เม้ามอยกับหมอพัฒน์ศมา Chit chat with Dr. Pat

Patsama Vichinsartvichai, MD., MClinEmbryol, EFOG-EBCOG, EFRM-ESHRE/EBCOG.

มาร่วมพูดคุยเรื่องมีบุตรยาก นรึเวช ความสัมพันธ์ ฯลฯ​ ที่หมอนึกอยากจะคุย กับ นพ. พัฒน์ศมา วิจินศาสตร์วิจัย แพทย์ผู้ชำนาญการด้านมีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช เราจะมามีลูกง่ายไปด้วยกัน

  1. Oct 13

    เตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกก่อนย้ายตัวอ่อนแช่แข็ง ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกทำอย่างไร (ตอนที่ 2)

    Send us Fan Mail ต่อจากตอนที่ 1 คลิปนี้หมอสรุปข้อ 10–17 ของฉันทามติผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ ตีพิมพ์ในวารสาร Reproductive BioMedicine Online ปี 2026 📌 ข้อ 10–17 🔟 จำนวนวันที่ใช้โปรเจสเตอโรนก่อนย้ายตัวอ่อน เท่ากับอายุตัวอ่อนบวกหนึ่ง ตัวอ่อนวันที่ 3 ใช้ 4 วันตัวอ่อนวันที่ 5 (ระยะบลาสโตซิสต์) ใช้ 6 วันตัวอ่อนวันที่ 6 ใช้ 7 วัน  "หนึ่งวัน" ในที่นี้หมายถึงครบ 24 ชั่วโมง ไม่ใช่นับตามวันในปฏิทิน1️⃣1️⃣ ระดับโปรเจสเตอโรนในเลือดที่ต่ำกว่า 10 ng/mL ในวันย้ายตัวอ่อน สัมพันธ์กับโอกาสคลอดมีชีพที่ลดลง 1️⃣2️⃣ หากระดับต่ำ การเสริมโปรเจสเตอโรนช่วยให้อัตราการตั้งครรภ์กลับมาใกล้เคียงกับกลุ่มที่ระดับฮอร์โมนไม่ต่ำ วิธีเสริมมีได้หลายแบบ ได้แก่ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อฉีดใต้ผิวหนังสอดทางทวารหนักยาไดโดรเจสเตอโรนชนิดกิน1️⃣3️⃣ หากตั้งครรภ์ สามารถหยุดโปรเจสเตอโรนได้ที่อายุครรภ์ประมาณ 10–12 สัปดาห์ เพราะรกจะสร้างฮอร์โมนเองได้ ข้อนี้เป็นความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ 1️⃣4️⃣ การหยุดยาทันทีหรือค่อย ๆ ลดยา ไม่พบความแตกต่างอย่างชัดเจนทางคลินิก 1️⃣5️⃣ การย้ายตัวอ่อนในรอบธรรมชาติมีอัตราการตั้งครรภ์สูงกว่ารอบใช้ฮอร์โมน รอบธรรมชาติมี 2 แบบ ซึ่งให้ผลการตั้งครรภ์ไม่แตกต่างกัน รอบธรรมชาติแท้ รอให้ไข่ตกเองรอบธรรมชาติดัดแปลง ฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตกเพื่อกำหนดวันได้แม่นยำขึ้น1️⃣6️⃣ รอบใช้ฮอร์โมนมีข้อดีเรื่องความยืดหยุ่นในการกำหนดวันย้ายตัวอ่อน และมาตรวจติดตามที่คลินิกน้อยครั้งกว่า 1️⃣7️⃣ รอบใช้ฮอร์โมนมีข้อมูลว่าสัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนของคุณแม่และทางสูติศาสตร์บางอย่างเพิ่มขึ้น แพทย์จึงควรให้คำปรึกษาเรื่องนี้ก่อนเลือกวิธี การเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกที่เหมาะสมแตกต่างกันไปในแต่ละคน การปรึกษาแพทย์จะช่วยให้วางแผนการรักษาได้เหมาะกับสถานการณ์ของคุณครับ 📍 LIFE by Dr. Pat อาคาร GPF Witthayu Towers ถนนวิทยุ  📞 083-432-4664 #ย้ายตัวอ่อนแช่แข็ง #FET #โปรเจสเตอโรน #เยื่อบุโพรงมดลูก #ภาวะมีบุตรยาก #IVF #LIFEbyDrPat Support the show

