ไลฟ์สไตล์

อัญชัน ทรงพุทธิ์, แสงชัย กิตติภูมิวงศ์, รจรัตน์ ยนต์สุวรรณ, ยุ้ย มนภรณ์,Rti

ไลฟ์สไตล์

  1. 1d ago

    สารานุกรมสุขภาพ 22 มิ.ย. 69 : โรคคนเมือง ภัยคุกคามสุขภาพคนในเมืองใหญ่

    วิถีชีวิตของผู้คนเมืองใหญ่ที่มีความคล้ายคลึงแม้อยู่ห่างไกลคนละซีกโลก ซึ่งได้แก่ การที่ต้องใช้ชีวิตแข่งขันกับเวลาและภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ เผชิญกับมลภาวะอยู่ทุกวี่วัน ทำให้ผู้คนในเมืองใหญ่ทั่วโลกมีปัญหาสุขภาพไม่แตกต่างกัน และถือเป็นปัญหาสุขภาพที่แอบแฝงอยู่ในร่างกายคนเมืองโดยที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว สัปดาห์นี้เรามารู้จักโรคคนเมือง ที่เป็นภัยคุกคามสุขภาพคนในเมืองใหญ่ว่ามีโรคอะไรบ้าง จะได้รู้เท่าทันและหาทางป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ  1. โรคเครียด              ปัจจุบันผู้คนทั่วโลกเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี หากเหลียวกลับไปมองชีวิตที่ผ่านมาสักนิดจะพบว่า ผู้คนในเมืองใหญ่มากมายมักมีพฤติกรรมหลายๆ อย่าง ที่ผิดๆ โดยเฉพาะเรื่องของอารมณ์ ไม่ว่าจะโกรธง่าย ฉุนเฉียวง่าย อยู่กับความเครียดตลอดเวลา               การศึกษาของนักวิทยาศาสตร์พบว่า ความเครียดส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น นอนไม่หลับเลย วิตกกังวล จนกระทั่ง อาเจียน เครียดลงกระเพาะอาหาร ปัสสาวะ บ่อยจนกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เครียดแล้วเป็นไมเกรน หรือลุกลามถึงขั้นเป็นโรคหัวใจ ส่วนผลกระทบทางด้านจิตใจ เช่น เกิดความกังวลตลอดเวลา ลนลานอย่างหนัก กังวลจนสมาธิไม่มี อารมณ์เสีย หงุดหงิด ฯลฯ หากปล่อยทิ้งไว้นานจะพัฒนาไปสู่โรคเครียดเรื้อรังได้  2. โรคระบบทางเดินหายใจ              มลภาวะเป็นพิษ สาเหตุหลักของโรคทางเดินหายใจ เช่น โรคปอด ไซนัส หวัด ภูมิแพ้ องค์การอนามัยโลกรายงานว่า โรคที่คร่าชีวิตคนทำงานมากที่สุดในปัจจุบันคือ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โดยมีอัตราเสี่ยงสูงถึง 10 % ของคนทั้งโลก              อาการเบื้องต้นของภูมิแพ้เริ่มจาก เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย โดยไม่ได้มาจากการเจ็บป่วย หายใจไม่สะดวก ป่วยกระเสาะกระเสะ เหมือนเป็นไข้หวัดตลอดเวลา คัดจมูก น้ำมูก น้ำตาไหล แต่ไม่มีไข้ เราสามารถป้องกันได้ง่ายๆ ด้วยการหลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงเวลารถติด พักอาศัยอยู่ในที่อากาศถ่ายเทหรือไปสูดอากาศนอกเมืองบ้าง และออกกำลังกายเป็นประจำ 3. โรคนอนไม่หลับ              คนทุกคนรู้ดีว่าการนอนหลับสนิทอย่างเพียงพอ มีความสำคัญยิ่งยวดต่อความเข้มแข็งของสุขภาพและวิถีการดำเนินชีวิต แต่ปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยมีปัญหาการนอนไม่หลับ โดยเฉพาะคนเมืองที่มีวิถีชีวิตการกินอยู่ผิดธรรมชาติ ผลการศึกษาทางการแพทย์พบว่า ประชากรผู้ใหญ่ในเมืองใหญ่กว่าร้อยละ 30 ไม่ได้รับการพักผ่อนนอนหลับอย่างมีสุขภาพและเพียงพอ ทำให้ไม่สามารถปฎิบัติภารกิจในแต่ละวันได้อย่างมีคุณภาพ              การนอนไม่หลับเป็นการนอนหลับยาก นอนหลับๆ ตื่นๆ หรือสะดุ้งขึ้นมาและนอนหลับต่อไม่ได้ ทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอเกิดจากหลายสาเหตุเช่น อาหาร รูปแบบการใช้ชีวิต การเจ็บป่วย การใช้ยา ความเครียด ความกังวล ฯลฯ คนส่วนใหญ่มักเป็นอยู่ 2-3 วัน แล้วจะหายไปเอง แต่บางรายที่นอนไม่หลับเป็นระยะเวลานานติดต่อกันเป็นสัปดาห์ขึ้นไป หากปล่อยไว้นานๆ จะมีอาการเรื้อรัง กระทั่งส่งผลเสียร้ายแรงต่ออารมณ์ ความจำ การตื่นตัว ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา และไม่มีแรง บางครั้งกลายเป็นโรคซึมเศร้าด้วย 4. ความผิดปกติของกล้ามเนื้อ              ยุคไอทีแทบทุกคนในเมืองใหญ่ต้องนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์ การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ทำให้ตาพร่ามัว รังสีจากหน้าจอทำให้กล้ามเนื้อตาตรึงเครียด อาการเหล่านี้หากทิ้งไว้นานจะมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย การพักสายตาด้วยการหลับตาหรือมองต้นไม้ใบหญ้าจะช่วยลดความเมื่อยล้าของดวงตาได้              กล้ามเนื้อเมื่อยล้า เป็นอาการเครียดของกล้ามเนื้อเมื่อใช้งานต่อเนื่องนานๆ เช่น การกดแป้นคีย์บอร์ด ทำให้ข้อกระดูกนิ้วเสื่อม กล้ามเนื้อไหล่ตึง และเจ็บปวด การขยับเม้าส์ไปมาทำให้ปวดกระดูกข้อมือ อาจเกิดพังผืดที่โพรงเส้นประสาทข้อมือหรืออุโมงค์ข้อมือ หากทิ้งไว้นานอาจปวดเรื้อรังถึงขั้นพิการ ควรหาเวลาหยุดพักผ่อน ไปสูดอากาศนอกเมืองหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง รวมทั้งออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อลดโอกาสเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคคนเมือง  5. โรคปลายประสาทอักเสบ              เกิดจากความผิดปกติของประสาทส่วนปลาย เป็นผลจากโรคเครียดและกล้ามเนื้ออักเสบ การได้รับสารพิษหรือโลหะหนักอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการนั่ง ยื่น

