่เซลล์ติดไวรัส เซลล์จะย่อยและเอาสะเก็นไวรัสมาใส่บนโมเลกุล MHC มาถวายให้เซลล์อื่นๆ ที่นี่โมเลกุล MHC ทำหน้าที่เหมือนฐานใส่ขอวมาถยาย ฯ ฟังแล้วจะได้รู้ภายในบทมีอะไรบ้าง ส่วน podcast จะได้สำเร็จถ้าผู้ฟังไปหาบทมาอ่านและศึกษา ๚ะ๛

    25 min

About

คำแนะนำการอ่านตำราและเอกสารสำหรับนิสิต นักศึกษา นักเรียน และผู้สนใจทั่วไป ฯ รายการนี้แนะนำตำราสำคัญที่ใช้ในอุดมศึกษามาวิเคราะห์พร้อมกับวิธีอ่ารที่เหมาะสม ฯ มีจุดประสงค์ช่วยนิสิตนักศึกษาให้รู้จักและเพื่อเพิ่มทักษะการอ่าน ในขณะเดียวกันแนะนำทางเข้าข้อมูลต่างๆ ที่นิสิตอาจจะยังไม่กล้ามาดูมาศึกษาเพราะคิดว่ายาก ดังนั้นจะนำมาตำราภาษาต่างประเทศมาวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ส่วนตำราภาษาไทยจะนำมาบางเล่มที่รู้อย่างดีหรือตำราที่ได้อ่านและตรวจก่อนที่ออกติพิมพ์ ฯ เนื้อความที่นำมาและแนะนำส่วนใหญ่จะเป็นวิชาที่มีประสบการสอนหรือได้ทำวิจัยแล้ว ได้แก่วิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะชิววิทยา ชิวเคมี สรีรวิทยา ฯลฯ