  2. Oct 6

    เตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกก่อนย้ายตัวอ่อนแช่แข็ง ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกทำอย่างไร (ตอนที่ 1)

    Send us Fan Mail ปัจจุบันตัวอ่อนแช่แข็งมีโอกาสรอดหลังละลายสูงมาก การย้ายตัวอ่อนแช่แข็ง (FET) จึงเป็นขั้นตอนที่ทำกันเป็นประจำ ก่อนย้าย เราต้องเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกให้พร้อมสำหรับการฝังตัว ซึ่งทำได้ 2 แบบ คือรอบธรรมชาติ และรอบใช้ฮอร์โมน แต่ละคลินิกเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกแตกต่างกันมาก ล่าสุดมีการรวบรวมความเห็นของผู้เชี่ยวชาญนานาชาติเป็นฉันทามติแบบ Delphi ได้ข้อสรุป 17 ข้อ ตีพิมพ์ในวารสาร Reproductive BioMedicine Online ปี 2026 หมอจึงสรุปมาให้ฟังครับ 📌 ข้อ 1–9 1️⃣ การเลือกระหว่างรอบธรรมชาติกับรอบใช้ฮอร์โมน ควรพูดคุยร่วมกันระหว่างคนไข้และแพทย์ถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธี 2️⃣ ในรอบใช้ฮอร์โมน ไม่จำเป็นต้องใช้ยา GnRH agonist กดการทำงานของต่อมใต้สมองก่อน เพราะไม่มีหลักฐานว่าเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ 3️⃣ เอสโตรเจนแบบกิน แปะผิวหนัง หรือสอดช่องคลอด ให้ประสิทธิภาพไม่แตกต่างกัน แต่ข้อมูลของแบบสอดช่องคลอดยังมีจำกัด 4️⃣ การให้เอสโตรเจนขนาดคงที่ หรือค่อย ๆ ปรับขนาดเพิ่ม ให้อัตราความสำเร็จไม่แตกต่างกัน 5️⃣ ระยะเวลาใช้เอสโตรเจนควรอยู่ระหว่าง 7–35 วัน หากเกิน 35 วันควรพิจารณายกเลิกรอบ 6️⃣ ไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดดูระดับเอสตราไดออลระหว่างเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูก เพราะไม่มีผลต่ออัตราการคลอดมีชีพ 7️⃣ ในรอบใช้ฮอร์โมน ไม่จำเป็นต้องตรวจฮอร์โมน LH ก่อนเริ่มโปรเจสเตอโรน เพราะเอสโตรเจนจะยับยั้งไม่ให้ไข่โตและตกในรอบนั้น 8️⃣ ควรเจาะเลือดดูระดับโปรเจสเตอโรนก่อนเริ่มใช้ยาโปรเจสเตอโรน เพื่อดูว่าฮอร์โมนขึ้นก่อนเวลาหรือไม่ 9️⃣ โปรเจสเตอโรนแบบสอดช่องคลอด ฉีดใต้ผิวหนัง หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ให้ผลการตั้งครรภ์ไม่แตกต่างกัน หมอเล่าข้อ 1–9 แบบละเอียดไว้ในคลิปนี้ สัปดาห์หน้าพบกับตอนที่ 2 ครับ 📍 LIFE by Dr. Pat อาคาร GPF Witthayu Towers ถนนวิทยุ  📞 083-432-4664 #ย้ายตัวอ่อนแช่แข็ง #FET #เยื่อบุโพรงมดลูก #ภาวะมีบุตรยาก #เด็กหลอดแก้ว #IVF #LIFEbyDrPat Support the show