  2. 6d ago

    ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 16 มิ.ย.2569

    ปี 2026 เป็นวาระครบรอบ 100 ปีของการตั้งชื่อ “ข้าวเผิงไหล” (蓬萊米) อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นข้าวจาโปนิกาที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ในไต้หวัน โดยคำว่า “เผิงไหล” เป็นชื่อเชิงกวีที่ใช้เรียกไต้หวันในความหมายว่า “เกาะสวรรค์” เดิมข้าวชนิดนี้ถูกเรียกว่า “ข้าวพันธุ์แผ่นดินใหญ่ญี่ปุ่น” (內地種米) ก่อนที่เมื่อวันที่ 24 เมษายน 1926 อิซาวะ ทากิโอะ (Izawa Takio) ผู้สำเร็จราชการไต้หวันในขณะนั้น จะประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น “ข้าวเผิงไหล” ในงานมหกรรมข้าวแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่น ครั้งที่ 19 ณ โรงแรมรถไฟไทเป และรัฐบาลอาณานิคมได้ประกาศใช้ชื่อดังกล่าวทั่วไต้หวันอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมปีเดียวกัน        ประวัติศาสตร์ของข้าวเผิงไหลสะท้อนความก้าวหน้าด้านการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์พืชของไต้หวัน อีกทั้งยังเปลี่ยนแปลงทั้งรสนิยมการบริโภคข้าวและโครงสร้างเศรษฐกิจเกษตรของสังคมไต้หวันอย่างลึกซึ้ง การเกิดขึ้นของข้าวเผิงไหลทำให้ข้าวพันธุ์ท้องถิ่นและพันธุ์ญี่ปุ่นถูกปลูกควบคู่กัน พร้อมเกิดปรากฏการณ์ “ข้าวกับน้ำตาลแย่งพื้นที่เพาะปลูก” (米糖相剋) จากการแข่งขันใช้ที่ดินระหว่างนาข้าวกับไร่อ้อย จนนำไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจเกษตรแบบสองขั้วในยุคนั้น        ในยุคที่ญี่ปุ่นปกครองไต้หวัน ญี่ปุ่นกำหนดให้ไต้หวันเป็นฐานเกษตรกรรมเพื่อป้อนอาหารแก่ประเทศ โดยเฉพาะหลังการเร่งอุตสาหกรรมและช่วงสงครามรัสเซีย–ญี่ปุ่นที่ญี่ปุ่นเผชิญภาวะอาหารตึงตัว ทำให้ข้าวจากไต้หวันถูกผนวกเข้าสู่ระบบจัดหาอาหารของญี่ปุ่น และตลาดส่งออกข้าวของไต้หวันก็เปลี่ยนจากจีนแผ่นดินใหญ่มาเป็นญี่ปุ่น         เดิมชาวไต้หวันนิยมบริโภคข้าวอินดิกาเมล็ดยาว ขณะที่ชาวญี่ปุ่นนิยมข้าวจาโปนิกาเมล็ดสั้นเหนียวนุ่ม ญี่ปุ่นจึงพยายามพัฒนาพันธุ์ข้าวจาโปนิกาให้ปลูกในไต้หวันได้สำเร็จ โดย อิโซะ เอคิจิ (Iso Eikichi) และ เมงุมุ สุเอนากะ (Megumu Suenaga) สามารถพัฒนาพันธุ์ “ไถจงหมายเลข 65” ในปี 1929 จนกลายเป็นต้นกำเนิดสำคัญของ “ข้าวเผิงไหล” และทำให้ไต้หวันปลูกข้าวได้ปีละสองครั้ง ทั้งสองจึงได้รับการขนานนามว่าเป็น “บิดาและมารดาแห่งข้าวเผิงไหล”         หลังรัฐบาลอาณานิคมผลักดัน “ข้าวเผิงไหล” อย่างจริงจัง พื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และแซงหน้าข้าวพื้นเมืองในปี 1935 เนื่องจากให้ผลผลิตและราคาสูงกว่า โดยเฉพาะจากการส่งออกไปญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ข้าวพื้นเมืองยังคงได้รับความนิยมเพราะต้นทุนต่ำและปรับตัวกับสภาพแวดล้อมได้ดี ทำให้เกิดระบบการปลูกข้าวแบบ “สองระบบ” ที่ข้าวจาโปนิกาและอินดิกาดำรงอยู่ร่วมกัน        การผลักดันข้าวเผิงไหลยังเป็นจุดเริ่มต้นของเกษตรสมัยใหม่ในไต้หวัน ทั้งระบบชลประทาน งานวิจัย และการปรับปรุงพันธุ์พืช หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ข้าวเผิงไหลหันมาจำหน่ายภายในประเทศแทนการส่งออก และปัจจุบันมีสัดส่วนพื้นที่ปลูกมากกว่า 90% ของไต้หวัน ขณะที่อนาคตของข้าวแต่ละชนิดยังขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดเป็นสำคัญ         ความน่าเศร้าของการผลิตข้าวในไต้หวันยุคนั้น คือแทบไม่ได้ตั้งอยู่บนความต้องการของชาวไต้หวันเอง แต่ต้องปรับตามนโยบายและความต้องการของญี่ปุ่น ทั้งด้านการบริโภค การควบคุมราคาข้าว และความต้องการทางทหาร อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีการผลิตและสายพันธุ์ข้าวที่พัฒนาขึ้นในยุคนั้น กลายเป็นมรดกสำคัญที่ช่วยให้ไต้หวันฟื้นกำลังการผลิตหลังสงครามได้อย่างรวดเร็ว จนปี 1950 ผลผลิตข้าวสูงกว่าระดับก่อนสงครามสำเร็จ         ตลอด 100 ปีที่ผ่านมา “ข้าวเผิงไหล” ได้สร้างคุณูปการสำคัญต่อไต้หวัน 5 ด้าน ได้แก่ วางรากฐานเกษตรสมัยใหม่ ผลักดันโครงการชลประทานขนาดใหญ่ เพิ่มรายได้จากการส่งออกจนเกิดเศรษฐกิจ “ข้าว–น้ำตาล” เปลี่ยนรสนิยมการบริโภคของชาวไต้หวันจากข้าวอินดิกามาสู่ข้าวจาโปนิกา และเสริมความมั่นคงทางอาหารของประเทศ         ปัจจุบัน ไต้หวันมีอัตราพึ่งพาตนเองด้านข้าวมากกว่า 100% และมีคลังสำรองข้าวของรัฐจำนวนมาก ข้าวเผิงไหลจึงไม่ใช่เพียงสายพันธุ์ข้าว แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากเกษตรดั้งเดิมสู่เกษตรวิทยาศาสตร์ และสะท้อนพลังการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรของไต้หวันตลอดศตวรรษที่ผ่านมา