  3. Sep 29

    ทำเด็กหลอดแก้ว แต่ไม่ต้องฉีดยากระตุ้นไข่ กับ CAPA-IVM

    Send us Fan Mail เทคโนโลยีการทำให้เทคโนโลยีการทำให้ไข่สุกในห้องปฏิบัติการมีรายงานมาร่วม 20 ปีแล้วนะครับ แต่ว่าผลการรักษาไม่ค่อยดีเนื่องจากส่วนใหญ่ไข่ที่เราเอามาทำให้แต่ว่าผลการรักษาไม่ค่อยดีเนื่องจากที่เราเอามาทำให้สุกข้างนอกผ่านการกระตุ้นด้วยยามาแล้ว  เมื่อไม่กี่ปีมานี้มีการพัฒนาวิธีการเลี้ยงไข่อ่อนให้สุกภายนอกร่างกายโดยที่ไม่ต้องใช้ยากระตุ้นเลยที่เรียกว่า CAPA-IVM ซึ่งไข่จะใช้เวลาประมาณสองวันกว่ากว่าอยู่ในห้องปฏิบัติการเพื่อให้เปลี่ยนจากไข่อ่อนเป็นไข่สุกแล้วก็จึงปฏิสนธิและเลี้ยงตัวอ่อนต่ออีกห้าถึงหกวันตามปกติ การวิจัยได้ผลดีเนาะ วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังว่าทำยังไง Support the show

  4. Sep 23

    FAT is GOOD

    Send us Fan Mail สำหรีบคนสูงวัย การรับประทานอาหารไขมันต่ำอาจดีต่อสุชภาพ ลดคอเลสเตอรอล ดีต่อหัวใจ  แต่คนที่มีลูกยาก ร่างกายยังต้องการไขมัน คอเลสเตอรอนะ อย่าไปเอาทุกวัยมาใช้ชีวืตเหมือนกัน อย่าลืมว่าฮอร์โมนเพศอันพลุ่งพล่านเนี่ยิสารตั้งต้นคือคอเลสเตอรอลนะเจ้าคะ  ตอนนี้หมอเอาข้อมูลงานวิจัยมาเล่าให้ฟังเค้าเปรียบเทียบคนที่กินผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำข้อมูลงานวิจัยมาเล่าให้ฟังเค้าเปรียบเทียบคนที่กินผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำกับคนที่กินผลิตภัณฑ์นมไขมันปกติกับการเกิดภาวะไข่ไม่ตก  คุณผู้ฟังลองทายดูว่าการกินนมไขมันต่ำจะทำให้เพิ่มหรือลดโอกาสการเกิดภาวะ ไข่ไม่ตก พร้อมแล้วตามหมอมาฟังเลยจ้า ตก Support the show

  5. Sep 15

    รักษาเยื่อบุมดลูกอักเสบเรื้อรังจะทำให้รักษาเยื่อบุมดลูกอักเสบเรื้อรังจะทำให้โอกาสท้อ

    Send us Fan Mail ภาวะผนังมดลูกอักเสบเรื้อรังหรือ chronic endometritis มีคนเค้าว่าว่ามันสำคัญกับมีคนเค้าว่าว่ามันสัมพันธ์กับการแท้ง สัมพันธฺกับการมีลูกยาก   ซึ่ง การตรวจมาตรฐาน การดูด เอา ผนัง มดลูก ไปย้อมหา เซล ที่บ่งบอกการอักเสบหรือดำที่บ่งบอกการอักเสบหรือดังเจอแล้วก็ให้ยาปฏิชีวนะกินไปสองสัปดาห์ยาวยาว  แต่รู้มั้ยครับว่าไม่เคยมีการการวิจัยพิสูจน์เลยว่าการกินยาปฏิชีวนะสองสัปดาห์แล้วอ่ะมันหายมากน้อยแล้วทำให้แต่รู้มั้ยครับว่าไม่เคยมีการการวิจัยพิสูจน์เลยว่าการกินยาปฏิชีวนะสองสัปดาห์แล้วอ่ะมันหากี่มากน้อยแล้วทำให้ท้องมากน้อยเพิ่งมีงานวิจัยแบบสุ่มตีพิมพ์เมื่อเดือนที่ผ่านมานี่เอง ตาหมอมาฟังกันว่าผลการศึกษาเค้าเจออะไร ยาปฏิชีวนะจำเป็นยาปฏิชีวนะจำเป็นต้องกินไหม ผนังมดลูกอักเสบเรื้อรังมันกับแท้งจริงเปล่า Support the show

  6. Sep 8

    🚨 รู้หรือไม่? ขาด "แคลเซียม" อาจทำให้อสุจิอ่อนแอและมีลูกยาก!

    Send us Fan Mail หลายคนอาจคิดว่าแคลเซียมมีประโยชน์แค่เรื่องกระดูกและฟัน แต่จริงๆ แล้ว แคลเซียม วิตามินดี และพาราไทรอยด์ฮอร์โมนมีบทบาทสำคัญมากต่อระบบสืบพันธุ์ โดยเฉพาะในคุณผู้ชายครับ! 🧬 🔬 แคลเซียมสำคัญกับระบบสืบพันธุ์อย่างไร? ช่วยสร้างสเปิร์มที่แข็งแรง: แคลเซียมมีส่วนสำคัญในการสร้างทั้ง "หัว" (ที่ใช้เจาะไข่) และ "หาง" ของอสุจิให้มีความสมบูรณ์เป็นแหล่งพลังงาน: แคลเซียมตามทางเดินระบบสืบพันธุ์ของฝ่ายหญิงทำหน้าที่เหมือนจุดเติมน้ำ ให้อสุจิมีแรงวิ่งมาราธอนไปจนถึงเซลล์ไข่ล็อคเปลือกไข่: เมื่ออสุจิเจาะไข่สำเร็จ แคลเซียมจะทำให้เปลือกไข่แข็งตัวขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้อสุจิตัวอื่นเจาะซ้ำซ้อนเข้ามาได้📊 งานวิจัยชี้ชัด! ขาดแคลเซียม = สเปิร์มลดลง การศึกษาจากเดนมาร์กในผู้ชายกว่า 1,200 คน พบว่ากลุ่มที่มีภาวะ แคลเซียมต่ำ วิตามินดีต่ำ และพาราไทรอยด์ฮอร์โมนสูงจะส่งผลกระทบโดยตรงดังนี้: ฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ลดลง แต่ฮอร์โมนเพศหญิงกลับสูงขึ้นการเคลื่อนไหวของอสุจิ (Progressive Motility) แย่ลงไปถึงครึ่งหนึ่ง!จำนวนอสุจิที่เคลื่อนไหวได้ลดลงจาก 15 ล้านตัว เหลือเพียง 8 ล้านตัวโอกาสสำเร็จในการรักษาภาวะมีบุตรยาก (เช่น ฉีดเชื้อ IUI) ลดลงจาก 16% เหลือเพียง 6% เท่านั้น💡 ข่าวดี! ปัญหานี้แก้ไขได้ง่ายๆ ปัญหาอสุจิผิดปกติจากสาเหตุอื่น (เช่น ท่อตัน, ไม่มีสเต็มเซลล์) อาจรักษายากมาก แต่ปัญหานี้เราสามารถแก้ไขได้ง่ายๆ เพียงแค่ปรับพฤติกรรมการทานอาหาร และอาจใช้ แคลเซียมทานคู่กับวิตามินดีเสริม เพียงเท่านี้ก็ช่วยเพิ่มโอกาสในการมีเจ้าตัวน้อยได้แล้วครับ 👨‍👩‍👦 ปกติแล้วคุณผู้ชายที่บ้านได้ดูแลตัวเองด้วยการทานแคลเซียมหรือวิตามินดีเสริมกันบ้างไหมครับ? #มีลูกง่ายกับหมอพัฒน์ศมา #lifebydrpat #IVF #ICSI #มีลูกยาก #อยากมีลูก #มดลูกวิรูป Support the show

About

มาร่วมพูดคุยเรื่องมีบุตรยาก นรึเวช ความสัมพันธ์ ฯลฯ​ ที่หมอนึกอยากจะคุย กับ นพ. พัฒน์ศมา วิจินศาสตร์วิจัย แพทย์ผู้ชำนาญการด้านมีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช เราจะมามีลูกง่ายไปด้วยกัน