  3. 6d ago

    ไต้หวันไฮเทค วันอังคารที่ 16 มิ.ย.2569

    สถาบันวิจัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (ITRI) ร่วมกับสถาบันวิจัยการเลี้ยงสัตว์ กระทรวงเกษตรไต้หวัน พัฒนาเทคโนโลยี “หุ่นยนต์เลี้ยงโคอัจฉริยะ” เพื่อช่วยยกระดับการบริหารจัดการฟาร์มโคนม โดยประกอบด้วยหุ่นยนต์ให้อาหารอัจฉริยะ หุ่นยนต์ดันมูลโคด้วย AI และหุ่นยนต์พ่นฆ่าเชื้อแบบเคลื่อนที่อัตโนมัติ ซึ่งสามารถช่วยลดภาระแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลสัตว์ได้อย่างครบวงจร ITRI ระบุว่า อุตสาหกรรมโคนมของไต้หวันส่วนใหญ่เป็นฟาร์มขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งมักประสบปัญหาจากการใช้เครื่องจักรนำเข้า ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมบำรุงที่ล่าช้า ความจำเป็นในการพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง รวมถึงข้อจำกัดด้านการใช้งานในสภาพแวดล้อมจริง จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศให้สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกรมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสังคมผู้สูงอายุ การพัฒนาเครื่องจักรกลเกษตรอัจฉริยะและห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ จะช่วยผลักดันแนวคิด “เกษตรผสานอุตสาหกรรม” ควบคู่ไปกับการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์         เทคโนโลยีอัจฉริยะข้างต้นได้มีการจัดแสดงในงานแสดงเครื่องจักรกลและวัสดุการเกษตรนานาชาติไต้หวัน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน ณ ลานหน้าศาลาว่าการเมืองเจียอี้ ภายในงานมีการสาธิตหุ่นยนต์ให้อาหารอัจฉริยะที่ใช้ระบบนำทางและ AI ควบคุมการให้อาหารอย่างแม่นยำ สามารถเคลื่อนที่บนพื้นผิวหลากหลายประเภทและหมุนตัวได้รอบทิศทาง 360 องศา พร้อมระบบผสมและจ่ายอาหารอัตโนมัติ ช่วยลดการสูญเสียวัตถุดิบและลดต้นทุนแรงงาน นอกจากนี้ยังมีหุ่นยนต์ดันมูลโค AI ที่ทำงานคล้ายหุ่นยนต์ดูดฝุ่น ทำหน้าที่รักษาความสะอาดภายในคอก และหุ่นยนต์พ่นฆ่าเชื้อแบบเคลื่อนที่อัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดการสัมผัสสารเคมีของผู้ปฏิบัติงาน พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันโรคในฟาร์มได้อย่างต่อเนื่อ

  4. Jun 14

    สารานุกรมสุขภาพ 15 มิ.ย. 69 : คนญี่ปุ่นกินเค็มจัด แต่ทำไมยังอายุยืน? เผยเคล็ดลับการกินที่ช่วยป

    เมื่อเร็วๆนี้มีนักโภชนาการไต้หวันที่ใช้นามปากกาว่า เหล่ากู ซึ่งเป็นเจ้าของเพจ โภชนาการและวิทยาศาสตร์ โดยเหล่ากู ออกมาเปิดเผยเรื่อง คนญี่ปุ่นกินเค็มจัด ! แต่ทำไมยังอายุยืน และนำเสนองานวิจัยที่เผยเคล็ดลับ การกินที่ช่วยปกป้องหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งช่วยทำให้ชาวญี่ปุ่นอายุยืน ข้อมูลสถิติ“อายุขัยเฉลี่ย” (Life Expectancy) ของประชากรโลก ปี พ.ศ. 2568 ระบุ ประเทศหรือเขตพื้นที่ที่คนมีอายุยืนที่สุดในโลก คือ โมนาโก โดยมีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 86.6 ปี รองลงมาคือ ซานมารีโน 85.9 ปี ฮ่องกง 85.7 ปี และญี่ปุ่น 85  เกาหลีใต้ 84.5 ปี ในขณะที่ไต้หวัน 80.77 ปี ส่วนไทย 78.1 ปี แต่ถ้าพูดถึง “ประเทศใหญ่”ที่มีชื่อเสียงเรื่องคนอายุยืนและสุขภาพดี คนส่วนใหญ่มักนึกถึงญี่ปุ่นเพราะมีจำนวนผู้สูงอายุและคนอายุเกิน 100 ปีจำนวนมาก รวมถึงวัฒนธรรมการกินและการใช้ชีวิตที่เอื้อต่อสุขภาพ เช่น กินปลา ผัก อาหารหมัก และเดินเยอะ คนทั่วไปมักคิดว่าคนญี่ปุ่นอายุยืนเพราะกินอาหารรสจืด แต่นักโภชนาการระบุว่า ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น งานวิจัยแบบวิเคราะห์รวมขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมผู้เข้าร่วมกว่า 2.6 ล้านคน พบว่า ชาวญี่ปุ่นที่อายุยืนเกี่ยวข้องกับอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ต่ำ และคนญี่ปุ่นไม่ได้อายุยืนเพราะกิน “จืด” แต่เกิดจากโครงสร้างการกินโดยรวม และการจับคู่ของอาหารชนิดต่าง ๆ ในระยะยาว จนเกิดสมดุลทางโภชนาการที่ส่งเสริมสุขภาพ งานวิจัยดังกล่าวพบว่า กลุ่มคนที่มีรูปแบบการกินใกล้เคียงกับ “อาหารญี่ปุ่นดั้งเดิม” มีความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองลดลง 20% ความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจลดลง 19% และความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลง 17% สิ่งที่เรียกว่า “อาหารญี่ปุ่นดั้งเดิม” มักประกอบด้วย ผัก ผลไม้ ปลา อาหารทะเล ชาเขียว สาหร่าย ข้าว ซุปมิโสะ อาหารหมัก ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เป็นต้น ทีมวิจัยมองว่า อาหารญี่ปุ่นดั้งเดิมไม่ได้หมายถึงการกินไขมันต่ำทั้งหมด แคลอรีต่ำทั้งหมด หรือไม่กินเนื้อสัตว์เลย ตรงกันข้าม มันคล้ายกับการสร้าง “สมดุลของความเสี่ยง” ระหว่างอาหารชนิดต่าง ๆ มากกว่า คนญี่ปุ่นไม่ได้อายุยืนเพราะกิน “จืด” แต่เกิดจากโครงสร้างการกินโดยรวมและการจับคู่ของอาหารหลากหลายชนิดในระยะยาว จนเกิดสมดุลทางโภชนาการที่ส่งเสริมสุขภาพ อาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมนั้นมีโซเดียมค่อนข้างสูงมาโดยตลอด แต่ในขณะเดียวกัน คนญี่ปุ่นก็กินผัก ผลไม้ ปลา สาหร่าย ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง และชาเขียวในปริมาณมาก อาหารเหล่านี้ให้โพแทสเซียม โพลีฟีนอล ใยอาหาร โปรตีนจากพืช และกรดไขมันโอเมกา-3 ซึ่งช่วยปรับสมดุลความดันโลหิต ไขมันในเลือด การทำงานของหลอดเลือด และการอักเสบในร่างกาย งานวิจัยยังชี้ว่า “อัตราส่วนโซเดียมต่อโพแทสเซียม” ที่ต่ำกว่า สามารถลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ นั่นหมายความว่า ไม่ใช่แค่ “กินเค็มเกินไป” ที่ทำร้ายสุขภาพ แต่ “กินโพแทสเซียมน้อยเกินไป” ก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน งานวิจัยมองว่า ผลดีของอาหารญี่ปุ่นดั้งเดิม อาจมาจาก “การลดผลเสียที่เกิดจากการบริโภคเกลือสูง” ซึ่งหมายความว่า อาหารที่ดีต่อสุขภาพจริง ๆ อาจไม่จำเป็นต้องไร้ความเสี่ยงโดยสิ้นเชิง แต่คือการใช้โครงสร้างการกินโดยรวมมาชดเชยความเสี่ยง และสามารถปฏิบัติได้ในระยะยาว นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังยกตัวอย่างเรื่องปลาและกรดไขมันโอเมกา-3 โดยระบุว่า การกินปลามากขึ้น มีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ลดลง งานวิจัยเชื่อว่า DHA และ EPA ในน้ำมันปลา สามารถช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือด ปรับความยืดหยุ่นของหลอดเลือด ลดไตรกลีเซอไรด์ และมีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด ความอายุยืนของคนญี่ปุ่นไม่เคยเกิดจาก “อาหารวิเศษ” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากชุดพฤติกรรมการกินที่สะสมมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่แค่ปลา มิโสะ นัตโตะ หรือชาเขียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผัก ชา สาหร่าย อาหารหมัก ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองอื่น ๆ และอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อย ซึ่งร่วมกันสร้างโครงสร้างการกินที่เอื้อต่อการรักษาสุขภาพในระยะยาว และสิ่งที่ร่างกายต้องการจริงๆ ไม่ใช่ความจืดแบบสุดโต่ง แต่คือการใช้วัตถุดิบธรรมชาติอย่างสมดุล เพื่อให้สารอาหารต่าง ๆ อยู่ในจุดสมดุลท

  5. Jun 14

    มิติใหม่ ไต้หวัน ประจำวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569

    มิติใหม่ไต้หวันสัปดาห์นี้เป็นเรื่องราวของผลสำรวจ 10 อันดับแบรนด์ครีมกันแดดยอดนิยมในกลุ่มผู้บริโภคไต้หวันช่วงฤดูร้อนปี 2026 (ตอนที่ 1) ไต้หวันตั้งอยู่ในเขตกึ่งร้อนชื้น มีสภาพอากาศร้อนและมีความชื้นสูงเกือบตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนจะมีดัชนีรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) อยู่ในระดับสูงถึงสูงมาก ดังนั้นในเมื่อมีรังสี UV อยู่รอบตัวทุกวัน ครีมกันแดดจึงเป็นไอเทมที่ขาไม่ได้ อย่างไรก็ตามหลายคนมักหยิบครีมกันแดดขึ้นมาใช้เฉพาะวันที่แดดจัดหรือเมื่อต้องออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง แต่ในความเป็นจริงแล้วรังสี UV สามารถทำร้ายผิวได้ทุกวัน แม้ในวันที่ท้องฟ้าครึ้ม ฝนตก หรือแม้แต่นั่งทำงานอยู่ใกล้หน้าต่างภายในอาคาร นั่นจึงทำให้ตลาดครีมกันแดดในไต้หวันมีการแข่งขันสูง มีทั้งแบรนด์ไต้หวัน แบรนด์นำเข้าจากญี่ปุ่น เกาหลี และยุโรป      ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังระบุว่า รังสี UVA สามารถทะลุผ่านชั้นเมฆและกระจกได้ ส่งผลให้เกิดริ้วรอย ความหมองคล้ำ และความเสื่อมของผิวในระยะยาว ขณะที่รังสี UVB เป็นสาเหตุหลักของอาการผิวไหม้แดด ผิวแดง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง ด้วยเหตุนี้ การเลือกครีมกันแดดที่เหมาะสมจึงเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการดูแลสุขภาพผิวในชีวิตประจำวัน ซึ่งการเลือกครีมกันแดดไม่ควรดูเพียงชื่อแบรนด์หรือราคา แต่ควรพิจารณาค่าการปกป้องรังสี UV เป็นหลัก โดยบนผลิตภัณฑ์จะมีการระบุค่า SPF (Sun Protection Factor) ซึ่งเป็นค่าที่ใช้วัดประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVB ซึ่งเป็นตัวการสำคัญของอาการผิวไหม้จากแสงแดด ยิ่งตัวเลขสูงก็ยิ่งปกป้องผิวจาก UVB ได้นานขึ้น ขณะที่ค่า PA (Protection Grade of UVA) จะเป็นมาตรฐานที่ใช้บอกระดับการป้องกันรังสี UVA โดยแสดงเป็นเครื่องหมายบวกตั้งแต่ PA+ ถึง PA++++ ซึ่งยิ่งมีจำนวนเครื่องหมายบวกมากเท่าใด ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดริ้วรอย ฝ้า กระ และความเสื่อมของผิวจากแสงแดดได้ดียิ่งขึ้น      นอกจากนี้พอถึงช่วงฤดูร้อนกระทรวงแรงงานไต้หวันก็ได้กำหนดแนวทางการป้องกันอันตรายจากความร้อน (Heat Stress Prevention) สำหรับนายจ้างและสถานประกอบการ โดยเฉพาะในภาคก่อสร้าง โลจิสติกส์ เกษตรกรรม และงานภาคสนามต่างๆ ประกอบด้วย การจัดให้มีน้ำดื่มสะอาดเพียงพอสำหรับพนักงาน, การจัดพื้นที่พักในร่มหรือพื้นที่ที่มีการระบายอากาศที่ดี, การปรับเวลาทำงานเพื่อลดการสัมผัสแดดในช่วงอุณหภูมิสูงสุดของวัน, การให้ความรู้เกี่ยวกับอาการของโรคลมแดดและภาวะเครียดจากความร้อน, การจัดเตรียมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล เช่น หมวก เสื้อแขนยาว และอุปกรณ์กันแดด เป็นต้น ทั้งนี้แม้ว่ากฎหมายจะไม่ได้บังคับให้ต้องจัดหาครีมกันแดดแก่พนักงาน แต่หลายบริษัทในไต้หวันโดยเฉพาะบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่ก็ได้เริ่มจัดเตรียมครีมกันแดดและอุปกรณ์ป้องกันรังสี UV ให้กับพนักงานมากขึ้น เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพผิวในระยะยาว อันดับที่ 1 DHC อันดับที่ 2 La Roche-Posay 理膚寶水 อันดับที่ 3 SHILLS 舒兒絲 อันดับที่ 4 KUAN YUAN LIAN 廣源良 อันดับที่ 5 ANESSA 安耐曬

  6. Jun 9

    ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 9 มิ.ย.2569

    เห็ดหอมที่เพาะปลูกในไต้หวันส่วนใหญ่ใช้สายพันธุ์เชิงพาณิชย์ที่นำเข้าจากจีนและญี่ปุ่นตั้งแต่อดีต แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเริ่มเผชิญปัญหาสายพันธุ์อ่อนแอลง ส่งผลกระทบต่อทั้งผลผลิตและคุณภาพของเห็ดหอม ล่าสุดสถาบันวิจัยป่าไม้ กระทรวงเกษตรไต้หวัน(Taiwan Forestry Research Institute) ค้นพบสายพันธุ์เห็ดหอมพื้นเมืองของไต้หวัน หมายเลข Basi-0284 ภายในเขตอนุรักษ์ลำธารรุ่ยเหยียน(瑞岩溪) ตำบลเหรินอ้าย เมืองหนานโถว โดยเห็ดหอมพื้นเมืองชนิดนี้มีขนาดดอกเล็กกว่าสายพันธุ์เชิงพาณิชย์ แต่มีความสามารถในการปรับตัวและทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดีกว่า จึงหวังผลักดันให้ชุมชนบนภูเขาพัฒนาเศรษฐกิจป่าไม้ใต้ร่มไม้ผ่านการเพาะเห็ดหอมแบบท่อนไม้         ปัจจุบันอุตสาหกรรมเห็ดหอมของไต้หวันมีมูลค่าการผลิตต่อปีมากกว่า 5 พันล้านเหรียญไต้หวัน โดยเห็ดหอมพื้นเมืองมีจุดเด่นด้านการปรับตัวเข้ากับสภาพท้องถิ่น และสามารถสร้างความแตกต่างทางการตลาดจากสายพันธุ์ที่นำเข้าจากจีนและญี่ปุ่น จึงมีศักยภาพเชิงพาณิชย์สูง เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2026 สถาบันวิจัยป่าไม้ได้ประกาศเปิดให้ภาคเอกชนขอรับสิทธิ์ใช้เทคโนโลยี “การเพาะเลี้ยงและประยุกต์ใช้สายพันธุ์เห็ดหอมพื้นเมืองไต้หวัน” ซึ่งครอบคลุมวิธีแยกเชื้อ เพาะเลี้ยง ทำให้บริสุทธิ์ และการเก็บรักษาสายพันธุ์ เพื่อส่งเสริมการนำไปใช้ในอุตสาหกรรม         ฟู่ชุนซวี่ (傅春旭) นักวิจัยจากหน่วยงานปกป้องป่าไม้ของสถาบันฯ ระบุว่า ทั้งจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ไปจนถึงเวียดนามต่างก็มีเห็ดหอมพื้นเมือง เพียงแต่ไม่ได้มีการแยกสายพันธุ์เพื่อนำไปใช้เชิงอุตสาหกรรมเสมอไป เขามองว่าไต้หวันควรมีสายพันธุ์ของตนเองเป็นรากฐานการพัฒนาอุตสาหกรรม จึงเริ่มโครงการค้นหาเห็ดหอมพื้นเมือง เพื่อค่อย ๆ ทดแทนสายพันธุ์เชิงพาณิชย์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน         เห็ดหอมพื้นเมืองสายพันธุ์ Basi-0284 มีดอกเล็กกว่า ไม่ได้มีหมวกดอกใหญ่และหนาแบบสายพันธุ์เชิงพาณิชย์ แต่มีจุดเด่นคือกลิ่นหอมเข้มข้น และเหมาะกับการเพาะเลี้ยงในสภาพกลางแจ้งหรือกึ่งกลางแจ้ง จึงตั้งเป้าส่งเสริมชุมชนภูเขาให้พัฒนาเศรษฐกิจป่าไม้ใต้ร่มไม้ด้วยการเพาะเห็ดหอมแบบท่อนไม้         ฟู่ชุนซวี่ยังกล่าวว่า เห็ดหอมพื้นเมือง Basi-0284 ถูกค้นพบในพื้นที่สูงราว 2,300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล จึงเหมาะกับการเพาะปลูกในพื้นที่ระดับความสูงปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 8 เดือนถึง 1 ปีจึงจะออกดอก ส่วนการเพาะปลูกในพื้นที่ต่ำยังต้องศึกษาทดลองเพิ่มเติม โดยสายพันธุ์นี้พบอาศัยอยู่บนต้น “ต้นคาสตานอปซิส คาร์เลซี” (Castanopsis carlesii) และขณะนี้กำลังทดลองใช้ไม้ 6 ชนิด เช่น ต้นกระดิ่งนางฟ้า เมเปิลหอม ประดู่ส้ม สนฮู้ปไพน์ ปอสา และไทร มาเป็นวัสดุท่อนไม้เพาะเลี้ยง เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพและผลผลิต         ที่ผ่านมา หน่วยงานวิจัยด้านการเกษตรของไต้หวันก็เคยศึกษาวิจัยเห็ดหอมพื้นเมืองเช่นกัน โดยเมื่อกว่า 40 ปีก่อน สถาบันวิจัยการเกษตร กระทรวงเกษตร ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันและมหาวิทยาลัยจงซิง เก็บรวบรวมเห็ดหอมพื้นเมืองในไต้หวัน และศึกษาคุณลักษณะรวมถึงการทดลองเพาะดอกของสายพันธุ์พื้นเมือง 23 สายพันธุ์ แต่หลังจากนั้นยังไม่มีการผลักดันสู่การใช้งานเชิงอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง

  7. Jun 9

    ไต้หวันไฮเทค วันอังคารที่ 9 มิ.ย.2569

    COMPUTEX 2026 ชู AI หุ่นยนต์ ดันไต้หวันสู่ศูนย์กลางโซลูชัน AI โลก งาน COMPUTEX 2026 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ระหว่างวันที่ 2–5 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมาโดยปีนี้มาในธีม “AI Together” มุ่งเน้น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การประมวลผลด้วย AI, หุ่นยนต์และการเดินทางอัจฉริยะ และเทคโนโลยียุคถัดไป (Next-Generation Technology) ภายในงานมีผู้ประกอบการจาก 33 ประเทศ รวมกว่า 1,500 บริษัท เข้าร่วมจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีล่าสุดจากทั่วโลก สภาส่งเสริมการค้าต่างประเทศไต้หวัน (TAITRA) ระบุว่า COMPUTEX 2026 มุ่งเน้นการยกระดับจากงานแสดงเทคโนโลยี ไปสู่แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงการใช้งานจริง โดยเน้นการบูรณาการระหว่าง AI หุ่นยนต์ และระบบอัจฉริยะในเมือง โดยมีเป้าหมายผลักดันไต้หวันสู่การเป็น “ศูนย์กลางโซลูชัน AI ของโลก” ด้านข้อมูลจาก International Federation of Robotics (IFR) ระบุว่า มูลค่าตลาดหุ่นยนต์อุตสาหกรรมทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 16,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากความต้องการระบบอัตโนมัติและการประยุกต์ใช้ AI ในหลากหลายอุตสาหกรรม ทำให้หุ่นยนต์มีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวได้ดีขึ้น ไฮไลต์ของงานแบ่งออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ 1. AI Robot Zone รวมเทคโนโลยีตั้งแต่เซนเซอร์ มอเตอร์ ระบบควบคุม ไปจนถึงหุ่นยนต์ใช้งานจริงในอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ และการแพทย์ โดยมีบริษัทชั้นนำอย่าง HIWIN Technologies และ Texas Instruments เข้าร่วมจัดแสดง 2. Electronic Paper Zone นำโดย E Ink Holdings ร่วมกับ Sharp และ Netronix แสดงเทคโนโลยีจออิเล็กทรอนิกส์ประหยัดพลังงาน ตั้งแต่ป้ายโฆษณาอัจฉริยะไปจนถึงจอสำหรับการแพทย์ 3. TechXperience Pavilion พื้นที่ประสบการณ์เชิงโต้ตอบ ที่เปิดให้ผู้เข้าชมสัมผัสการใช้งาน AI ในชีวิตประจำวัน เช่น ห้องนักบินจำลองและระบบประมวลผลอัจฉริยะ ภายในงานยังมี COMPUTEX Forum หัวข้อ “Robotics, Automation and Physical AI” โดยผู้เชี่ยวชาญจาก NVIDIA, Qualcomm, ABB และ NXP ร่วมแลกเปลี่ยนแนวโน้มเทคโนโลยีและอนาคตของอุตสาหกรรมอัตโนมัติ ตัวแทนจาก HIWIN Technologies ระบุว่า บริษัทมีประสบการณ์ด้านระบบหุ่นยนต์และชิ้นส่วนสำคัญมากกว่า 15 ปี และได้รับการจัดอันดับในกลุ่มบริษัทหุ่นยนต์ระดับโลก สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมไต้หวันในเวทีโลก ขณะเดียวกัน E Ink Holdings เน้นการพัฒนา “พื้นผิวอัจฉริยะ” ที่ต่อยอดจากจอแสดงผลสู่การใช้งานเชิงโต้ตอบ ขณะที่ Intel มุ่งพัฒนาโซลูชัน AI สำหรับหุ่นยนต์และระบบ Edge Computing เพื่อรองรับการประมวลผลแบบเรียลไทม์ AVerMedia Technologies ยังนำเสนอเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบ 3 มิติที่ผสาน AI และ Digital Twin เพื่อยกระดับการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ COMPUTEX ซึ่งก่อตั้งตั้งแต่ปี 1981 ยังคงเป็นหนึ่งในงานเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดของโลก โดยมีผู้เข้าชมจากนานาชาติกว่า 40,000 คนต่อปี และเป็นเวทีสำคัญในการเปิดตัวนวัตกรรมระดับโลกของอุตสาหกรรม ICT และ AI อย่างต่อเนื่อง

  8. Jun 7

    สารานุกรมสุขภาพ 1 มิ.ย.69 : 1.สีปัสสาวะ สัญญาณเตือนปัญหาสุขภาพที่ควรรู้ 2.อ่อนล้าเรื้อรัง ปัญหา

    สีปัสสาวะ สัญญาณเตือนปัญหาสุขภาพที่ควรรู้ สีปัสสาวะ อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยที่หลายคนมองข้าม แต่รู้หรือไม่ว่าสีของปัสสาวะสามารถสะท้อนถึงสุขภาพภายในร่างกายของเราได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ปัญหาการดื่มน้ำน้อย อาหารที่รับประทาน ไปจนถึงการส่งสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งทางเดินปัสสาวะ การสังเกตลักษณะและสีของปัสสาวะในแต่ละวันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยอาจบอกถึงปัญหาสุขภาพที่รอการแก้ไข หรือแม้แต่ช่วยชีวิตเราได้หากรับมืออย่างทันท่วงที รายการวันนี้จะพาไปรู้จักกับ 7 สีปัสสาวะที่ควรสังเกต เพื่อรู้ทันสัญญาณเตือนปัญหาสุขภาพ สีไหนอันตรายควรรีบพบแพทย์ สีไหนต้องแก้ไขอย่างไร เพื่อให้คุณสามารถดูแลสุขภาพตัวเองและคนที่คุณรักได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น! 1. สีใสเหมือนน้ำ สีที่ใสจนเกือบไม่มีสี อาจดูเหมือนสัญญาณของความสะอาดหรือการดื่มน้ำเพียงพอ แต่ความจริงแล้วหากปัสสาวะใสอยู่ตลอดเวลา อาจหมายถึงการดื่มน้ำมากเกินความจำเป็น ซึ่งอาจทำให้ร่างกายเสียสมดุลของเกลือแร่ได้ ในบางกรณี สีปัสสาวะที่ใสผิดปกติอาจเกี่ยวข้องกับโรคตับหรือโรคไต ดังนั้นควรสังเกตปริมาณน้ำที่ดื่มต่อวันว่าเยอะเกินไปหรือไม่ และหากไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์ 2.สีเหลืองอ่อนถึงเหลืองเข้ม สีปัสสาวะที่อยู่ในช่วงสีเหลือง ถือเป็นปกติที่สุด สีเหล่านี้เกิดจากสารยูโรโครม (Urochrome) ที่ร่างกายสร้างขึ้นจากกระบวนการย่อยสลายเม็ดเลือดแดง หากดื่มน้ำมากสีจะออกเหลืองอ่อน แต่ถ้าดื่มน้ำน้อย ก็จะทำให้ปัสสาวะสีเหลืองเข้มขึ้น โดยวิตามินบีบางชนิดที่รับประทานเข้าไป อาจทำให้ฉี่สีเหลืองเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถือเป็นภาวะปกติที่ไม่ต้องกังวล 3.สีแดงหรือชมพู สีปัสสาวะที่ออกแดงหรือชมพู อาจมาจากการรับประทานอาหารที่มีสีเข้ม เช่น บีทรูท แครนเบอร์รี่ หรือกระเจี๊ยบแดง แต่หากไม่ได้รับประทานอาหารเหล่านี้ อาจหมายถึงการมีเลือดปนในปัสสาวะ หรือที่เรียกว่าภาวะปัสสาวะเป็นเลือดซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ นิ่วในไต กระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคเกี่ยวกับไต และต่อมลูกหมาก ควรพบแพทย์หากปัสสาวะสีแดงต่อเนื่อง 4.สีส้ม สีปัสสาวะสีส้มอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การรับประทานยา หากไม่ได้ทานยา ภาวะขาดน้ำ หรือปัญหาการทำงานของตับและถุงน้ำดี ควรสังเกตอาการร่วมด้วย เช่น อุจจาระสีซีด หรือหากผิวหนังเหลือง ก็ควรพบแพทย์หากปัสสาวะสีส้มต่อเนื่อง 5.สีน้ำตาลเข้ม อาจบ่งบอกถึงภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง แต่ในบางกรณีอาจหมายถึงโรคตับหรือโรคกล้ามเนื้อบางชนิด เช่น ภาวะกล้ามเนื้อสลายตัว (Rhabdomyolysis) ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง นอกจากนั้นการรับประทานยาหรือสมุนไพรบางชนิด เช่น ยาต้านมาลาเรีย หรือสมุนไพรที่มีสารสีเข้ม ปัสสาวะก็สามารถเปลี่ยนสีได้เช่นกัน หากพบว่าสีปัสสาวะเป็นน้ำตาลติดต่อกันโดยไม่ทราบสาเหตุควรรีบพบแพทย์ทันที 6.สีฟ้าหรือสีเขียว สีปัสสาวะที่เป็นสีฟ้าหรือสีเขียว เป็นภาวะที่พบได้น้อย มักเกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหารหรือยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ หรือสารสีในอาหารบางประเภท ในบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับการตรวจทางการแพทย์ที่ใช้สารสีฉีดเข้าไปในร่างกาย รวมถึงอาจเป็นอาการของการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น Pseudomonas Aeruginosa 7.สีขาวขุ่น สีปัสสาวะที่ขาวขุ่น อาจเกิดจากการมีสารอื่นเจือปน เช่น หนอง หรือเม็ดเลือดขาว ซึ่งบ่งบอกถึงการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะในผู้ที่ใส่สายสวนปัสสาวะเป็นเวลานาน นอกจากนี้ ภาวะการตกตะกอนของเกลือแร่ หรือโปรตีนบางชนิดในปัสสาวะก็อาจทำให้เกิดสีขาวขุ่นได้ หากพบว่าปัสสาวะมีสีขุ่นขาวและมีกลิ่นผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาอย่างเหมาะสม สีปัสสาวะเข้มควรทำอย่างไรดี ถ้าสังเกตว่าสีปัสสาวะเข้มกว่าปกติ ส่วนใหญ่เกิดจากร่างกายขาดน้ำ วิธีแก้ไขง่าย ๆ คือ ●ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร หรือมากกว่านั้นหากอยู่ในที่ร้อนหรือออกกำลังกายหนัก ●การเลือกกินผลไม้ที่มีน้ำมาก เช่น แตงโม ส้ม แตงกวา ก็สามารถช่วยเติมน้ำให้ร่างกายได้อีกทาง ●เลี่ยงเครื่องดื่มที่ทำให้ร่างกายเสียความชุ่มชื้น เช่น น้ำอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ ●หากดื่

About

ไลฟ์สไตล์